xs
xsm
sm
md
lg

ฤารัฐบาลขิงแก่จะกลายพันธุ์เป็นรัฐบาลขันที

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์

พลันที่เห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ หลายคนถึงบางอ้อ

สังคมไทย 74 ปี เป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น

ด้วยภาพลักษณ์ ของพลเอกสุรยุทธ์ นายทหารอาชีพ ที่รับราชการ มาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความสามารถรอบรู้อย่างทั่วด้าน มีบุคลิกที่อ่อนน้อมถ่อมตน ผลงานในอดีตและปัจจุบัน เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะมากุมบังเหียนแห่งรัฐนาวา ในยามที่ต้องโต้คลื่น ฝ่าลมแรง แห่งห้วงมหาสมุทร ที่ยังบ้าคลั่ง เหตุด้วยพายุใหญ่ที่ก่อรูปขึ้นร่าง เพื่อหวังครอบคลุมปกครอง รัฐไทย

การนำรัฐนาวาฝ่าข้ามวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุด นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกัปตันเรือ ที่มีความเด็ดขาด ที่มากด้วยประสบการณ์

สังคมไทยต่างเฝ้ารอ

ความหวังที่จะเห็นมิติใหม่

แห่งรัฐไทยที่จะก้าวรุดไปอย่างก้าวกระโดด บนซากปรักหักพัง ที่ระบอบทุนนิยมบริวาร ได้สร้างความบอบซ้ำให้กับสังคม ความทุกข์ระทมให้กับประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน

ภายใต้เจตจำนงของคณะมนตรีความมั่นคง ที่นำโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ที่ให้คำมั่นสัญญากับประชาชน ไว้ในวันที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549


สื่อมวลชน และประชาชน ทุกแขนงต่างเฝ้าดู อีกทั้งยังให้คำแนะนำ หวังว่า การแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อมาเป็นแขนขาในการขับเคลื่อนรัฐนาวาให้ฝ่าข้ามพายุฝน ที่กระหน่ำระลอกแล้วระลอกเล่า

การคัดสรรบุคลากร ต้องเริ่มต้นจากการกำหนดภารกิจในทางยุทธศาสตร์

หาใช่การเอาตัวบุคคล มาเป็นตัวตั้ง


ยิ่งภายใต้สภาพที่ภาวะปลอดแรงกดกัน จากกลุ่มการเมือง จากนักเลือกตั้ง ในกติกาประชาธิปไตยแบบเดิม

สังคมก็ยิ่งคาดหวัง ว่าจะเห็นรัฐบาลดรีมทีม

เห็นรัฐมนตรีที่เมื่อประกาศออกสาธารณะ แล้วประชาชนบอกว่า

ใช่เลย!!!

คนนี้แหละ ใช่เลย!!!

ความคาดหวัง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล และห่วงใยถึงอนาคตการเมืองไทย


เมื่อได้ยินคำปรารภ จากพลเอกสุรยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรี ว่า ไม่มีสิ่งใดหรอกดีพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์

ถูกต้องครับ มันเป็นสัจธรรม

เหรียญยังมีสองด้าน ฉันใด มนุษย์ย่อมมีดีมีเลว ฉันนั้น

แต่ท่านพลเอกสุรยุทธ์ ครับ วันนี้สังคมไทยอยู่ในสถานการณ์พิเศษ มันเป็นระยะผ่านของสังคมไทย ว่าจะก้าวกระโดด ข้ามวิกฤตได้หรือไม่

มันเป็นภาวะ ที่เราจะต้องรื้อฐานรากทางความคิดตอกเสาเข็มใหม่

เพื่อให้นิยามประชาธิปไตย เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

จุดยืน และวิธีคิดของรัฐมนตรี ในชุดเฉพาะกาลนี้ จะต้องอย่างน้อยกุมหลักการ 5 ชัดเจน

1. ต้องชัดเจน ว่าระบอบสังคมประชาธิปไตย บ้านเรายังมีแค่รูปแบบประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจ ในทางสังคม ยังไม่เคยหยั่งรากลึกไปในภาคชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเลย

2. ต้องชัดเจนว่า ชนชั้นนำในสังคมไทย รวมถึงรากทางความคิดของระบบราชการไทยยังเป็นเจ้าขุนมูลนาย เห็นประชาชนเป็นแค่ไพร่แค่เบี้ย ไม่เคยเห็นว่าประชาชนเป็นผู้สร้างโลก “มวลชนคือวีรชนที่แท้จริง”

3. ต้องชัดเจนว่า 74 ปี อำนาจรัฐไทยถูกครอบงำ ผูกขาดการจัดการประเทศ ด้วยกลุ่มผลประโยชน์ของชนชั้นนำ ซึ่งสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียน จัดการแบ่งปันพื้นที่ของอำนาจและผลประโยชน์มาโดยตลอด

4. ต้องชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย รวมถึงการร่างกติกาประชาธิปไตย ซึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์แห่งอำนาจ และพื้นที่ทางเศรษฐกิจเท่านั้น

5. ต้องชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เริ่มจากฝ่ายประชาชนที่สุกงอมอย่างกว้างขวาง สังคมไทยได้เรียนรู้ว่าระบอบทุนนิยมบริวาร ที่สามานย์ เป็นอุปสรรค ของการพัฒนาสังคมไทย หากปล่อยให้ดำรงอยู่ต่อไป สังคมไทยจะต้องถึงวันสูญสลาย ที่สำคัญกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นกลุ่มทุนที่ยึดโยงกับรัฐชาติ ก็ไม่อาจหลีกพ้นความวิบัติเหล่านี้ได้


ดังนั้น ปรากฏการณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงเกิดขึ้นในสถานการณ์ ที่สอดรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

มันเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะเฉพาะ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น

จากเหตุดังกล่าว

วันนี้สังคมไทย ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นแค่ละครฉากเดิมๆ เหมือนในอดีต

การกดดัน ท้วงติงจากสังคม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และพลเอกสุรยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องรับฟัง

ช่างน่าเสียดาย

โอกาส และสถานการณ์ที่ดียิ่งยวด

กลับถูกละเลย

จะด้วยความจำกัดอันใด ยังไม่มีความชัดเจนต่อสาธารณะ

แต่ปรากฏการณ์ที่เห็นภาพของ ครม.ชุดใหม่ บอกตรงๆ ครับ ว่า หลายคนผิดหวัง การแต่งตั้งมิได้ยึดกรอบจากการเอาภารกิจทางยุทธศาสตร์มาเป็นตัวตั้ง

หากยังติดยึดกับระบอบคิด และประเพณีปฏิบัติที่เป็นแบบจารีตแบบเดิมๆ


ภาพที่เห็นชัด คือการแต่งตั้งเริ่มจากการวางตัวบุคคล และแบ่งปันไปตามโควตาที่ตอบแทนระบอบอุปถัมภ์นิยมที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และพลเอกสรุยุทธ์ จึงไม่สามารถทะลุหลุดจากกรอบแห่งจารีตนี้ได้

คำนิยามรัฐบาลผู้เฒ่า รัฐบาลข้าราชการ รัฐบาลปลัดประเทศ รัฐบาลพันปีรัฐบาลโอที รัฐบาลขิงแก่

จึงเป็นคำนิยามที่สะท้อนภาพของการดำรงอยู่จริง และไม่เกินเลยจากข้อเท็จจริง


เป็นการดำรงอยู่ของตัวแทนความคิดระบบข้าราชการ ที่กว่า 70 ปี เป็นบริหารจัดการประเทศด้วยแนวคิดอนุรักษนิยม ที่ในอดีตได้นำพาประเทศไปขึ้นต่อโลกเสรีนิยม ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่

พิมพ์เขียวของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ถูกเขียนขึ้นโดยบรรดาเทคโนแครต ล้วนแล้วแต่ทำให้สังคมไทยหลุดลอยออกจากฐานความเป็นอยู่ที่เป็นจริงของสังคมไทย

จากอดีต ถึงปัจจุบัน สังคมไทยถูกเสกสรรปั้นแต่ง ให้ก้าวตามทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างหลับหู หลับตา คนส่วนใหญ่ของประเทศถูกละเลย ทรัพยากรถูกแย่งชิงนำไปแบ่งปันผลประโยชน์ กันในหมู่ชนชั้นนำ ที่ยอมสยบตนเป็นทาส ของประเทศมหาอำนาจ

วันนี้ความคิดของสังคม และกลุ่มคนที่หลากหลายกำลังไขว้คว้า หาที่ยืนของประเทศ

ประชาธิปไตยรูปแบบไหน ที่จะเหมาะสม และสอดคล้องอย่างไรกับของสังคมไทย

รูปแบบเศรษฐกิจ จะไปทางไหน

การจัดความสัมพันธ์ทางการผลิต จะเป็นอย่างไร

วัฒนธรรมของสังคมไทย จะดำรงอยู่อย่างประสมประสานอย่างไรกับสังคมโลก


ปัญหาที่แบอยู่เบื้องหน้า เป็นภารกิจ ที่ รัฐบาลที่มาจากระบบราชการแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้

เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว ว่าระบบคิดแบบราชการที่เป็นเจ้าขุนมูลนาย ล้วนแล้วแต่ผิดพลาด และไม่อาจรู้เท่าทันต่อการรุกคืบของระบบทุนนิยมได้

สังคมไทยไม่ได้ปฏิเสธ ทุนนิยม

แต่เราเลือกทุนนิยมแบบไหน เพื่อพัฒนาพลังการผลิต ให้ก้าวหน้า และรับใช้องค์รวมบนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หนทางเดียว รัฐบาลจะค้นพบคำตอบที่แก้โจทย์เหล่านั้นได้

คือ ต้องเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน

รับฟัง แก้ไข ร่วมมือ ประสานเป็นหนึ่งเดียว

ประชาชนคือผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เป็นเกราะที่ทรงพลังในการคุ้มครองและป้องกัน รัฐบาลที่เป็นของประชาชน

แต่หากยังเย่อหยิ่ง ทะนงตน ยืนอยู่บนหอคอยงาช้าง

นับตั้งแต่วันนี้อีก 3 เดือนข้างหน้า

หากยังไม่สามารถก่อรูปตกผลึกทางความคิด กำหนดเป็นแนวทางนโยบาย

มียุทธศาสตร์ มียุทธวิธี ที่มีจังหวะก้าวที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน


รัฐบาลทีมีฉายามากที่สุดในโลก คงต้องตกอยู่ในภาวะ

รัฐบาลขันที

ที่ไร้ประสิทธิภาพ และนำพาประเทศเข้าสู่หุบเหวมรณะ เฉกเช่นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารดังมีตัวอย่างในอดีต มาแล้ว


คนที่จะจิบกาแฟ รอวันกลับมา ก็จะป่าวร้องว่า

เห็นไหม ทุนนิยมสามานย์ ยังดีกว่าศักดินาที่ล้าหลัง

และวันนั้น ประเทศไทยจะไม่เหลืออะไรเลย
กำลังโหลดความคิดเห็น...