xs
xsm
sm
md
lg

วิธีคิด ปิดเชื้อไฟใต้

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ณ วันนี้ ความรุนแรงที่กำลังคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวโลก อันเกิดจากภัยลัทธิก่อการร้ายสากลฯ หรือที่ใกล้ตัวเราก็คือภัยจากกลุ่มก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้ลดน้อยลง แต่มีทีท่าว่าจะแพร่ระบาดไปในวงกว้างยิ่งขึ้น

กระนั้น คงไม่มีใครคิดว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ถึงที่สุดแล้วจะประสบชัยชนะอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังกระทำอยู่ มีลักษณะสุดขั้ว อันเป็นอาการแสดงออกของผู้สิ้นหวัง มุ่งทำลายเพื่อทำลาย เป็นการระบายความแค้น

แม้ว่า ฝ่ายผู้ก่อการร้ายจะยกเอาเรื่องบางเรื่องมาเป็นข้ออ้าง เช่น การสร้างอำนาจรัฐเฉพาะ ตามลัทธิศาสนา หรือการแยกดินแดนตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์บางช่วงบางตอน แต่โดยรวมแล้ว พวกเขาไม่อาจพัฒนาแนวคิดเฉพาะตนให้เป็นแนวคิดทั่วไป ที่สามารถเผยแพร่สู่สาธารณชนได้

เพราะความสุดขั้ว ทำให้เกิดความคิดผิดพลาด และการกระทำที่ทำลาย ไร้คุณธรรม นำโลกไม่ได้

พวกเขาไปถึงที่ใด ที่นั่นจะเกิดความหวาดกลัว ยิ่งพูด ยิ่งกระทำ ความหวาดกลัวในหมู่มวลชนก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย จึงทำได้เฉพาะด้านการทำลาย ขาดลักษณะสร้างสรรค์ เป็นภัยมืด ไม่มีอนาคต

แล้วเหตุไฉนลัทธิก่อการร้ายสากลจึงแพร่กระจายไปทั่วโลก? ด้วยเหตุอันใดไฟใต้จึงได้ลุกโชน คุกคามชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ทุกเวลานาที?

ในระดับโลก ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุอย่างกว้างๆ มาแล้วหลายครั้ง โดยใช้หลักวิธีคิดแบบองค์รวม นั่นคือ มองสังคมโลกเป็นองค์รวมแห่งเหตุปัจจัยทั้งบวกและลบ พบว่า การแพร่หลายของความรุนแรงมาจากเหตุปัจจัยสองด้านบวกกัน คือ ด้านหนึ่ง พฤติกรรมลำเอียงของมหาอำนาจทุนนิยม หลักๆ ก็คือสหรัฐอเมริกากับบางประเทศในสหภาพยุโรป เช่น อังกฤษ ที่เข้าข้างฝ่ายอิสราเอลในกรณีพิพาทกับกลุ่มปาเลสไตน์ เพื่อรักษาฐานอำนาจของตนในตะวันออกกลาง

อีกด้านหนึ่ง การก่อตัวของกลุ่มลัทธิสุดขั้วในกลุ่มประเทศมุสลิม

ทั้งสองเหตุปัจจัยนี้มีความเชื่อมโยงและเสริมส่งซึ่งกันและกัน สหรัฐฯกับอังกฤษยิ่งดำเนินนโยบายเข้าข้างอิสราเอล ค้ำจุนกลุ่มปกครองที่อิงแอบตะวันตก ก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวมุสลิมทั่วโลก ผลักใสให้หันไปหาวิธีการสุดขั้วมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายพันธุ์เป็นลัทธิก่อการร้าย ดำเนินการตอบโต้ ทำลายชีวิตทรัพย์สินชาวอเมริกันในต่างประเทศหลายครั้งหลายหน โดยไม่จำแนกแยกแยะว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน จะเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่รู้อีโหน่อีเหน่หรือไม่อย่างใด

ขณะที่สหรัฐฯ กับอังกฤษก็เลือกที่จะใช้วิธีการปราบปรามไล่ล่า และตอบโต้ด้วยความรุนแรง และใช้วิกฤตเป็นโอกาส เช่น ทำสงครามแบบเบ็ดเสร็จในอัฟกานิสถานและอิรัก ล้มล้างกลุ่มอำนาจปกครองเก่า สถาปนากลุ่มอำนาจปกครองใหม่ ที่มาจากกระบวนการเลือกตั้งแบบตะวันตก เพื่อให้ประเทศทั้งสอง "กลาย" เป็นประเทศประชาธิปไตย ในความหมายของโลกตะวันตก

ไม่ต้องสงสัยว่า การกระทำที่ใช้การทำลายเป็นวิธีการหลักของทั้งสองฝ่าย ได้เติมเชื้อวิกฤติเข้าไปในระบบชีวิตของชาวโลกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การตอบโต้กันไปมาได้สั่งสมขนาดความรุนแรงอย่างไร้ขีดจำกัด เหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 สงครามอัฟกานิสถานและสงครามอิรัก การระเบิดใหญ่ที่เกาะบาหลี ฯลฯ ได้กระตุ้นไฟก่อการร้ายฯ และไฟสงครามแพร่ลามไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลกอย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้เกิดการก่อหวอดของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในจุดต่างๆ ของโลก ซึ่งมีแนวโน้มเชื่อมโยงเข้ากับลัทธิก่อการร้ายสากลได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ก็ง่ายมากที่รัฐบาลประเทศต่างๆ จะถูกผลักให้ต้องเข้าพวกกับอีกฝ่ายซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับกลุ่มลัทธิก่อการร้ายสากล ตกเข้าสู่วงจรไฟสงครามทำลายที่มีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนาน

ประเทศไทยทำท่าจะตกเข้าสู่วังวนแห่งความชั่วร้ายแบบไม่ทันตั้งตัว

ทั้งนี้เพราะ ด้วยวิธีคิดแยกส่วนของผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบัน ถือเอาตนเป็นใหญ่ มุ่งจัดระเบียบอำนาจในเขตสามจังหวัดภาคใต้ให้สอดรับกับผลประโยชน์กลุ่มทุนใหม่ พอได้อำนาจบริหารประเทศ ก็ดำเนินการสลายโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิม ทำให้กลุ่มผู้เสียประโยชน์อื่นๆ ตอบโต้ เกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจเฉียบพลัน เปิดช่องให้กลุ่มก่อการร้ายฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ก่อวิกฤตไปทั่ว

ร้ายไปกว่านั้น ผู้นำรัฐบาลจับประเด็นไม่ถูก ใช้วิธีการจัดการปัญหาไม่ถูก เกิดความเสียหายแก่ชีวิตของกลุ่มผู้ประท้วงจำนวนมากสองครั้งสองคราติดๆ กัน ได้กลายเป็นเชื้อไฟโหมไหม้ ขยายความคับแค้นไปในหมู่ประชาชนบางส่วนในสามจังหวัดภาคใต้อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่การเคลื่อนไหวทำลายร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเค้าว่าจะซาลง

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเดินมาถึงปากเหว ซึ่งเป็นทางสองแพร่ง

ถ้าเดินตรงดิ่งก็ตกเหว สังคมไทยจะตกวูบลงสู่นรกอเวจีแห่งสงครามทำลายอันยืดเยื้อ กลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งในการเดินเกมระดับโลกของมหาอำนาจตะวันตก ที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ

ประเทศไทยจะกระเสือกกระสนอย่างทนทรมานในกระแสสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นนี้

ถ้าตกเข้าสู่สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลไทยไม่มีทางเลือก ต้องทุ่มงบประมาณไปในด้านการทหาร ทุ่มกำลังคนไปในการต่อสู้ที่ไร้แนวรบ แสดงบทบาทเป็นเหตุปัจจัยทำลายในบริบทสังคมโลกที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน

มองในอีกมุมหนึ่ง ก็คือจับมือกับกลุ่มก่อการร้ายโหมเหตุปัจจัยทำลายในบริบทสังคมโลก

กระนั้น ในอีกทางหนึ่งโดยภาพรวมและถึงที่สุดแล้ว ประเทศไทย โดยประชาชนไทย จะไม่ยอมเดินตามเกมมหาอำนาจ ไม่ยอมสยบต่อภัยคุกคามของกลุ่มก่อการร้าย และไม่ยอมโง่ที่จะคิดตามผู้นำรัฐบาล ไม่ตกเป็นเหยื่อสงครามจิตวิทยาไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใด แต่เลือกเส้นทางสันติภาพและพัฒนา ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะเลือกปฏิบัติตนเป็นเหตุปัจจัยแห่งการพัฒนาในบริบทของสังคมโลก บีบรัฐบาลให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ร่วมกันกับทุกฝ่ายจัดการกับปัญหาการก่อการร้ายอย่างถูกต้อง ทั้งในประเทศและในระดับโลก

นั่นหมายถึงว่า คนไทยจะรวมพลังกันเข้า เป็นกลุ่มเป็นเครือข่ายพลังรวมใจทั้งประเทศ เชื่อมโยงและจับมือกันเข้าเป็นเป็นพลังสามัคคีเสริมสร้างเหตุปัจจัยสร้างสรรค์ทั้งประเทศ ผลักดันให้รัฐบาลดำเนินแนวนโยบายลดทอนเหตุปัจจัยทำลายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เชื่อว่า ถึงที่สุดแล้ว คนไทยจะช่วยกันนำพาประเทศไทยให้พ้นจากปากเหว ด้วยการสามัคคีกันเข้า แสดงพลังเต็มเหนี่ยว ประกาศเจตจำนง ผลักดันประเทศไทยให้เดินไปบนเส้นทางแห่งสันติภาพและพัฒนา

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาล ผู้นำรัฐบาล จะต้องปฏิบัติในวันนี้ก็คือ ดำเนินนโยบายรูปธรรม ในการลดเงื่อนไขไฟสงคราม เพิ่มเงื่อนไขสันติภาพ เพื่อให้ไฟสงครามค่อยๆ ดับมอดลง และกำหนดแผนพัฒนาประเทศ สร้างความผาสุกและสันติภาพถาวรให้แก่สังคมไทยและประชาชนไทยอย่างแท้จริง จึงจะสามารถระดมพลังสร้างสรรค์เข้าสู่กระบวนการพัฒนาประเทศ เพื่อให้สันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองกระจายตัวไปทั่วทุกภาคของประเทศ ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็นสังคมอารยะอย่างต่อเนื่อง บนเส้นทางสายใหญ่แห่งอารยธรรมยุคใหม่ของมวลมนุษยชาติ

เราจะเริ่มต้น "จับ" ตรงไหนดี เพื่อดับเชื้อไฟใต้ และกรุยทางไปสู่ทางสายใหญ่?

จุดแรกสุด สำคัญที่สุดก็คือ วิธีคิด ความคิด คุณธรรม ของผู้นำประเทศ จะต้องสะท้อนถึงความมีสัมมาทิฐิ (ความรู้ความเข้าใจในปัญหาและเรื่องราวต่างๆ อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง) และสัมมาสังกัปปะ (ความดำริ ริเริ่มที่สอดคล้องกับความเป็นจริง เป็นประโยชน์แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิต) หรือไม่

อีกนัยหนึ่ง จับวิธีคิดของผู้นำ ให้ผู้นำเกิดสัมมาทิฐิ ให้สามารถคิดอะไรได้บนฐานรวมของสังคมโลกและของมวลมนุษยชาติ เลิกการคิดที่จะขยายฐานอำนาจเฉพาะของตน ซึ่งยิ่งขยายก็จะยิ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชน และไม่เกิดคุณูปการใดๆ ต่อมวลมนุษยชาติ

วิธีคิดที่ถือเอาฐานรวมของมวลมนุษย์เป็นตัวตั้ง จะทำให้ผู้นำมีจิตใจที่กว้างขวาง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีคุณธรรมสูงส่ง เพราะรู้ดี (สัมมาทิฐิ) อย่างยิ่งว่า การคิดหรือกระทำอย่างไหน แบบใด จะส่งผลดีต่อทั้งตนเองและมวลมนุษยชาติ มองเห็นความเชื่อมโยงของชีวิตคนไทย สังคมไทย กับทั้งโลก

ต่อจากนั้น พิจารณาดูแนวนโยบาย ว่าสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของประเทศชาติ ประชาชนแค่ไหนเพียงใด และติดตามดูผลการปฏิบัตินโยบาย ว่าเป็นไปตามแนวนโยบายที่กำหนดไว้หรือไม่

เป็นที่น่าเสียดายมาก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้มีวิธีคิด ความคิด คุณธรรม เพียงพอที่จะนำประเทศไทยไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

เท่าที่เราพบเราเห็น กลับมีแต่การประกาศแนวคิดทุนนิยมเต็มตัว ใช้วิธีคิดแบบแยกส่วน มุ่งเสริมสร้างฐานอำนาจผลประโยชน์ของตนเป็นเบื้องต้น อันเป็นเหตุปัจจัยต้นๆ ที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของเหตุปัจจัยแห่งการทำลายนานาชนิด โดยเฉพาะการก่อการร้ายในสามจังหวัดภาคใต้

เป็นวิธีคิดที่มุ่งใช้วิกฤตเป็นโอกาสขยายฐานอำนาจ มากกว่าการคิดแก้ไขวิกฤตให้ตกไป ดูจากที่ผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบันประกาศตั้งแต่ต้นว่า กลุ่มก่อการร้ายในสามจังหวัดภาคใต้เป็นโจรกระจอก ไม่มองปัญหาอย่างรอบด้าน ไม่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม โดยเฉพาะไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องจิตใจ

ที่เห็นกันจนเจนตาคือ ทำอะไรๆ ก็ไม่พ้นใช้เงินนำร่อง ถืออำนาจเงินเป็นตัวตั้ง แทนที่ความผิดถูก

อันสะท้อนถึงวิธีคิดแยกส่วน มองไม่เห็นความเชื่อมโยงของปัญหา มองไม่เห็นคุณค่าของคน ของความถูกต้อง ของความดี

อาจเป็นเพราะวิธีคิดดังกล่าวเคยสร้างความมั่งคั่งให้แก่ครอบครัวมาแล้ว จึงนำมาใช้ในการบริหารประเทศ ตั้งหน้าตั้งตาเสริมสร้างอาณาจักรทุนของครอบครัวในบริบทของการเสริมสร้างเงื่อนไขทุนนิยมในสังคมไทยอย่างทั่วด้าน

ด้วยวิธีคิดแบบแยกส่วน กลุ่มทุนใหม่ที่กุมอำนาจรัฐ แยกตนออกมาเป็นกลุ่มคนพิเศษอย่างรวดเร็ว ใช้อำนาจทุนเสริมสร้างฐานะของตนให้ลอยเหนือคนส่วนอื่นในสังคม ควบคุมกลไกอำนาจรัฐ ใช้อำนาจรัฐจัดสรรประโยชน์ในสังคม โดยยึดเอาผลประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง ด้วยความเข้าใจว่า เมื่อกลุ่มทุนเข้มแข็งเหนือโลก ก็จะสามารถใช้อำนาจในมือจัดสรรประโยชน์ จัดระเบียบสังคมได้ตามที่ตนเห็นว่า "สมควร"

วิธีคิดแยกส่วน ทำให้กลุ่มทุนมีความคิดเช่นนี้ และเห็นการกระทำเพื่อรักษาฐานอำนาจและประโยชน์กลุ่มทุนเป็น "คุณธรรม" สำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของสังคมมนุษยชาติ

ซึ่งเป็นความคิดที่ตกยุค ไม่สอดคล้องกับลักษณะยุคสมัยที่สังคมโลกเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ขับเคลื่อนไปในกระบวนการโลกาภิวัตน์

จึงเห็นว่า หากจะปิดเชื้อไฟใต้ นำประชาชนชาวไทยพ้นจากกองทุกข์ได้จริง ก่อนอื่นใด ผู้นำประเทศจะต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้อง มุ่งมั่นสามัคคีพลังทุกฝ่าย อาศัยการเข้ามีส่วนร่วมของมวลชนเสริมสร้างเหตุปัจจัยที่เป็นคุณทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านจิตใจ คลี่คลายปัญหา ขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สันติสุขและการพัฒนาอย่างรอบด้าน
กำลังโหลดความคิดเห็น...