xs
xsm
sm
md
lg

ยามฟ้าเปิด ฤาจะมืดมิดอีกครา...ถึงเวลา ต้องผ่าตัด กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์

หลังจาก ได้เห็นมติ ครม.ครั้งหลังสุด เกี่ยวกับการแบ่งงานของรองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องไปกำกับดูแลกระทรวง และหน่วยงานต่างๆ

ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อย ที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตกหล่นหายไปไหน

หรือจะเป็นความตั้งใจที่นายกรัฐมนตรี จะดูแลด้วยตนเอง

หากเป็นเช่นนั้นก็นับว่าเป็นบุญ ของเกษตรกร ที่นายกจะลงมากำกับดูแลด้วยตนเอง ปัญหาของเกษตรที่สั่งสมมานานคงได้รับการแก้ไข ในครานี้เอง

หรือจะเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ในการเตรียมเอกสาร เพราะปกติ นายกรัฐมนตรี จะมอบหมายให้รองนายกที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปนั่งเป็นประธานแทน

จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ในฐานะที่เคยบริหารงานองค์กรนี้มาก่อน

อยากเห็น จริงๆครับ

อยากเห็น กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นของเกษตรกรอย่างแท้จริง

ที่สำคัญอยากเห็น กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นจักรกลของเกษตรกร ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ให้เกษตรกร กินดี อยู่ดี มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เท่าเทียมชั้นชนอื่นๆ

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นองค์กรที่รัฐ จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

เพราะด้วยลักษณะองค์กร มันเป็นองค์กรทางการเมืองของเกษตรกร ที่มีด้านที่เป็นผลสำเร็จ และด้านที่ล้มเหลวคละเคล้ากันไป

ภายใต้ภาวะล้มลุกคลุกคลาน กว่า 6 ปี บทเรียนแห่งความล้มเหลว ของกองทุน และความเจ็บปวดของเกษตรกร ก่อนหน้านี้เชื่อว่ากองทุนฟื้นฟูฯกำลังจะเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ดี โดยการผลักดันและความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ

เกษตรกร ได้ชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อผลักดันให้รัฐ เปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้าง แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ต่อการบริหารงาน

ที่สำคัญที่สุด ได้มีมาตรการการแก้ปัญหาหนี้ของเกษตรกรที่เดือดร้อน และบรรเทาทุกข์ให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินเร่งด่วนไปแล้วระดับหนึ่ง คือ คณะกรรมการกองทุนได้อนุมัติกรอบงบประมาณจำนวน 700 ล้านบาทเพื่อซื้อหนี้และจัดการแก้ปัญหาหนี้สินที่อยู่ในระหว่างดำเนินคดีในชั้นศาล หนี้สินที่อยู่ระหว่างบังคับขายทอดตลาด และถูกขายทอดตลาดเพื่อชะลอการสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกร อันจะนำไปสู่ปัญหาการหลั่งไหลของแรงงานจากภาคเกษตร ไปสู่เมือง พร้อมทั้งกำลังจะดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรทั้งประเทศประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และจะนำเกษตรกรที่ได้รับการแก้ปัญหาหนี้สินเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์ของกองทุนฟื้นฟูฯต่อไป

ยังไปไม่ถึงไหน แค่เริ่มขยับก็มีปัญหา เหตุการณ์ความสับสนเกิดขึ้นหลังจาก ที่มีการอนุมัติเงินส่วนหนึ่งจัดสรรให้ ผู้แทนเกษตรกรและกรรมการบริหาร ไปจัดทำโครงการให้ความรู้เกษตรกร(ทั้งที่โดยความรับผิดชอบเป็นหน้าที่ประจำของสำนักงานสาขาอยู่แล้ว)

นัยว่าโครงการนี้เป็นการจัดทำเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ของบรรดาผู้แทนเกษตรกร ซึ่งมีการจับกลุ่มแบ่งขั้วกันมาช้านาน

ความหวังที่จะทำให้เกิดความสมานฉันท์ เป็นเพียงภาวะชั่วคราว

เมื่อใกล้เดือน พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวาระที่จะต้องมีการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกรกันใหม่ทั่วประเทศ การชิงไหวชิงพริบ เพื่อสร้างความเชื่อถือกับหมู่เกษตรกรจึงเกิดขึ้น

ข่าวผู้แทนเกษตรกร บางส่วนกำลังเคลื่อนไหวปลดเลขาธิการกองทุน จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่เคยเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

การเคลื่อนไหวเหล่านี้ เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมว่า ข้าคือผู้พิทักษ์กองทุน ทั้งทีทำตัวเป็นเหลือบเกษตรกร มาโดยตลอด

เพื่อหาคำตอบ และเข้าใจปรากฏการณ์

ต้องศึกษา อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน มุ่งมั่นแก้ปัญหาอนาคต

ก่อนปี 2541ในสมัย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้การนำของกลุ่มเกษตรกร ที่มีเป้าหมายเดียวกัน 11 องค์กร ในนาม คณะกรรมการ ประสานงานประชาชนอีสาน เกษตรกร ได้รวมตัวกันชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจน และความเป็นธรรมกรณีต่างๆ จนเมื่อวันที่ 23-25 พฤษภาคม 2541 เกษตรกรทั่วทุกจังหวัดในภาคนี้ประมาณ 50,000 คน ได้มาชุมนุมเรียกร้องต่อรัฐบาลสมัยนั้น เพื่อให้แก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ที่บริเวณหน้าศาลกลางจังหวัดขอนแก่น

ในการนี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะทำงานร่าง พ.ร.บ.นี้จาก 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายเกษตรกร และฝ่ายนักวิชาการโดยใช้เวลาในการร่าง การทำประชาพิจารณ์ การผ่านการพิจารณาของทั้ง 2 สภา รวม 11 เดือน โดยมี สาระสำคัญและเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.นี้คือ

1. การพัฒนาตัวเกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ให้มีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการ และนำองค์ความรู้ภูมปัญญามาแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการรวมหมู่ได้อย่างมีประสิทธิผล
 
2. การแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร การเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั้งประเทศที่เป็นผู้ยากจน ได้มีส่วนร่วมการกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาการผลิต และความต้องการของเขา
.
3. เกษตรกรผู้ยากจนต้องรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อรับการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนเพื่อปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมงหรือเกษตรผสมผสาน การผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิตและการขาย

โลกของข้อเท็จจริง

เกษตรกรถูกกระตุ้นให้รวมตัวเป็นกลุ่ม จากผู้นำเกษตรกร และ ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมุ่งหวังในเชิงปริมาณ มากกว่าคุณภาพ ในการนี้เกษตรกรตื่นตัวมากแทบไม่น่าเชื่อ เพียงปีแรก มีกลุ่มต่างๆ เป็นสมาชิกกว่า 47,000 กลุ่มจำนวนเกษตรกร 5,600,000 คน มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่เข้าใจเจตนารมณ์ และเห็นประโยชน์ของการเป็นสมาชิกกองทุน

ส่วนใหญ่ เป็นผลพวงของขบวนการนายหน้าค้าความจนที่กำเนิดขึ้น พร้อมกฎหมายฉบับนี้ ?

บุคคลและกลุ่มบุคคล ดังกล่าวแอบอ้างว่าสามารถนำรายชื่อเกษตรกรสู่สำนักงานใหญ่กองทุน โดยตรงเพื่อปลดเปลื้องหนี้สินและรับเงินโครงการสนับสนุนจากกองทุน ในการนี้เกษตรกรต้องจ่ายค่าวิ่งเต้นคนละ 100-5000 บาท เมื่อเกษตรกรยังไม่ได้รับเงิน ก็มีการปล่อยข่าวเป็นระยะๆ ว่ารัฐบาลยังไม่ยอมอนุมัติเงิน และขัดขวางการดำเนินงานของกองทุน

ในขณะเดียวกันนั้น การบริหารงานของสำนักงานใหญ่ ก็ถูกครอบงำและ กดดันจากกลุ่มนายหน้าค้าความจนที่ทรงอิทธิพล ซึ่งอ้างตนเองเป็นเจ้าของกองทุน กลุ่มคนเหล่านี้มักจะมีความสุข ที่เอ่ยถึงประวัติศาสตร์ ของกองทุนว่าพวกเขาสร้าง โดยข้อเท็จจริงแล้ว กองทุนนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ยากจนทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวที่ข่มขู่ กดดัน หลายครั้งมักอ้างปัญหาของเกษตรกร บังหน้า แต่เรื่องที่เจรจาบนโต๊ะ กลับเป็นเรื่องเป็นเรื่องเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม ของบุคคล คณะกรรมการบริหารหลายชุดจึงต้องตกอยู่ภาวะของแรงกดดัน กฎระเบียบในอดีตหลายเรื่องจึงซ่อนปมเงื่อนในการแสวงหาผลประโยชน์ หลายประการ เช่น ระเบียบว่าด้วย การให้เงินอุดหนุนให้เปล่าเพื่อการพัฒนาองค์กร ซึ่งควรจะต้องให้ตรงต่อกลุ่มเกษตรกร ที่เข้าร่วมโครงการ ก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็นการชัก 15 %โดยถูกกฎหมายให้เครือข่ายขององค์กร (ก็คือผู้นำที่สถาปนาตนเองและผูกขาดการนำมาโดยตลอด)

ปรากฏการณ์ที่เห็นคือ มีการกดดันให้ คณะกรรมการบริหาร มีมติให้กลุ่มเกษตรกรเกษตรกรเขียนแผนของการสนับสนุน จากกองทุนทั้งที่ยังไม่ได้มีมาตรการรองรับ และกลุ่มต่างๆยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็ง ทำให้กลุ่มเกษตรกรถูกต้มตุ๋นและไม่ถูกต้มตุ๋นจำนวนมาก ได้รวมตัวกันเสนอโครงการ มายังสำนักงานกองทุนในจังหวัดของตน เพื่อจะได้รับเงินทุนสนับสนุน

ภายใต้ขบวนการนายหน้าค้าความจน เมื่อโครงการของกลุ่มที่พวกตนเองหลอหลวงให้ เกษตรกรเขียนแผนขอรับการสนับสนุนจากกองทุนไม่สามารถตอบสนองได้ กลุ่มเหล่านี้ก็ผลักภาระโยนความผิด ใส่ร้ายป้ายสี และทำลาย ไปยังรัฐบาล และเลขาธิการจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 จึงถึงปัจจุบันสำนักงานกองทุนฟื้นฟู มีเลขาธิการรวมทั้งหมด 9 คน เฉลี่ยแล้วเลขาธิการมีอายุการปฏิบัติงานคนละ 6 เดือนเท่านั้น

จากสภาพปัญหาดั่งกล่าวพอประมวลต้นเหตุของที่มาดังนี้

ปัญหาโครงสร้างการบริหารงาน

องค์กรขาดองค์ความรู้การพัฒนาองค์กรเชิงระบบ ในเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุน พ.ศ.2542 ระบุว่า การพัฒนาเกษตรกรที่ผ่านมา เป็นการกำหนดนโยบายโดยทางราชการ จึงทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ตรงตามความต้องการของเกษตรกร จึงจำเป็นจะต้องจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบในการฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและเป็นอิสระ ผลจากการนี้มีแนวโน้มพฤติกรรมจนสามารถเห็นได้ว่า แกนนำเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร จะพยายามปฏิเสธการร่วมมือ กับส่วนราชการและภาค เอกชนโดยที่เขาเหล่านี้ยังขาดประสบการณ์และขาดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาองค์กรเชิงระบบ

ด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ต้องการให้เกษตรกรมีส่วนร่วม การกำหนดโครงสร้างให้มีลักษณะเป็นไตรภาคี คือภาคราชการโดยตำแหน่ง 9 คน ภาคผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน จากการแต่งตั้งด้วยมติ ของคณะรัฐมนตรี และภาคผู้แทนเกษตรกรที่มาจากการเลือกตั้ง 20 คน ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ด้วยความไม่เชื่อมั่นในภาครัฐ หรือเจตจำนงแอบแฝงผลประโยชน์ระยะยาว ทำให้กลุ่มเกษตรกรที่ทรงอำนาจครองงำกองทุน แปรเปลี่ยนเจตนารมณ์ ของกฎหมายด้วยการออกระเบียบว่าด้วยการสรรหา ผู้ทรงคุณวุฒิจากการสรรหาโดยคณะกรรมการ ซึ่งพิจารณาจากองค์ประกอบและขบวนการแล้ว จะถูกกำหนดโดยผู้แทนเกษตรกร มีผลทำให้ เกิดคำนิยามระเบียบนี้ว่า เป็นระเบียบตั้งทายาท (อสูร)

วิธีการเลือกตั้ง ที่ผ่านใช้ทางตรง ใช้ภาคเป็นเขตเลือกตั้ง ทำให้เราได้ผู้แทนที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้แทนทั้งภาคได้ จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้ง ในปี 2545 ที่ผ่านมาหลายคน บางจังหวัดไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่คะแนนเดียว คนที่จะเป็นผู้แทนเกษตรกร จะใช้วิธีการหาเสียงและขนคนของตนเองเพียงจังหวัดเดียวหรือเครือข่ายเดียวเท่านั้น

การเปลี่ยนการเลือกตั้งเป็นทางอ้อม โดยใช้สัดส่วน สมาชิกองค์กร ประกอบเป็นสภาจังหวัด และสมัชชาภาคภาค วิธีการเช่นนี้ จะทำให้มีส่วนร่วมสูงและเป็นการพัฒนาองค์กร ให้มีลักษณะการนำและการบริหารที่ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณ (การเลือกตั้งทางตรง ใช้ งบประมาณ 42 ล้านบาท) น่าจะเป็นวิธีการเดียวที่ดีที่สุด

ปัญหาคุณสมบัติขององค์กรสมาชิก

ควรจำกัดจำนวนเกษตรกรโดยเลือกเฉพาะเกษตรกรที่ยากจน ที่ไม่อยู่ในข่ายขององค์กรนิติบุคคลอื่นๆ เพื่อให้เหมาะกับขนาดเงินกองทุนและความสามารถของสำนักงานกองทุน ส่วนเกษตรกรที่สังกัดสถาบันนิติบุคคลอื่น เช่นสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร ลูกค้า ธกส.ก็ให้สถาบันเหล่านั้นดูแลให้ดี

ควรมีกรอบที่ชัดเจนในการรวมกลุ่ม เช่นภูมิลำเนาเดียวกัน อาชีพเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาเครือข่ายขนาดใหญ่ซึ่งเป็นต้นตอของขบวนการนายหน้าค้าความจน

ปัญหาของภาครัฐและการเมือง

ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง ในเชิงนโยบาย และการบริหารงานสำนักงานกองทุน ภาครัฐ ควรผลักดันควรเป็นองค์กรเชื่อมประสานเชิงนโยบาย สนับสนุนการอบรมเชิงวิชาการและการปฏิบัติ เป็นผู้เชี่ยวชาญในการกลั่นกรองโครงการ การติดตามและประเมินผลโครงการ และที่สำคัญควรขยายบทบาท ร่วมมือต่อยอดกับองค์กรพันธมิตร น่าจะมีดังต่อไปนี้

สถาบันวิชาการ บัณฑิตอาสาสมัคร ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำเกษตรกร และส่วนราชการระดับจังหวัดและอำเภอที่มีบุคลากรทำงานเชิงวิชาการ ครู อาจารย์ กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ โดยมอบหมายให้สถาบันและบุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ทำการกลั่นกรองโครงการ ประเมินความเป็นไปได้ของโครงการและช่วยองค์กรเกษตรกรพัฒนาโครงการในกรณีที่โครงการนั้นๆ มีความเป็นไปได้

ปัญหาข้อกฎหมาย

จากการที่ พ.ร.บ.ถูกแยกเป็นสองฉบับ ทำให้เกิดการซ้ำซ้อนในการบริหารงาน ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และเกิดการตีความข้อกฎหมายบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมี พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่งภารกิจบางอย่างซ้ำซ้อนกับกองทุนฟื้นฟูฯ

ควรถึงเวลาแล้วที่จะนำ พ.ร.บ. ทั้งสามฉบับ นำมาบูรณาการใหม่ แล้วจัดทำขึ้นมาเพียงฉบับเดียว เพื่อความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ปัญหาของเกษตรกรอย่างครบวงจร

ข้อเสนอต่างเป็นเพียงมุมมองเล็กๆที่หวังจุดประกายให้

ภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องหันมาสนใจ และทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยเฉพาะภาครัฐ ถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรีจะลงมาดูปัญหาอย่างจริงจัง

ฤาว่าจะปล่อยให้วงจรอุบาทว์หมุนวนต่อไปไม่จบสิ้น

เป็นหอกข้างแคร่ ที่ผู้นำบางส่วนนำเอาเกษตรกรมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ฤาจะปล่อยให้เป็นเป็ดหง่อย หรือจะผลักให้เป็นองค์กรที่แก้ปัญหาความยากจน

ฤาจะยุบทิ้ง สร้างใหม่

คงต้องรีบ ตัดสินใจ??????????

กำลังโหลดความคิดเห็น...