xs
xsm
sm
md
lg

ฤาจะให้หยุดลมหายใจชั่วคราว หากสังคมไทย ยังเป็นเช่นนี้?

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์


.
เมื่อวันก่อนนี้ (2 พ.ค.50) ว่า ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นข่าวเล็กๆ ที่ผู้คนหากไม่ได้สนใจ ก็จะอ่านแล้วผ่านเลย

อีกทั้งสื่อมวลชนเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ ขยายผล เจาะลึกลงในรายละเอียด อีกทั้งการจัดพื้นที่ข่าวก็ไม่โดดเด่น

เป็นข่าวดีครับ

ข่าวดีที่พอจะทำให้ มีกำลังใจอยู่บ้าง ว่าสังคมไทย และโลกใบนี้ยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตมนุษย์ และสัตว์โลก

“คณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก โดย ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ในฐานะประธานฯ แจ้งว่า ได้จัดทำคำขอแจ้งไปยัง ศูนย์มรดกโลก ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ตั้งแต่ 23 มี.ค.47

เพื่อขอขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และทางธรรมชาติ 11 แห่ง ทั่วประเทศไทย

ซึ่งขณะนี้ ได้รับการพิจารณา และตอบรับการขึ้นบัญชีอย่างเป็นทางการแล้ว 2 แห่ง

1. เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ และ ปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ เชื่อมต่อกับโบราณสถานที่เกี่ยวข้อง

2. อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี

ส่วนที่เหลืออีกหลายแห่ง กำลังจัดทำแผนและอยู่ในกระบวนการ ศึกษาเพื่ออนุมัติคำขอ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการรับรองให้เป็นแหล่งมรดกโลก เช่น

1. พื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่งทะเลอันดามัน

2. อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

3. พื้นที่ป่ากลุ่มเทือกเขาเพชรบูรณ์ ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า-ทุ่งแสลงหลวง-ภูกระดึง-น้ำหนาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง-ภูเขียว ฯลฯ

ถือได้ว่าเป็นข่าวดีของประเทศไทย

ซึ่งหาได้ยากมากในยามนี้

ยามที่สังคมไทย

ไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนากำลังปั่นป่วน ไร้ทางออก หลายคนเบื่อหน่ายที่ต้องดำรงชีวิตภายใต้สภาพการณ์ที่สังคมขาดผู้นำประเทศ ขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ

ผู้คนสังคมไทยดูเหมือนกับคนที่ไร้สติ ต่างคนต่างอยู่

มือใครยาวสาวได้สาวเอา

คนที่แข็งแรงก็เอาเปรียบคนที่อ่อนแอ

การพัฒนาที่มุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศ ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของคนเพียงหยิบมือเดียว ปราศจากการคิดถึงสังคมส่วนรวม คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ

อีกทั้งยังไม่คิดคำนึงถึงสิทธิการดำรงอยู่บนความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์


หลายคนบ่นว่า เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเรา

อากาศที่เคยปลอดโปร่ง แจ่มใส ก็เกิดวิปริต ฝนฟ้าตกไม่ตามฤดูกาล อากาศร้อนอบอ้าว เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว หลายคนที่เคยแข็งแรง ก็ไม่สามารถทานทนต่อสภาวะแวดล้อมที่เป็นปัจจุบันได้ คนจำนวนมากต้องเป็นโรคภูมิแพ้ถึงขั้นเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นหวัดแพ้อากาศ เสมอหน้ากัน

ว่ากันว่า โรคภูมิแพ้ ในอดีต

เป็นโรคเฉพาะกลุ่ม ไม่แพร่หลายทั่วไป ส่วนใหญ่จะเกิดจำเพาะเจาะจงอยู่ในแวดวง ของพวกผู้ลากมากดี ผู้คนที่ผิวบางประเภทหยิบโหย่ง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ซึ่งวันๆ มีวิถีชีวิตเสพสุขอยู่แต่ในห้องแอร์ ไม่เคยใช้แรงงาน

เหงื่อสักหยดก็ไม่เคยหลั่งไหลจากการทำงาน

บรรดาหมอเฉพาะทาง ที่หากินกับโรคภูมิแพ้ ต่างร่ำรวยใหญ่โตตามกัน


ผู้ลากมากดี หากเหงื่อจะไหล ก็ต้องอาศัยเงินซื้อด้วยราคาที่แสนแพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำของคนทำงาน

เงินซื้อได้ทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ในสังคมทุนนิยม


การบังคับรีดเหงื่อ

บ้างก็เล่นเกมกีฬา ที่ต้องเบียดบังธรรมชาติ

บ้างก็ต้องเข้าสปอร์ตคลับสุดหรู

หรือไม่ก็เข้าสปาเสริมความงาม ที่สามัญชนทั่วไปไม่มีโอกาสสัมผัส

วันนี้โรคภูมิแพ้ ไม่ได้จำกัดวงอีกแล้ว คนจนเดินถนน กินข้าวแกง กับคนรวยล้นฟ้า ที่เสพเสวยสุข อยู่บนหยาดเหงื่อแรงงาน ส่วนเกินของคนทำงาน ของผู้สร้างโลก ต่างเป็นกันอย่างพร้อมเพรียง และเสมอหน้ากัน

ยังมีอีกสารพัดโลก ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ โรคมะเร็งร้าย ฯลฯ ที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาวะแวดล้อม ที่มนุษย์มีส่วนทำให้เกิดการ วิปริตผิดฤดูกาลขึ้น

ภายใต้นโยบายการนำประเทศ เข้าสู่ยุคทันสมัย โดยยึดโยงการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่เดินตามกรอบของโลกทุนนิยมเสรี ที่พึ่งพิงต่ออภิมหาอำนาจ ที่ผูกขาด ขูดรีด กอบโกย ปล้นชิงทรัพยากร และธรรมชาติ โดยอ้างโลกาภิวัตน์ ว่าโลกต้องเป็นหนึ่งเดียว

ปัญหามลภาวะ สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ ที่ถูกทำลายจากความละโมบของทุนนิยม ที่แสวงหากำไรเป็นที่ตั้ง

ได้ทำให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในภาวะที่ ธรรมชาติกำลังวิปริต

คนไทยกำลังทำลายประเทศ ทำลายโลกใบนี้ ด้วยมือของเราเอง

ปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาในเขตอุตสาหกรรมมาบตาพุด ในจังหวัดระยอง เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ที่รัฐไทยที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของทุนนิยม

กำลังเป็นตราบาป เป็นความอัปลักษณ์ ที่ทั่วโลกจับตา


ประชาชนจำนวนหนึ่งที่ตื่นตัว และรู้เท่าทันกำลังต่อสู้คัดค้าน เรียกร้องให้สังคมหันกลับมาทบทวนแก้ไข ก่อนที่ประเทศไทยจะกลายเป็นเมืองที่ชาวโลกจะชี้นิ้วกล่าวหา นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างมลภาวะที่ทำลายชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งเท่ากับการทำลายโลกนั้นเอง

เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ถึงแม้จะเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ แต่พวกเขาก็มีจิตสาธารณะ ที่หวงแหนธรรมชาติ และวิถีของการดำรงอยู่ที่มนุษย์พึ่งมี

ชุมชน ซึ่งมีคนจำนวนมากอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ กำลังคุกคามด้วยโรคร้ายนานาชนิด อันเป็นผลพวงจากการนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2524

โดยข้ออ้างว่าจะนำพาประเทศไทยเข้าสู่ “ความโชติช่วงชัชวาล” ตามคำกล่าวของรัฐในยุคนั้น


พื้นที่ชายฝั่งทะเลของตำบลมาบตาพุด ในอำเภอเมือง จังหวัดระยองต้องกลายเป็นที่รองรับอุตสาหกรรม ต่อเนื่องจากก๊าซธรรมชาติ

บรรดาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ปุ๋ยเคมี เหล็ก และน้ำมัน ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทำให้มาบตาพุดวันนี้ กลายเป็นที่รู้จักของคนไทย ในฐานะเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศไทย

พร้อมๆ กันนั้น โรงงานเหล่านั้นก็พ่นควันพิษ สร้างมลภาวะที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงแสนสาหัสต่อชุมชนโดยรอบ

ในปี 2540 ความรุนแรงของมลพิษมาบตาพุดปะทุขึ้นเป็นข่าวใหญ่ เมื่อครูและนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร ไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็น ที่ลอยมาจากนิคมอุตสาหกรรมได้

หลายคนล้มป่วยถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน

สุดท้ายโรงเรียนต้องเป็นฝ่ายย้ายออกจากพื้นที่เพื่อหลีกหนีมลภาวะเป็นพิษ


ในวันนั้น ภาครัฐซึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าของโรงงาน ก็ทำทีออกมาเยียวยาแก้ไขแบบขอไปที

ในวันนี้ โรงเรียนที่เคยเป็นสถานที่อบรมบ่มเพาะเยาวชน ต้องกลายเป็นโรงเรียนร้าง ที่ชุมชนได้ร่วมกันรักษาไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความอัปยศ ที่ภาครัฐ และบรรดานายทุนเจ้าของโรงงานที่เห็นแก่ผลกำไรโดยไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม

หลายปีผ่านไป นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กลับมายึดพื้นที่ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง ด้วยประเด็นเดิมคือ “มลภาวะเป็นพิษ”

ทว่าคราวนี้รุนแรงหนักหน่วงยิ่งหนัก วันนี้สภาพสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ น้ำทิ้งที่ปล่อยจากนิคมอุตสาหกรรมละแวกนั้นก็เกินค่ามาตรฐาน อีกทั้งคุณภาพชีวิตของชาวบ้านเลวร้ายลงเรื่อยๆ

อัตราการป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ของชาวเมืองระยองสูงกว่าคนในอำเภออื่น

ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้ หน่วยงานของรัฐซึ่งยังพอพึ่งหวังได้บ้าง คือสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ จึงนำข้อเท็จจริงเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้ประกาศพื้นที่เจ้าปัญหาเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2534 ตามคำเรียกร้องต้องการของเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก

แต่ช่างเสียดาย ภาครัฐแทนที่จะกระตือรือร้น รับฟังและพิจารณาอนุมัติตามข้อเสนอ

นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ซึ่งเป็นประธาน เลือกที่จะยื้อเวลาต่อไปอีก โดยจัดให้มีคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาศึกษาอีก ด้วยมติที่ว่า...หากจัดการปัญหามลพิษ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไม่ได้ภายใน 1 ปี จึงจะประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ

ข้อเท็จจริง เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขก็มีมติสั่งย้ายโรงพยาบาลมาบตาพุด ออกจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดแล้ว เพราะการนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่กำจัดขยะพิษของบริษัทเจนโก้ เพียงแค่ถนนสองเลนกั้นขวางคงไม่มีทางหายป่วยได้แน่ๆ

ขนาดหมอและพยาบาล เองยังออกปากว่า

วันไหนที่ลมเปลี่ยนทิศ คนท้ายลมก็แทบจะทำงานกันไม่ได้เลย


วันนี้พี่น้องประชาชนที่เป็นเหยื่อ ซึ่งตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้าย มีความเห็นตรงกันว่า เป็นมติอัปยศ เป็นการซื้อเวลา เพื่อให้เกิด ขยาย นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2547-2561) ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร

ถึงวันนี้เป็นที่ชัดเจนแล้ว

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยอย่างล้อนจ้อนว่า

“ภายหลังประชุมโครงการลงทุนปิโตรเคมีว่า ทางบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมจะลงทุนโครงการปิโตรเคมีในนิคมฯ มาบตาพุด จังหวัดระยอง มูลค่ารวม 300,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก”

มตินี้ โครงการนี้ใครได้ประโยชน์

แถลงให้ครบหน่อย อย่าอำพรางซ่อนเร้น

บอกไปเลย ยังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 2 โรง ที่พร้อมจะก่อสร้าง

นายโฆสิต ต้องตอบคำถาม หรือจะยอมกลืนน้ำลายตัวเอง?


สิ่งที่บอกว่า จะแก้ปัญหา มลภาวะที่เกิดจาก ระยะที่ 1ระยะที่ 2 ภายใน1 ปี ก่อนแล้วค่อยพิจารณาขยายนิคมอุสาหกรรม ระยะที่ 3 นั้น

อะไรมันมาบดบังตา หรือสมองจะฟั่นเฟือน

วันนี้ พึงระลึก พึงสำเหนียกตนเองหน่อย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของรัฐบาลแห่งประเทศไทย

ไม่ใช่กรรมการและที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพ


ฤๅษีเฒ่า ขิงแก่ จัดการหน่อย

เราจะอยู่อย่างพอเพียง หรือเรายอมเป็นทาสของระบอบทุนนิยมสามานย์

ฤาจะให้หยุดลมหายใจชั่วคราว หากสังคมไทย ยังเป็นเช่นนี้?
กำลังโหลดความคิดเห็น...