xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองที่เป็นมาแล้ว กับ การเมืองที่กำลังจะเป็นไป

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

การเมืองเป็นเรื่องของการใช้อำนาจ คนกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ในสังคม เป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาของสังคม ตามแนวคิดและ “วิสัยทัศน์”ที่สะท้อนถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนหรือชนชั้นที่กลุ่มผู้ใช้อำนาจเป็นตัวแทนเป็นสำคัญ

ในสมัยก่อนทุนนิยม ยังไม่เกิดพรรคการเมือง อำนาจปกครองเด็ดขาดอยู่ในมือผู้ครองอำนาจเหนือแผ่นดินหรืออาณาจักร การเมืองเป็นเรื่องการใช้อำนาจตรง โดยบุคคลผู้ทรงอำนาจเด็ดขาด ความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เป็น “ยอดคน”

จุดมุ่งหมายของการใช้อำนาจ รวมเบ็ดเสร็จไปสู่การปกปักรักษาผลประโยชน์สูงสุดของกลุ่มอภิสิทธิชน เช่นบรรดาเจ้าผู้ครองนคร แว่นแคว้น หรือรัฐ

ผู้อยู่ใต้การปกครอง หรือประชาราษฎรทั่วไป จะได้รับอานิสงส์จากการใช้อำนาจมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความฉลาดหลักแหลมหรือ “ปรีชาญาณ”ของผู้ใช้อำนาจ

ในยุคทุนนิยม การเมืองแสดงออกในรูปพรรคการเมือง ตัวแทนผลประโยชน์กลุ่มทุนที่กระจัดกระจายกันอยู่ในสังคม แข่งขันช่วงชิงผลประโยชน์ แย่งยึดความได้เปรียบ เพื่อความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจ โดยกระทำผ่านกระบวนการรัฐสภา กำหนดเป็นกฎกติกาให้มีการแข่งขันกันใช้กลไกอำนาจรัฐ ในรูปของการเลือกตั้งผู้แทนในระดับชั้นต่างๆ จนกระทั่งพัฒนามาสู่การเลือกตั้งโดยประชาชน ซึ่งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะปรากฏออกมาในรูปไหน พรรคการเมืองใดขึ้นครองอำนาจ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกำหนดแนวนโยบายบริหารประเทศในเชิงสนองประโยชน์แก่กลุ่มทุนที่พรรคการเมืองนั้นๆเป็นตัวแทน รวมไปถึงการดำเนินนโยบายขยายอำนาจในต่างแดน

แต่เพื่อให้การดำเนินนโยบายเป็นไปอย่างราบรื่น บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วิธีการกำหนดแนวนโยบายของพรรคการเมืองกลุ่มทุนจึงเป็นไปอย่างสลับซับซ้อน ต้องใช้ความสามารถสูงในเชิงการเมือง ทั้งทางลับและเปิดเผย เพื่อเอาชนะคู่แข่ง สามารถผลักดันแนวนโยบายให้ปรากฏออกมาดูดี เรียกเสียงสนับสนุนจากผู้ใช้สิทธิออกเสียงได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเมืองในระบอบรัฐสภาของประเทศทุนนิยมเป็นเรื่องของการแข่งขัน มุ่งเอาชนะกันในสนามเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง มีการนำเสนอแนวนโยบายที่ “โดนใจ” ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงในรูปแบบต่างๆ ยิ่งประชาชนมีความตื่นตัว เรียกร้องต้องการในสิทธิผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้นเท่าใด กระบวนวิธีหรือรูปแบบของการ “ล่อใจ”ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงก็แพรวพราวยิ่งขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งในช่วงหลังๆนี้ ถึงกับประกาศตัวเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน มีการดำเนินนโยบายสนองตอบความต้องการของประชาชนในหลายๆด้าน แต่ก็ไม่วาย(ขาดไม่ได้)ที่จะซ่อนซ้อนช่องทางที่จะกอบโกยผลประโยชน์เข้ากลุ่มตน เมื่อเรื่องแดงขึ้นก็บอกปัดพัลวัน เฉไฉไปพูดเรื่องอื่น หรือกระทั่งดันนโยบายใหม่ที่ “โดนใจ”ชาวบ้านยิ่งกว่าออกมาหลอกล่อ เบี่ยงเบนความสนใจ

พฤติกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองกลุ่มทุนในประเทศทุนนิยม มีลักษณะหลอกลวงสูง ส่วนใหญ่ปรากฏออกมาในรูป “แขวนหัวแพะ ขายเนื้อหมา” เก่งในการนำเสนอนโยบายสวยหรู ชวนหลงใหล แต่เอาเข้าจริงไม่เป็นสับปะรด ประชาชนอย่างมากได้เพียงเศษเหลือจากการฮุบกินของกลุ่มทุน เพียงเพื่อ “หล่อเลี้ยง”เสียงสนับสนุนทางการเมือง ให้กลุ่มหรือพรรคตนครองอำนาจได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

ปัจจุบันการเมืองในระบอบทุนนิยมแบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือในกลุ่มประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้ว เป็นการเมืองของประเทศมั่งคั่ง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เดือดร้อนในเรื่องยังชีพ เพราะมีระบบสวัสดิการทางสังคมที่เข้มแข็ง การดำเนินการทางการเมืองจึงค่อนข้างเป็นระบบ มีความ “ศิวิไลซ์” ทุกพรรคฝ่ายสามารถปฏิบัติตนอยู่ในกรอบกฎกติกาได้ค่อนข้างดี ตรงกันข้าม การเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่ส่วนใหญ่ยังยากจน พัฒนาการกลุ่มทุนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ต้องพึ่งพิงอิงแอบอำนาจทุนใหญ่ต่างชาติ และอำนาจอิทธิพลดั้งเดิมในสังคมอยู่มาก ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ยากที่จะกำหนดนโยบายสนองประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนหนึ่งใดๆได้ จะต้องมีมหกรรม “แบ่งเค้ก”กันทุกครั้งไป ทำให้ไม่มีเศษเหลือตกค้างถึงประชาชนแม้แต่น้อย

การเมืองในประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้ว หรือทุนนิยมมั่งคั่ง จึงค่อนข้างมีเสถียรภาพ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลจากพรรคหนึ่งไปเป็นอีกพรรคหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงการสลับ “ตำแหน่ง”การทำหน้าที่บริหารประเทศของพรรคตัวแทนกลุ่มทุนที่ลงตัวแล้ว หามีกลุ่มทุนใหม่หน้าไหนเผยอหน้าเข้ามาสอดแทรกได้ไม่

พอสรุปได้ว่า เสถียรภาพทางการเมือง มีได้เพราะประชาชนอยู่ดีกินดี และเหตุที่ประชาชนในประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้วจำนวนมาก มีชีวิตอยู่สุขสบาย หลักๆก็เพราะเศษเหลือที่กลุ่มทุนโยนมาให้นั้นค่อนข้างเป็นชิ้นเป็นอัน จากการที่กลุ่มทุนใหญ่สามารถกอบโกย กระทั่ง “ปล้นสะดม”ทรัพยากรจากดินแดนโพ้นทะเล หรือดูดซับเงินจากกระเป๋าของผู้บริโภคที่ยากจนแต่ “อยากเสพ”เต็มแก่(จากการโฆษณาและบริการเหนือชั้น)ในขอบเขตทั้งโลก

ตรงกันข้าม ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ไม่เพียงไม่ได้รับเศษเดนเหลือกินเหลือใช้ของกลุ่มทุนในประเทศเท่านั้น ยังต้องเผชิญกับการ “ดูดสูบ”จากกลุ่มทุนใหญ่ข้ามชาติอีกด้วย จึงยิ่งอยู่ก็ยิ่งจน มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นวัวพันหลัก ดิ้นไม่หลุดจากวงจรชีวิต “ตกอับ” แบบไม่มีวันได้ผุดได้เกิด เป็นสาเหตุสำคัญของความวุ่นวายทางสังคม

การเมืองในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่จึงไม่มีเสถียรภาพ มีพรรคการเมืองหน้าใหม่หมุนเวียนกันก้าวขึ้นสู่สนามเลือกตั้ง เพียงใช้กลยุทธ์การหาเสียงที่เหนือกว่า(หลักๆก็คือใช้เงินซื้อเสียงในรูปแบบต่างๆได้เก่งกว่า)ก็สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นผู้นำ ใช้อำนาจบริหารประเทศ เพื่อเป็นเจ้าภาพในการ “แบ่งเค้ก”ในระหว่างกลุ่มทุนด้วยกัน ซึ่งอาจรวมไปถึงกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามามี “เอี่ยว”ในการพัฒนากลุ่มทุนภายในประเทศ

มีเพียงบางประเทศเท่านั้น ที่กลุ่มทุนมีความเข้าใจในสภาวะเป็นจริงของสังคมโลก ตระหนักในสถานภาพของประเทศชาติและประชาชนของตนเอง เห็นความจำเป็นจะต้องเร่งพัฒนาประเทศชาติ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มีความต้องการแรงกล้าที่จะพาประเทศถีบตัวให้พ้นจากสภาวะยากจนไปสู่ความมั่งคั่ง สามารถรวบรวมพลังทางการเมืองในประเทศจนเป็นกลุ่มเป็นก้อน ดำเนินการบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวนโยบายที่ชาญฉลาด ส่งเสริมให้ประเทศชาติเข้มแข็ง ประชาชนอยู่ดีกินดี

จนถึงทุกวันนี้ ประเทศที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้ มีจำนวนน้อยมาก จัดอยู่ในกรณียกเว้น ที่กลุ่มทุนสามารถยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้ไม่แพ้ผลประโยชน์ของตนเอง อีกนัยหนึ่ง พวกเขาสามารถจัดสรรผลประโยชน์กลุ่มทุนกับสังคมส่วนรวมได้ค่อนข้างลงตัว

กระนั้นก็ตาม กลุ่มทุนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศเช่นว่านี้ เมื่อสามารถ “ปั้น”ชีวิตประเทศและประชาชนได้ดีระดับหนึ่งแล้ว ก็มักจะเจริญรอยตามกลุ่มทุนข้ามชาติเดิมๆ กระทำตัวเป็นกลุ่มทุนข้ามชาติเข้าครอบงำ ดูดสูบความมั่งคั่งจากประเทศอื่นเข้าสู่ประเทศตน โดยไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเจือจาน หรืออนุเคราะห์ปัจจัย เงื่อนไข โอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆสามารถพึ่งลำแข้งตนเอง และก้าวเดินไปสู่อนาคตพร้อมๆกัน อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

หากพัฒนาการทางการเมืองของโลกยังดำเนินไปในทำนองนี้ ก็จะยิ่งนำไปสู่การแยกขั้วระหว่างประเทศพัฒนาแล้วทั้งเก่าและใหม่กับประเทศกำลังพัฒนา ระหว่างคนรวยกับคนจน อันเป็นต้นเหตุสำคัญประการหนึ่งของความไม่สงบ ไม่ปรองดอง ไม่กลมกลืน ที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในระดับโลก รวมไปถึงการเกิดขึ้นของลัทธิก่อการร้ายสากล

นั่นหมายความว่า สภาวะเป็นจริงของสังคมโลกต้องการการปรับตัวครั้งใหญ่ในทางการเมือง เพื่อการจัดสรรผลประโยชน์อย่างทั่วถึงแก่ประชาชนชาวโลกส่วนใหญ่ มิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆได้อย่างแท้จริง สังคมโลกจะต้องเผชิญกับความวุ่นวายหนักขึ้นเรื่อยๆ

จากการประมวลภาพรวมระดับโลก พอจะมองเห็นว่า ปัจจุบันนี้ การเมืองของโลกเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่การถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งกันแล้ว พรรคการเมืองผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา สามารถนำเสนอแนวนโยบาย “เทน้ำหนัก”ไปยังการสนองความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในสังคมได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แตกต่างกันตรงที่ บางประเทศทำได้ดีกว่า พรรครัฐบาลสามารถบริหารประเทศไปตามแนวนโยบายที่นำเสนอไปนั้นได้ค่อนข้างดี เกิดพรรคผลแท้จริง ประเทศก้าวหน้า ประชาชนชื่นบาน แต่บางประเทศยังทำได้ไม่ดี หรือกระทั่ง “แย่” ด้วยสาเหตุต่างๆ

ที่น่าสังเกตคือ ประเทศสังคมนิยมยุคใหม่อย่างจีน (อาจรวมถึงเวียดนาม) มีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดกว้าง มีการใช้กลไกตลาดอย่างเต็มรูป พร้อมกับสนับสนุนการเกิดขึ้นและเติบใหญ่ของกลุ่มทุนในระบอบสังคมนิยม ประสบความสำเร็จโดดเด่น เป็นที่จับตามองของชาวโลก

ถึงกับมีการศึกษาแบบวิธีการพัฒนาของจีน แล้วนำเสนอในรูป “ฉันทมติปักกิ่ง”(Beijing consensuss) เป็นทางเลือกนอกเหนือจาก “ฉันทมติวอชิงตัน” (Washington consensuss)

ที่น่าสนใจ ไม่เพียงเพราะจีนมีพรรคบริหารประเทศที่ประกาศจุดยืนเป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนเท่านั้น แต่เพราะปรัชญาแนวคิดของพวกเขาที่แตกต่างไปจากของประเทศทุนนิยมทั่วไป โดยแสดงตนชัดเจนว่า พร้อมจะพัฒนาตนเองไปพร้อมๆกับการพัฒนาของผู้อื่น หรือที่เรียกว่า “วิน-วิน” (หรือ “ซวงอิ๋ง”ในภาษาจีน) ซึ่งไม่เคยปรากฏมีในแนวคิดของกลุ่มประเทศทุนนิยม

ตรงนี้ สะท้อนจุดยืน แนวคิดและวิสัยทัศน์ จากการมองโลกแบบเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ของพรรคฯและรัฐบาลจีน คือแม้พวกเขาจะเน้นเสมอถึงความสำคัญของการพึ่งตนเอง แต่ก็ไม่แยกตนเองออกจากกระบวนการพัฒนาของสังคมโลกโดยรวม และมีความพร้อมที่จะปฏิบัติตนให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาคมโลกได้ในที่สุด

เท่าที่ผู้เขียนพอจะเข้าใจ เหตุที่พวกเขาทำได้เช่นนี้ ที่สำคัญเพราะพรรคการเมืองผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ ไม่ได้เป็นตัวแทนกลุ่มทุนหนึ่งใดในระบอบสังคมนิยม แต่เป็นพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ยึดมั่นในแนวคิดอุดมการณ์ ใช้อำนาจบริหารประเทศ เหนือการควบคุมของกลุ่มทุน เป็นพรรคเหนือทุน ทั้งนี้ กลุ่มทุนในระบอบสังคมนิยมจีนต่างตระหนักและสำนึกรู้ว่า พวกเขาเกิดขึ้นและพัฒนาเติบใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ก็เพราะได้เนื้อดินที่ดีของระบอบสังคมนิยม เป็นผลจากการดำเนินนโยบายปฏิรูปและเปิดกว้างของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ ตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

ยิ่งกว่านั้น ผู้บริหารกลุ่มบริษัททุนขนาดใหญ่ของประเทศจีน มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ยึดมั่นในจุดยืน ทัศนะ วิธีการแบบมาร์กซิสต์ มีอุดมการณ์ยาวไกล พร้อมปฏิบัติภารกิจพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัย เจริญรุ่งเรือง ไปพร้อมๆกับปฏิบัติภารกิจขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของมวลมนุษยชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่ขาดสาย

อีกนัยหนึ่ง กลุ่มทุนจีน(กล่าวโดยรวมๆ)ไม่ได้ยึดติดอยู่กับตัวเอง แต่มุ่งประสานตนเองเข้ากับกระบวนการพัฒนาของประเทศชาติและของมนุษยชาติโดยรวม

จากทั้งหมดที่กล่าวมา คงพอช่วยให้มองเห็นรางๆว่า การเมืองที่กลุ่มทุนกำหนดได้ดำเนินมาพอสมควรแล้ว ถึงที่สุดก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนชาวโลกได้ (ตรงกันข้ามกลับเป็นตัวสร้างปัญหาเสียเอง) ขณะที่การเมืองเหนือทุนในระบอบสังคมนิยมกำลังแสดงตัว ปรากฏให้เห็นถึงศักยภาพบ้างแล้ว

ถึงตรงนี้ คงต้องหันกลับมาถามพรรคการเมืองของประเทศไทย ว่าจะพัฒนาตนเองไปในทางใด ยังจะถือเอาผลประโยชน์กลุ่มตนเป็นหลัก หรือจะถือเอาผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศชาติของประชาชนเป็นตัวตั้ง ?

สำหรับพรรคไทยรัก ห้าปีที่บริหารประเทศ ได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า พวกเขายึดเอาผลประโยชน์กลุ่มตนเป็นหลัก เพราะรวยอื้อซ่ากันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มแกนนำ

จำเป็นแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองไทย ใช้อำนาจบริหารประเทศ ขับเคลื่อนการเมืองไทยและโลกไปสู่ขั้นใหม่ ที่ก้าวหน้ากว่าเดิม
กำลังโหลดความคิดเห็น...