xs
xsm
sm
md
lg

อันตรายของวัฒนธรรมการซื้อหนังสือปีละสองครั้ง

เผยแพร่:   โดย: พชร สมุทวณิช

.
ช่วงนี้เป็นมหกรรมแห่งงานเทศกาลประจำปี งานใหญ่หลายต่อหลายงาน พร้อมใจกันมาจัดกันในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานกาชาดก็ดี งานมอเตอร์โชว์ก็ดี หรืองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติก็ดี

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พร้อมใจกันจัดงานในช่วงเวลาเดียวกัน ก็คงเป็นเพราะความต้องการในการจัดงานให้ตรงกับช่วงนักเรียนปิดเทอม เรื่องเด็กปิดเทอมนี่เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ไม่ใช่แต่สาเหตุที่ว่า เด็กนักเรียนเป็นกลุ่มลูกค้าใหญ่ของงานสัปดาห์หนังสือเท่านั้น แต่เด็กนักเรียนปิดเทอมนี่นำมาซึ่งรถไม่ติด และพ่อแม่ก็มีเวลามากขึ้นในงานจะจัดตารางเวลาที่จะไปทำอะไรต่อมิอะไรอย่างอื่นหลังเลิกงาน จากปกติที่มีหน้าที่ประจำต้องไปรับลูกกลับจากโรงเรียน

วันนี้ผมจะไม่พูดถึงเรื่องสองงานแรกคือ งานกาชาด กับงานมอเตอร์โชว์ แต่จะพูดถึงเรื่องงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติงานเดียว

จะว่าเป็นพวกชอบมองโลกในแง่ร้ายเหมือนชื่อคอลัมน์ก็ว่าได้ เพราะผมจะบอกว่าผมไม่ชอบเอาเสียเลยกับงานสัปดาห์หนังสือ ไม่ได้เลือกไม่ชอบแต่งานสัปดาห์หนังสือนะครับ แต่ไม่ชอบรวมไปถึงอีกงานหนึ่ง ที่เป็นงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ ที่เป็นอีกหนึ่งในสองงานเทศกาลหนังสือที่จัดกันปีละสองครั้งนั่นด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มเบื่อกับงานหนังสือที่จัดกันเป็นเทศกาลปีละสองครั้งนี้เต็มที เริ่มเบื่อขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดอาการไปแล้วไม่อยากไปอีก และเข้าไปแล้วอยากรีบออกมาเร็วๆ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วผมจะเดินงานเทศกาลหนังสือพวกนี้ปีละหลายรอบ และครั้งละนานๆ

ผมรู้สึกว่างานเทศกาลหนังสือเริ่มมีอาการของการจางหายไปในเรื่องของบรรยากาศร้านหนังสือ แต่แปรสภาพไปในอารมณ์และบรรยากาศของ “ตลาด” ปนกับ “เทศกาลเซลส์ของห้างสรรพสินค้า” เข้าไปทุกที

ในยามผมเดินผ่านบูทแต่ละบูท ผมไม่รู้ว่าจะแข่งกันตะโกนไปหาสวรรค์วิมานอะไร ตะโกนโฆษณาสรรพคุณของหนังสือราวกับเป็นเซลส์หนังขายยาสมัยโบราณ แหกปากตะโกนแบบแข่งกัน บางคนที่แหกปากตะโกนนั้น พอถามเข้าจริงๆ ไม่เคยอ่านหรอกหนังสือที่ตะโกนขายอยู่นั่น เรียกว่าไม่แน่ใจว่ารู้หรือไม่รู้กับคุณสมบัติของ “หนังสือ” ในฐานานุรูปของความเป็นหนังสือจารึกตัวอักษรบนกระดาษเล่มนั้นหรือเปล่า แหกปากตะโกนขายกันจนหนังสือแทบจะหมดคุณค่าไปเลย

เรื่องของการตั้งโต๊ะให้คนสมัครเป็นสมาชิกหนังสือ จะเป็นหนังสือพิมพ์รายวันก็ดี รายสัปดาห์ก็ดี หรือนิตยสารต่างๆ ก็ดี ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี เป็นการอำนวยสะดวกคนให้เลือกสมัครง่ายขึ้น แต่สำหรับแนวทางที่ปล่อยให้มีคนเดินไล่ถามคนให้สมัครเป็นสมาชิกนั้น ผมว่าเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ น่าเบื่อ และบางครั้งคนขายทำเหมือนดูถูกคนอ่าน เช่นคำถามที่ถามกลับเวลาเราส่ายหน้าว่าไม่สนใจ ว่า “ทำไมไม่สมัครหล่ะครับ หนังสือดีมากเลยนะครับ และราคาก็ถูกมากเลย” ประโยคประมาณนี้ผมได้ยินมาทุกปี และหลายครั้งในแต่ละงานด้วย นอกเหนือจากความน่าเบื่อ น่ารำคาญแล้ว การกระทำเช่นนี้ในสายตาผมยังเป็นการลดคุณค่าของหนังสือเล่มนั้นไปโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ด่ากราดไปทุกสำนักพิมพ์นะครับ มีอยู่หลายสำนักพิมพ์เหมือนกันที่ไม่ทำให้บรรยากาศของร้านหนังสือเสียอย่างบางรายที่กล่าวมาข้างต้น และพนักงานขายของหลายสำนักพิมพ์ที่ว่าก็ได้รับการคัดเลือกและอบรมในเรื่องเนื้อหาของหนังสือมาเป็นอย่างดี ตอบคำถามได้อย่างชัดเจนและเข้าใจ เห็นได้ชัดว่าคัดเลือกนักอ่านมาเป็นพนักงานขาย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี

นอกจากนี้ เหตุที่ไม่ชอบงานเทศกาลหนังสือ ก็มีอีกเหตุผลที่เคยพูดไปหลายครั้งแล้วก่อนหน้า ก็คือเรื่องที่ผมมองว่าวัฒนธรรมการซื้อหนังสือ (ที่มีผลต่อการอ่าน) ของคนไทยส่วนหนึ่งเปลี่ยนไป

เดี๋ยวนี้คนส่วนหนึ่งรอซื้อหนังสือกันปีละสองครั้ง คือช่วงงานสัปดาห์หนังสือกับงานมหกรรมหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้จะไปโทษคนซื้อก็ไม่ถูกเท่าไร เนื่องจากราคาและแคมเปญที่ดึงดูดใจ สนุกสนานกับการเปิดตัวหนังสือใหม่ (ที่นักเขียนพร้อมใจกันเปิดตัวกันปีละสองครั้ง) มีทั้งกิจกรรมบนเวที และแจกลายเซ็นกันที่บูท

จริงๆ แล้วการซื้อหนังสือนั้น สำหรับผมแล้ว ดีที่สุดก็คือเดินซื้อตามชั้นในร้านหนังสือ ซึ่งผมรู้สึกว่าได้อารมณ์และได้บรรยากาศ รวมตลอดถึงเป็นแง่มุมทางวัฒนธรรมของการซื้อหนังสือเพื่อการอ่านได้ดีที่สุด

เริ่มจากคุณค่อยๆ ละเลียดตามชั้นหนังสือแบบสบายๆ ไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร ค่อยๆ เลือกดูหนังสือเล่มที่ชอบทีละเล่มสองเล่ม พลิกดูทีละหน้าเพื่อตัดสินใจจะ “อ่าน” หนังสือเล่มนั้นหรือไม่ บางร้านมีมุมนั่งเล่นให้คุณตัดสินใจนานๆ ก่อนซื้อ (ไปเพื่อ “อ่าน”) หรือคุณอาจจะเดินไปถามพนักงานขายว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร และในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อกลับไปอ่านที่บ้าน

ซึ่งยังเหลืออีกหลายร้านที่พนักงานน่ารักและเข้าใจคุณค่าของหนังสือ รวมทั้งมีคุณสมบัติของ “นักอ่าน” นอกเหนือไปจากพนักงานขาย เท่าที่สังเกต พนักงานขายของร้านนายอินทร์หลายสาขาที่มีคุณบัติเช่นนี้ หรือที่ผมหลงรักที่สุดก็คือ ร้านหนังสือดอกหญ้าสาขาสยามแควร์ พนักงานขายที่นั่นรวมถึงพี่เจ้าของร้าน สร้างความประทับใจให้ผม เราคุยกันเรื่องหนังสือถูกคอ และกลายเป็นเพื่อนกัน จนพี่เขาก็ชวนผมไปเปิดร้านกาแฟบนชั้นสองของร้านหนังสือ

บรรยากาศในการหาซื้อหนังสือแบบนี้ หาไม่ได้ที่งานเทศกาลหนังสือ

หนังสือที่ได้จากงานเทศกาลหนังสือบางเล่ม เราซื้อเพราะสาเหตุอื่นไม่ใช่เพราะอยากอ่านเล่มนั้นอย่างจริงจัง เช่น ติดอยู่ในแพกเกจลดแลกแจกแถม หรือเพราะความฉุกละหุกไม่มีเวลาละเลียดเพื่อการตัดสินใจ หลายเล่มผมซื้อมาสองสามปีแล้วยังไม่มีโอกาสได้อ่านเสียที ไม่เหมือนกับเวลาที่ซื้อมาจากร้านหนังสือ ที่เราใจจดใจจ่อที่จะรออ่านเมื่อกลับถึงบ้าน

หลายปีมานี้ เทศกาลหนังสือทำให้วัฒนธรรมการซื้อซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรมการอ่านของคนเปลี่ยนไป หลายคนที่ผมเจอ ไม่ค่อยยอมไปร้านหนังสือบ่อยเหมือนเดิม เพราะจะรอแต่จะไปซื้อที่ “เทศกาลหนังสือ” กลายเป็น “วัฒนธรรมการซื้อหนังสือปีละสองครั้ง” ไปเรียบร้อยแล้ว

จริงๆ แล้วจะโทษคนอ่านแต่เพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก เพราะผมสังเกตว่าเดี๋ยวนี้ ผมไปร้านหนังสือในความถี่เท่าเดิม แต่ได้หนังสือติดมือกลับบ้านในแต่ละครั้งน้อยกว่าเดิม ทั้งนี้เป็นเพราะไม่เพียงแต่ “วัฒนธรรมการซื้อ (เพื่อการอ่าน)” เปลี่ยนแล้ว “วัฒนธรรมการผลิตหนังสือ” โดยสำนักพิมพ์ต่างๆ ก็ยังเปลี่ยนไปด้วย

หลายครั้งที่ถามเพื่อนฝูงพี่น้องในแวดวงผลิตหนังสือ หลายคนเลือกที่อั้นกระบวนการผลิตเอาไว้ แล้วไปรอออกเป็นกองทัพเอาในงานเทศกาลหนังสือ เนื่องเพราะจะได้ยอดขายที่ดีกว่าหากออกวางขายในช่วงระหว่างงานเทศกาลสองเทศกาลให้คนไปเดินหาซื้อเอาในร้านหนังสือ

เรื่องนี้กลายเป็นปัญหางูกินหาง ไม่รู้ว่าคนอ่านไม่ซื้อหนังสือในร้านเพราะไม่มีค่อยมีหนังสือเนื่องจากคนผลิตชอบที่จะพร้อมใจกันออกในเทศกาล หรือคนผลิตเลือกที่จะออกในเทศกาลเพราะระหว่างไม่มีงานไม่มีคนซื้อก็ไม่แน่ชัด

แต่ที่แน่ๆ วัฒนธรรมการซื้อหนังสือในปัจจุบันมันก็เลยเปลี่ยนแปลงไปอย่างสังเกตได้

เป็นเรื่องน่ากังวลโดยเฉพาะเรื่องของ “วัฒนธรรมการซื้อหนังสือ” ในหมู่เยาวชน

สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ ผมอยากเห็นการสนับสนุนในหลักการเดียวกันคือ “เป้าหมายที่จะให้คนไทยอ่านหนังสือกันเยอะ” ที่เป็นที่มาของเทศกาลหนังสือในเบื้องแรก แต่เอาความใหญ่และความสนุกสนานที่กระจุกตัวอยู่ในงานเทศกาลปีละสองครั้ง แบ่งบางส่วนกระจายกันออกเป็นเทศกาลหนังสือย่อยๆ ไปในบริบทที่กว้างกว่าเดิม

ช่วยกันเรียกความสนุกและบรรยากาศที่ละมุนละไมของการเดินเลือกซื้อหนังสือในร้านหนังสือให้ยิ่งใหญ่เท่างานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติให้ได้

กำลังโหลดความคิดเห็น...