xs
xsm
sm
md
lg

ได้เวลาคนไทย "รู้แจ้ง"

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

คำว่า "รู้แจ้ง" ณ ที่นี้หมายถึงรู้ว่า "ทำไม"

เช่น ปัจจุบัน คนไทยรู้แล้วว่า ทำไมรัฐบาลพรรคไทยรักไทยจึงบริหารประเทศไปในแนวทางเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มพวกพ้องของตนเอง มากกว่าที่จะเอื้อต่อประชาชนทั้งประเทศ? (คำตอบก็คือ เพราะพรรคการเมืองนี้อยู่ในการควบคุมของกลุ่มทุนใหม่ ที่มีกลุ่มบริษัทชินวัตรเป็นแกน) ทำไมสถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้จึงลุกลามขยายตัว? (คำตอบก็เพราะการใช้อำนาจของภาครัฐอย่างไม่ถูกต้องด้านหนึ่ง และการก่อตัวของลัทธิก่อการร้ายในกลุ่มหัวรุนแรงชาวมุสลิมอีกด้านหนึ่ง)

การได้คำตอบเช่นนี้ จะนำไปสู่การตื่นรู้ เห็นทางออกว่าควรจะทำอย่างไร หรือจัดการอย่างไร จึงจะพาตนเองพ้นไปจากสภาวะวิกฤตหรือความทุกข์ที่เผชิญอยู่

อีกนัยหนึ่ง จะนำไปสู่การเกิดขึ้นของปัญญา

คนใดคนหนึ่ง เมื่อรู้แจ้ง ก็จะเกิดปัญญาในตน ในทำนองเดียวกัน เมื่อประชาชนรู้แจ้ง ประชาชนก็จะเกิดปัญญา พร้อมที่จะคิดหาทางออกให้แก่ตนเอง

ในกรณีพรรคไทยรักไทย บอกได้เลยว่า คนไทย "รู้แจ้ง" จากการกระทำของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเอง ทำให้สังคมไทยตระหนักชัดว่า พรรคกลุ่มทุนไม่ใช่ "ทางเลือก" ของประชาชน

เดิมที คนไทยทั่วไปไม่ค่อยตระหนักในจุดนี้ แต่เพราะรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ตัวแทนกลุ่มทุนใหม่ไทย ใช้อำนาจบริหารประเทศเป็นเครื่องมือ ขยายฐานผลประโยชน์ตนทุกด้าน มุ่งผูกขาดประเทศไทย ด้วยสำคัญว่าการควบคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเบ็ดเสร็จ จะเป็นหลักประกันให้การกระทำทุกอย่างของตนบรรลุเป้าหมาย เร่งใช้ความได้เปรียบเป็นโอกาส ดำเนินนโยบายขยายฐานอำนาจครอบสังคมไทย วางตัวบุคคลในอาณัติคุมอำนาจบริหารในจุดต่างๆ รวบกลไกรัฐมาอยู่ในการควบคุมของกลุ่มตนอย่างแน่นหนา

การกระทำเหล่านี้ได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนอย่างชัดเจน

ผลคือ ยิ่งพวกเขากระทำการเช่นนั้น ก็ยิ่งมีคนคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ เปิดโปง ทำให้ประชาชนหูตาสว่างขึ้น

การกระทำของคณะผู้บริหารประเทศจากพรรคไทยรักไทย จึงกลายเป็น "ครู" ผู้สอนให้คนไทยรู้และเข้าใจว่า "ทำไม" กลุ่มทุนไทยรักไทยจึงรวยขึ้นๆ ขณะที่ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง กลับดูเหมือนว่าจะมีมากกว่าเดิม ที่แย่ไปกว่านั้นคือ สังคมไทยกลายเป็นสังคมเจ้าปัญหา เกิดวิกฤตร้ายแรงที่แก้ได้ยาก รอบตัว

ดังที่มีผู้ใหญ่บางท่านได้สรุปว่า การบริหารประเทศของพรรคไทยรักไทย ทำให้คนไทยรู้เร็วกว่าที่คิด ว่าพรรคการเมืองกลุ่มทุนใหญ่ไม่อาจบริหารประเทศได้ดี

มองในมุมกลับ พรรคไทยรักไทยกลายเป็นผู้สอนสัจธรรมทางการเมืองครั้งสำคัญให้คนไทย เช่นเดียวกับกลุ่มอำนาจเผด็จการทหารในอดีต ทำให้คนไทยได้คิด สังคมไทยเกิดปัญญา

ถึงวันนี้ คนไทยได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า กลุ่มอำนาจหรือพรรคการเมืองที่ไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ไม่มีวันบริหารประเทศชาติให้เจริญ ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุขอย่างแท้จริง เพราะพวกเขามีผลประโยชน์ส่วนตน คิดและกระทำอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับแรกเสมอ

เหมือนกับดูภาพยนตร์ สังคมไทยได้เห็นความจริงแล้วว่า กลุ่มเผด็จการทหารขึ้นมาแล้วก็ผ่านไป มาบัดนี้กลุ่มทุนใหญ่ขึ้นมาแล้วก็กำลังจะผ่านไป เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน จึงไม่มีผลงานที่เข้าตาประชาชน ไม่อยู่ในฐานะที่จะใช้อำนาจบริหารประเทศอีกต่อไป

มาถึงจุดนี้ ย่อมเป็นธรรมดาที่สังคมไทยจะเริ่มมองไกลไปยังอนาคต คาดหวังถึงการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองที่ "พร้อม" มากกว่าในการใช้อำนาจบริหารประเทศ นั่นคือพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ที่สามารถกำหนดแนวนโยบาย และกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธิวิธีพัฒนาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

พรรคการเมืองที่ว่า จะต้องไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มอำนาจหรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ ทั้งเก่าและใหม่ แต่เป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองในการที่จะดำเนินนโยบายสร้างสรรค์สังคมไทยให้เจริญอย่างรอบด้าน ประชาชนอยู่ดีกินและมีสุขอย่างแท้จริง

อีกนัยหนึ่ง กระบวนการรับรู้ทั้งหมดของสังคมไทย มีแนวโน้มก้าวกระโดดจากฐานเดิมมาสู่ฐานใหม่ จากที่เคยคาดหวังว่าพรรคการเมืองกลุ่มทุนที่ดีจะแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ มาเป็นการคาดหมายว่า จำเป็นต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนก้าวขึ้นมาสู่เวทีการเมือง เพื่อขึ้นเป็นรัฐบาล ใช้อำนาจบริหารประเทศ เพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

ด้วยสำนึก "ใหม่" ของประชาชนเช่นนี้ จะทำให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ต้องการเป็นรัฐบาล ใช้อำนาจบริหารประเทศต้องเร่งปรับตนเอง ประกาศตัวเป็นพรรคตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ถือว่าการเมืองของประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปสู่ขั้นใหม่ ซึ่งพอสรุปได้ว่า การเมืองไทยก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง ก็เพราะความตื่นตัวของประชาชน รู้ว่าพรรคแบบไหนจะสามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

หากเป็นไปตามนี้ พรรคการเมืองทุกพรรคที่เสนอตัวสู่เวทีการเมือง จะกลายเป็นพรรคชูนโยบายเพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน และดำเนินนโยบายตามที่ประกาศไว้อย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

กล่าวอีกที เพราะความก้าวหน้าของประชาชน ที่ตื่นรู้ในสัจธรรมการเมืองไทย ด้วยบทเรียนต่างๆ ในชีวิตจริง ทำให้พรรคการเมืองไทยต้องพัฒนาตนเอง ให้ก้าวหน้าทันความรับรู้ของประชาชน

นับแต่นี้ไป การปิดหูปิดตาประชาชน การปิดกั้นโอกาสที่จะรู้ว่า "ทำไม" หรือการหลอกล่อด้วยกลยุทธ์การตลาดจะทำได้ยากและยากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่า "การเมือง" จะไม่ใช่ของกลุ่มคนหนึ่งใดโดยเฉพาะ แต่จะเป็นการเมืองของปวงชน ประชาชนจะพัฒนากลไก ติดตามตรวจสอบ หาคำตอบว่า "ทำไม" ด้วยตนเอง

นั่นหมายความว่า ภาคประชาชนจะต้องติดตาม รับรู้ในการพูดการกระทำของพรรคการเมืองต่างๆ ที่อาสาเข้ามาเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ เพราะการที่พรรคการเมืองทั้งหลายต่างพากันประกาศ "ถือเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง" เหมือนกันหมด ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างแท้จริง

ฟังเขาพูดแล้วไม่พอ ยังต้องดูเขาปฏิบัติอีกด้วย แล้วประเมินที่ผลการปฏิบัติ ว่าเป็นไปตามที่พวกเขาประกาศไว้ในนโยบายหรือไม่

ปัญหาคือ ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะต้องมีพรรคการเมืองแบบใหม่นี้ ประชาชนควรขยายผลการรับรู้ของตนไปสู่ระดับ "รู้แจ้ง แทงตลอด" ได้อย่างไร เพื่อเป็นหลักประกันให้เกิดพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

ถึงเวลาที่ประชาชนคนไทยจะต้องทำหน้าที่เป็น "หมอตำแย" ทำคลอดพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนแล้วล่ะ

ที่คิดได้ในตอนนี้ก็คือ จะต้องพากันจัดตั้งเครือข่าย "รู้แจ้ง" ในหมู่ประชาชนให้กว้างขวางที่สุด

ผู้ที่จะเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งเครือข่ายดังกล่าว ไม่ใช่ใครอื่น จะต้องเป็นคณะบุคคลที่พร้อมจะก่อตั้งพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชนนั่นเอง กลุ่มบุคคลดังกล่าว จะต้องไม่ใช่ตัวแทนกลุ่มทุนหรือกลุ่มอำนาจหนึ่งใด แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่ปวารณาตนว่าจะอุทิศตนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชนสุดชีวิต ประสานเข้ากับมวลชน ด้วยการจัดตั้งเครือข่าย "รู้แจ้ง" นำความจริงทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ทั้งในและต่างประเทศมาวิเคราะห์หาคำตอบว่า "ทำไม" เพื่อให้มวลชนเกิดความรับรู้และเข้าใจในระดับสัจธรรม เป็นสัมมาทิฐิ ซึ่งจะได้คำตอบที่เป็นเอกภาพ ตรงกันเสมอ

ความรับรู้ในความจริงที่เป็นหนึ่งเดียว จะนำไปสู่ความเป็นเอกภาพทางความคิดในหมู่มวลชน นำไปสู่ความพร้อมทางความคิด ที่จะสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองนั้นๆ

มองในภาพรวมก็คือ คนไทยจะได้พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน ที่ก่อตั้งขึ้นมาบนฐานการรับรู้ร่วมกันของประชาชน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งอยู่บนฐานทางปัญญาของมวลชน ปลอดพ้นจากการครอบงำของกลุ่มอำนาจหรือกลุ่มทุนใดๆ

เป็นพรรคการเมืองที่มีประชาชนเป็น "ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก" อย่างแท้จริง

พรรคการเมืองเช่นนี้ จะมีฐานเสียงอยู่ที่ประชาชนอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องใช้เงินซื้อเสียง ไม่ต้องเป็นพรรคซื้อเสียง

พรรคการเมืองเช่นนี้ เมื่อได้อำนาจบริหารประเทศ ก็จะยิ่งสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนมีความรู้ เกิดปัญญา ช่วยกันพัฒนาประเทศ สร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าได้ด้วยลำแข้งตนเอง ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ ไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของประเทศมหาอำนาจที่คอยเอารัดเอาเปรียบเราตลอดเวลา

หากเป็นไปตามนี้ ก็จะได้คำตอบย้อนหลังอีกว่า เหตุที่การเมืองไทยในอดีต จนถึงปัจจุบัน ยังคงย่ำอยู่กับที่ เป็นการเมืองน้ำเน่า ก็เพราะประชาชนยังไม่รู้แจ้ง

อย่างไรก็ดี การที่จะรอคอยให้ประชาชนรู้แจ้งจากเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเดียว เห็นจะไม่ได้การแน่ จะต้องมีกลุ่มแกนหรือหัวหอกมาชุมนุมกัน จัดทำแผนและดำเนินการจัดตั้งกลุ่มหรือเครือข่ายรู้แจ้งขึ้นมา จัดศึกษาหาคำตอบในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีการจัดตั้งและอย่างเป็นฝ่ายกระทำ

ทั้งนี้เพราะ กว่าประชาชนจะรู้แจ้งในเรื่องหนึ่ง กินเวลามาก ไม่มีเวลาไปเจาะค้น ต้องทำมาหากินตัวเป็นเกลียว สื่อรัฐและสื่อทั่วไปที่วางขายกันในตลาด ก็ไม่ใช่แหล่งคำตอบ จำเป็นจะต้องจัดตั้งกลุ่มนักวิเคราะห์สถานการณ์มืออาชีพ ฝึกฝนทักษะพัฒนาความคิดทฤษฎีการเรียนรู้ สามารถเข้าถึงความจริงที่เป็นอยู่ได้ตรงและเร็วกว่าคนทั่วไป แล้วเข้าไปเป็นแกนในการจัดตั้งกลุ่มหรือเครือข่าย "รู้แจ้ง" ต่างๆ

คณะนักวิเคราะห์หรือ "วิทยากร" ทางปัญญาเหล่านี้ จะทำหน้าที่อยู่ในท่ามกลางมวลชน ศึกษาปัญหาของมวลชนไปพร้อมๆ กับการทำหน้าที่เป็นวิทยากร เป็นบุคลากรหรือผู้ปฏิบัติงานที่จะมีบทบาทยิ่งในการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

อีกนัยหนึ่ง เป็นผู้สร้างฐานจัดตั้งหรือฐานเสียงของพรรคการเมืองเช่นนั้นโดยตรง

ปัจจุบัน มีกลุ่มผู้ทำหน้าที่วิทยากรเช่นนี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้ว จำนวนหนึ่ง ที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือคณะผู้จัดทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ (สัญจร) โดยคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และคุณสโรชา พรอุดมศักดิ์ร่วมกันดำเนินรายการ แม้ท่านทั้งสองทำหน้าที่ในฐานะสื่อ มิใช่วิทยากรพรรคการเมือง แต่ก็เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือแม้แต่พรรคการเมืองเก่าๆ ก็นำไปประยุกต์ใช้ได้ในการพัฒนาตนเองเป็นพรรคการเมืองตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

จึงกลายเป็นว่า นับแต่นี้ไป พรรคการเมืองยุคใหม่ จะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ดี เป็นที่ยอมรับของประชาชน ต้องตั้งอยู่บนฐานของ "ปัญญารู้แจ้ง" ของประชาชน โดยกิจกรรมพื้นฐานของพรรคก็คือ การสร้างความรู้แจ้งให้แก่มวลชน เกิดปัญญาร่วมกันในหมู่มวลชน เชื่อมโยงกันเข้าเป็น "กงล้อเหล็ก" ขับเคลื่อนแนวนโยบายต่างๆ ให้เป็นผลสำเร็จ เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

พอสรุปได้ว่า ณ วันนี้ คนไทยมีความพร้อมเบื้องต้นแล้ว สำหรับการ "รู้แจ้ง" ว่า ตนต้องการพรรคการเมืองแบบไหนทำการบริหารประเทศ และรู้ว่าจะดำเนินการให้เป็นไปได้อย่างไรด้วย

ที่พูดมาทั้งหมด แม้จะเป็นเรื่องคิดคนเดียว แต่เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ!
กำลังโหลดความคิดเห็น...