xs
xsm
sm
md
lg

รัฐธรรมนูญ

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

ผมได้มีส่วนในร่างรัฐธรรมนูญมา 2 ฉบับแล้ว ครั้งแรกคือ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 ครั้งนั้นผมได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ (สนามม้า) ทั้งยังได้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย ปรากฏว่าเมื่อเกิดเหตุฆ่ากันกลางเมือง เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ในที่สุดก็ได้มีการยึดอำนาจเป็นรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ซึ่งได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นทิ้งไป

รัฐธรรมนูญฉบับนั้น มีอายุเพียงประมาณสองปี ก็ถูกฉีกทิ้ง!

ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2539 ได้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เพื่อทำการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ผมได้เป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้หรือ สสร.อีกครั้งหนึ่ง ทั้งยังได้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกด้วย

ในที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ซึ่งในชั้นแรกก็ได้รับการเชิดชูว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทีเดียว แต่ต่อมาก็เริ่มมีเสียงตำหนิติเตียนข้อบกพร่องต่างๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้

ในที่สุดก็ได้มีรัฐประหารเกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 กันยา ฉบับนี้ โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คณะรัฐประหารชุดนี้ได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย

เป็นอันว่ารัฐธรรมนูญก็ถูกฉีกทิ้งอีกเหมือนกัน! อันที่จริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุยืนกว่ารัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผมมีส่วนร่าง คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 คือมีอายุได้ยืดยาวถึง 9 ปี 11 เดือน 9 วัน ก่อนถูกฉีกทิ้งไป

ผมมีผลงาน มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ถูกรัฐประหารฉีกทิ้งทั้ง 2 ฉบับ!

ผมชักมีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยวิธีการรัฐประหารนั้น เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองประการหนึ่งของคนไทยเสียกระมัง!

ผมเริ่มมีแนวคิดดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อมีเสียงเรียกร้องขอรัฐบาลพระราชทาน หรือขอรัฐบาลคนกลาง ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ

เรื่องรัฐบาลพระราชทานนั้น ผมเห็นว่าเป็นไปไม่ได้มาแต่ต้นว่า เป็นเรื่องไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทโดยแท้ทีเดียว

ส่วนการเรียกร้องขอรัฐบาลคนกลางนั้น ผมก็เห็นว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ในกรอบของรัฐธรรมนูญ 2540

ดังนั้น ผมจึงเห็นมานานแล้วว่า จะต้องมีรัฐประหารกันอีกแล้ว!

ผมจึงไม่มีความแปลกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 19 เดือนก่อน กลับมีความโล่งใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่ผมคิดมาก่อนแล้ว ได้เกิดขึ้นจริงตามที่ได้คาดเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

บัดนี้เราได้รัฐบาลที่เป็นคนกลางแล้ว คือรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นั่นเอง!

การร่างรัฐธรรมนูญในคราวนี้ ผมคงไม่มีโอกาสเกี่ยวข้องด้วยแล้ว เพราะสุขภาพของผมตอนนี้ไม่ดีนัก

แต่ผมมีข้อสงสัยบางประการ ประการแรก เหตุใดคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงต้องฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วย?

ทำไมไม่มอบให้สภานิติบัญญัติฯ ดำเนินแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงมิใช่หรือ? หรือว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย เมื่อมีรัฐประหารขึ้นแล้ว ต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปอย่างนั้นหรือ?

ผมมีข้อสงสัยอีกประการหนึ่ง ทำไมคณะรัฐประหารชุดนี้ จึงต้องกำหนดกระบวนการสรรหาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญยืดยาวนัก?

ต้องมีสมัชชาแห่งชาติ 2,000 คน แล้วให้เลือกกันเองให้เหลือ 200 คน แล้วคณะมนตรีความมั่นคงฯ คัดไว้ 100 คนให้เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วคัดไว้อีกจำนวนหนึ่งโดยเพิ่มบุคคลอีกจำนวนหนึ่งซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงฯ เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่าง

ดูคล้ายกับว่า คณะมนตรีความมั่นคงฯ มีร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในใจแล้ว!

ข้อประหลาดใจอีกประการหนึ่ง เมื่อดูรายชื่อสภานิติบัญญัติฯ ทั้งหมดแล้ว ก็คงเห็นผู้ที่มีความสามารถในการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกเอาตัวไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ เกือบหมดแล้ว ทำไมไม่กำหนดให้สภานิติบัญญัติฯ ทำหน้าที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไปเลย เหมือนสภานิติบัญญัติฯ (สนามม้า) เมื่อปี 2516-17) จะได้ไม่เยิ่นเย้อ!

อีกประการหนึ่ง คิดว่าการตั้งสมัชชา 2,000 คน ให้สมบูรณ์ครบถ้วนจริงๆ นั้น ง่ายนักหรือ? ถ้าขาดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ก็จะมีเสียงโวยวายขึ้นมากันได้อีก!

อันที่จริงเวลาก็มีจำกัด เพียงหนึ่งปีต้องร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ แล้วจะต้องมีการเลือกตั้งให้สำเร็จสมบูรณ์ มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้พร้อมเพรียงทีเดียว!

ผมเกรงว่าการคาดการณ์ล่วงหน้าของท่านรัฐมนตรีธีรภัทร เสรีรังสรรค์ จะเป็นความจริง! ท่านคงชินกับการเป็นนักวิชาการที่พูดอะไรตรงไปตรงมา! แต่เมื่อท่านเป็นรัฐมนตรี เป็นนักการเมืองแล้ว พูดแบบนี้จึงถูกดูว่าเป็นการไร้เดียงสาไปเลย!

แต่เอาเถิดเรื่องก็แล้วไปแล้ว! ยกมากล่าวเป็นการแสดงความแตกต่างทางความคิดกันไว้เท่านั้น! มาว่ากันเรื่องข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวรัฐธรรมนูญกันดีกว่า!

ข้อสังเกต ประการแรก ผมยอมรับว่ารัฐธรรมนูญที่ผมมีส่วนร่างทั้งสองฉบับ คือ ฉบับ พ.ศ. 2517 และฉบับ 2540 มีกลิ่นไอของฝรั่งตะวันตกมากเกินไป ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย!

ผมเห็นด้วยกับคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านประธานสภานิติบัญญัติฯ ที่ท่านบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เปรียบเสมือนหนึ่งเอารถโรลส์รอยซ์มาให้ชาวนาใช้ มันจึงพังหมด!

รัฐธรรมนูญไทยต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของวัฒนธรรมทางการเมืองของเราเอง รัฐธรรมนูญไทยต้องเป็นรัฐธรรมนูญฉบับรถอีแต๋น หรือรัฐธรรมนูญฉบับรถปิกอัพก็พอแล้ว! ไม่ต้องไปถึงขนาดรถโรลส์รอยซ์หรอก!

ส่วนวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้จะ
ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไปคิดเอาเองก็แล้วกัน!

แต่ผมมีขอเตือนว่า ท่านร่างรัฐธรรมนูญมาสมบูรณ์เหมาะสมกับสภาพวัฒนธรรมทางการเมืองเพียงใดก็ตาม ก็อย่าได้หวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะถาวรยืนนานเป็นอันขาด! เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองของเราสามารถดิ้นไปดิ้นมาได้ตามกระแสของสังคมอยู่ตลอดเวลา

ขอยกเรื่องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคเป็นตัวอย่าง ที่จริงแล้วรัฐธรรมนูญฉบับยุคพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม หรือฉบับ พ.ศ. 2510 ก็ให้มี ส.ส.อิสระไม่ต้องสังกัดพรรคได้

มีเรื่องเล่าขานกันว่า ส.ส.อิสระเหล่านี้ได้สร้างความวุ่นวายในสภา จนจอมพลถนอมหมดความอดทน ต้องลุกขึ้นทำรัฐประหารตนเอง เมื่อ พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นความผิดพลาดของจอมพลถนอม จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ประกาศใช้หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา จึงเริ่มการให้ ส.ส.สังกัดพรรค โดยบัญญัติให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรค

ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติผูก ส.ส.ให้ติดกับพรรคแน่นยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งก่อนเป็นเวลา 90 วัน

นี่เองคือปมเรื่องที่คุณเสนาะ เทียนทอง โวยวายว่าพรรคการเมืองเปรียบเสมือนเป็นคุกที่ขัง ส.ส.ไว้ จะยุบสภาหรือสภาสิ้นอายุเมื่อใด ส.ส.ก็เปลี่ยนพรรคไม่ทัน

ตามความเห็นของผม เรื่องสังกัดพรรคนั้นจะเอาอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น! จะไม่ให้ต้องสังกัดพรรคเลยก็ได้! หรือเพียงแต่เลิกหรือลดระยะเวลา 90 วันก็เอา! ผมเองไม่แน่ใจว่าวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยในเรื่องนี้จะเอาอย่างไรกันแน่!

ผมต้องสารภาพว่า ผมมีความผิดอย่างมหันต์ที่กระตุ้นให้สภา สสร.เขียนบทบัญญัติให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง!

หลังจากผ่านการเลือกตั้งวุฒิสภามาสองครั้ง (ถึงแม้การเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งที่สองยังไม่ได้ประกาศผลครบถ้วนก็ตาม ก็คงมีลักษณะเช่นเดียวกับชุดแรกนั่นเอง หรือบางทีอาจจะเลวกว่าชุดแรกด้วยซ้ำไป) ก็เห็นได้แล้วว่าสภาสูงที่มาจากการเลือกตั้ง

ผมยอมรับผิดว่า วุฒฺสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เหมือนกับเอารถโรลส์รอยซ์ไปให้ชาวนาไปใช้ไถนา!

ฉะนั้น ผมจึงตั้งตารอดูว่า รัฐธรรมนูญฉบับ “รถอีแต๋น” หรือฉบับ “รถปิกอัพ” วุฒิสภาจะมีที่มาและหน้าตาเป็นอย่างไร!

ผมเกรงว่า วุฒิสภาใหม่นี้จะถอยหลังเข้าคลอง คือ มาจากการแต่งตั้ง และคุณมีชัยก็นั่งเป็นประธานเหมือนเดิมนั้นแหละ!

อันที่จริงรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีส่วนที่สมบูรณ์ที่สุด คือบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชาวไทย ยกเว้นมาตรา 40 ซึ่งรับรองว่าด้วยคลื่นความถี่ของวิทยุกระจายเสียง และช่องโทรทัศน์เป็นทรัพยากรของชาตินั้น ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริงเสียแล้ว!

เหตุการณ์ตอนกลางคืนวันที่ 19 กันยายน ได้ชี้ให้เห็นถึงความจริงข้อนี้แล้ว!

ตราบใดรัฐประหารยังเป็นวิธีหนึ่งในวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย กสช.มีทางเกิดขึ้นได้หรอก!

อีกประการหนึ่ง ระบบเลือกตั้ง ส.ส.จะเอากันอย่างไร? จะให้มีการเลือกตามบัญชีรายชื่อของพรรคต่อไปหรือไม่?

ถ้าเลิกเรื่องให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ก็ต้องเลิกการเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อพรรคไปด้วย

เลิกเสียทีก็ดีเหมือนกัน! หัวหน้าพรรคประเภทขี้คุย อวดวิเศษ จะได้เลิกคุยโม้ถึงความวิเศษของตนเองว่า คนเลือกตัวเข้ามาตั้ง 10 กว่าล้านคน!

ไม่จำเป็นกระมังที่จะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องยกเลิกเรื่องคุณสมบัติการศึกษาให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องจบชั้นปริญญาตรี ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดของรัฐธรรมนูญ 2540 มาแต่ต้น

เราต้องยอมรับความจริงว่า วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยนั้น เมื่อการเมืองถึงทางตันเมื่อใด เราก็ชอบใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญทุกทีไป!

เอาเถอะ! เรื่องมันก็แล้วไปแล้ว รีบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้แล้วเสร็จเร็วๆ ดีกว่า จะได้เห็นโฉมหน้าของรัฐธรรมนูญฉบับรถอีแต๋นหรือรถปิกอัพหน้าตา และกลิ่นไอเป็นอย่างไร!
กำลังโหลดความคิดเห็น...