xs
xsm
sm
md
lg

โอกาสที่เราจะ "ทันโลก" ยังมี

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

มองโลกแล้วมองเรา ก็จะเห็นถึงความเหมือนกับไม่เหมือนมากมายหลายด้าน

โลก หมายถึงสังคมโลก ปัจจุบันย่อส่วนลงมาเล็กนิดเดียว ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ปลายยอดมันสมองของมนุษยชาติ ส่วนเรา หมายถึงสังคมไทยประเทศไทย ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสังคมโลกนี้ และกำลังปรับตัวให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เราเป็นไปตามโลก

ความเหมือนของโลกกับเรา มีฐานอยู่ในบริบทของเศรษฐกิจการค้า ขับเคลื่อนไปในกระแสโลกาภิวัตน์ แบบไร้พรมแดน ไม่เพียงได้เชื่อมโยงเข้าโดยปริยายเท่านั้น แต่ยังถูกทำให้เชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ด้วยข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีในระหว่างกลุ่มประเทศต่างๆ เกิดการไหลเวียนของสินค้า ผลิตภัณฑ์ บริการ ไปสู่กันและกัน เป็นของกันและกัน แบบไม่จำกัดสัญชาติ คือสินค้าและบริการที่กำลังได้รับความนิยม มักจะมีแหล่งที่มาหลากหลายแบบไร้พรมแดน แม้ว่ายี่ห้อหรือแบรนด์จะเป็นของบริษัทนั้นบริษัทนี้ ของประเทศนั้นประเทศนี้ แต่ชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบต่างๆ เช่น วัตถุดิบ ผู้ออกแบบ ผู้ทำการผลิต ผู้ใช้แรงงาน อาจจะมาจากหลายๆ ประเทศหรือเขตแดน

การปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีแนวโน้มใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกัน ด้วยแนวคิดคล้ายคลึงกัน คือมีความเป็น "สากล" ร่วมกัน เช่น ใช้หลักการบริหารจัดการคล้ายๆ กัน ทั้งในด้านการผลิต การจัดซื้อจัดจ้าง การขาย การตลาด นำไปสู่การเกิดขึ้นของกลุ่มผู้บริโภคที่คล้ายคลึงกัน ทั้งรูปแบบและรสนิยม โดยไม่จำกัดเพศ วัย หรือผิวสี ก่อรูปเป็น "วัฒนธรรมโลกาภิวัตน์" อย่างรวดเร็ว

สังคมไทยกำลังพัฒนาไปในแนวเดียวกับโลก เกิดความเหมือนกับโลกใหม่ๆ ขึ้นในหมู่คนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงสรุปแบบฟันธงได้ว่า ถึงอย่างไรสังคมไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก เปลี่ยนแปลงตัวเองไปพร้อมๆ กับสังคมโลก ในลักษณะ "เราเป็นไปตามโลก"

ความไม่เหมือนที่เหมือนกัน

ความไม่เหมือนในสังคมโลก ที่เราเห็นอยู่ ก็คือ มีบางประเทศ หรือบางองค์กร สถาบัน ชุมชน ปรับตัวเองได้ดีกว่า มีความสดใส แข็งแรง สามารถขับเคลื่อนตนเองไปได้อย่างมีชีวิตชีวา เป็นที่เจริญหูเจริญตาดีแท้ ขณะที่บางประเทศ บางองค์กร สถาบัน ชุมชน กลับส่ออาการย่ำแย่ ป้อแป้ สับสนวุ่นวาย ไร้ทิศทาง เต็มไปด้วยวิกฤตรุมเร้า ดูแล้วเวียนหัว กระทั่งสลดหดหู่

ทั้งๆ ที่กำลังเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน แต่กรณีแรกกลับดูเปล่งปลั่ง มีอนาคตสดใส แต่กรณีหลังกลับดูห่อเหี่ยว อนาคตหม่นมัว

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

คำตอบที่น่าจะใกล้เคียงความจริง ก็คือ เพราะบางประเทศ บางองค์กร บางสถาบัน บางชุมชน มีคณะผู้บริหารที่ทรงปัญญา หรือเพราะบางองค์กร บางสถาบัน บางชุมชน มีระบบ กลไกทรงประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองส่วนก็เป็นองค์ประกอบของกันและกัน หรือเป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน

ในประเทศที่เดิมทีระบบ กลไก อ่อนแอ เมื่อมีคณะผู้บริหาร เช่นในระดับประเทศก็คือพรรคการเมืองที่ดี ทำหน้าที่บริหารประเทศ ดำเนินการปฏิรูประบบ กลไก ต่างๆให้เอื้อต่อการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติและประชาชน เมื่อมีระบบ กลไกที่ดีที่แข็งแรง ทรงประสิทธิภาพ ก็จะเป็นหลักประกันให้กลุ่มผู้นำที่ทรงปัญญาเข้ามาบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ในยุคที่สังคมโลกเชื่อมโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกประเทศขับเคลื่อนตัวเองไปในกระแสโลกาภิวัตน์ ประเทศที่อ่อนแอล้าหลัง เมื่อมีคณะผู้บริหารประเทศ ซึ่งตามระบอบการปกครองสมัยใหม่ก็คือพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน หรือพรรคการเมืองหัวก้าวหน้า ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จึงมีโอกาสพัฒนาตนเองให้เจริญได้เร็ว เพราะมีปัญญามองเห็นความจริง คือลักษณะยุคสมัยของสังคมโลก ใช้อำนาจบริหารดำเนินการปฏิรูประบบ กลไก ให้สอดรับกับการขับเคลื่อนของกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ในโอกาสและเงื่อนไขต่างๆ ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ทั่วไปได้ดี

เราจึงเห็นหลายประเทศ หลายองค์กร หลายสถาบัน หลายชุมชน พัฒนาเติบใหญ่ เข้มแข็ง สมบูรณ์อย่างรวดเร็ว ก้าวรุดหน้าไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศ องค์กร สถาบัน ชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ของโลก กลายเป็นจุดหรือเขตความเจริญระดับโลก กระจายไปทั่วทุกทวีป

ใกล้ๆ เราก็เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ ไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นต้น

หรือถ้าไกลอีกหน่อย ก็เช่น ฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิส ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ เป็นต้น

หรือในประเทศที่กล่าวถึงเหล่านั้น ได้ปรากฏกลุ่มเมือง ชุมชน ที่เจริญก้าวหน้าระดับโลกจำนวนมาก ดารดาษอยู่ทั่วไป ด้วยเพราะมีคณะผู้บริหารที่ดีมีคุณภาพ ทำหน้าที่บริหารจัดการ พัฒนาเมืองหรือท้องถิ่นนั้นๆ เกิดธรรมาภิบาลบนฐานของระบบกลไกทรงประสิทธิภาพ ที่ประชาชนมีส่วนร่วม

แม้ว่าระดับความเจริญ ความโปร่งใส ประสิทธิภาพการทำงานของระบบ กลไก และการเข้ามีส่วนร่วมของประชาชนจะแตกต่างกันไป แต่จุดเริ่มต้นของความเจริญก็คล้ายคลึงกัน คือมีคณะผู้นำหรือพรรคการเมืองที่ดี ทำหน้าที่ใช้อำนาจบริหาร

โดยแหล่งที่มาของคณะผู้นำหรือพรรคการเมืองที่ดีนั้น มีความแตกต่างกัน ตามสภาวะหรือเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ทั้งภายนอกและภายใน ของประเทศหรือองค์กร สถาบัน ชุมชนนั้นๆ

เช่นประเทศจีน เกิดจากการปฏิวัติทางสังคมครั้งใหญ่ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เหลือส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในบริบทของการพัฒนาระบอบทุนนิยมโลก

หรือแม้แต่ประเทศจีนเอง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็แบ่งเป็นสองระยะ คือระยะของการปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย ล้มล้างระบอบการปกครองกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา สถาปนาการปกครองระบอบสังคมนิยม ระยะที่สอง คือการปฏิรูปและเปิดกว้าง ปรับแนวคิดและแนวทางการพัฒนาประเทศจากการต่อสู้ทางความคิดมาเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยระบบเศรษฐกิจตลาด ในระบอบการปกครองสังคมนิยมเอกลักษณ์จีน

คือปฏิวัติสังคมในระยะแรก และปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในระยะสอง ส่งผลให้ประเทศจีนเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญยังสามารถปรับตัวเข้ากับระบบทุนนิยมโลกได้ด้วย ส่งผลให้การพัฒนาระบอบสังคมนิยมดำเนินมาได้ด้วยดี

ปัจจุบันนี้ ประเทศจีนกลายเป็นข้อต่อสำคัญยิ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก เป็นห่วงโซ่ที่นับวันแข็งแกร่ง เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุปัจจัยที่เป็นคุณที่ทั้งโลกยอมรับ แม้ว่ากลุ่มประเทศมหาอำนาจทุนนิยมจะยังแสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์ในระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม แต่ก็ยินดีร่วมกับจีนในด้านเศรษฐกิจการค้า และการลงทุน ซึ่งประเทศจีน ภายใต้การบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็พยายามใช้โอกาสต่างๆให้เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาประเทศจีนไปสู่ความเจริญมั่งคั่ง และก้าวหน้าระดับโลกภายในระยะเวลาไม่นานนัก

เราใกล้ถึงจุดเปลี่ยนแปลงใหญ่ อีกครั้ง?

ประเทศไทยเราจัดอยู่ในส่วนไหน มีความเป็นมาอย่างไร และมีแนวโน้มจะเป็นไปอย่างไร?

โดยภาพรวม คือมองเชิงประวัติศาสตร์ สังคมไทยเราเป็นสังคมปรองดอง ในแอ่งอารยธรรม "อินโด-จีน" คืออยู่ตรงก้นแอ่งพอดี โดยธรรมชาติจึงเป็นสังคมเปิด เป็นแหล่งรวมการไหลเวียนเข้าออกของอายธรรมสายต่างๆ ตั้งโบราณกาล เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม ลักษณะแห่งค่านิยมของสังคมไทยจึงแสดงออกในรูป "โอนอ่อนผ่อนตาม" อย่างเด่นชัด

ภายในก็คือโอนอ่อนผ่อนตามผู้มีอำนาจ ภายนอกก็คือโอนอ่อนผ่อนตามมหาอำนาจ

บุคลิกของคนไทยจึงมีลักษณะเปิดกว้าง พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง แต่โอนเอนไปตามสถานการณ์ ไม่มีใครแสดงออกในทางใดทางหนึ่งที่สวนกระแสอำนาจ เว้นแต่เมื่อถึงจุดผกผัน ที่ไม่อาจต้านทานได้

ด้วยลักษณะเช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทย จึงเป็นไปแบบ "เอาอย่าง" หรือ "ตามก้น"

โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาประเทศหลังปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ภายใต้อำนาจบริหารของทหาร ที่ยึดถือแนวนโยบาย "ตามก้น" สหรัฐอเมริกา ในทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุนนิยมโลกที่สหรัฐฯผูกขาด ในทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน ในยุคสงครามเย็น สงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 อำนาจปกครองของทหารจึงพังทลาย ไปพร้อมๆ กับการเสื่อมอำนาจของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย มีคณะบริหารประเทศที่มาจากพรรคการเมืองต่างๆ ในรูป "ประชาธิปไตยครึ่งใบ"

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" ปี 2535 อำนาจปกครองตกมาอยู่ในมือของกลุ่มพรรคการเมืองตัวแทนกลุ่มทุนอย่างแท้จริง เข้าสู่ระยะประชาธิปไตยเต็มใบ

อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงทหารปกครอง ภายใต้การบงการของสหรัฐฯ การเมืองของไทยขาดสิ้นซึ่งปัญญาชี้นำ เพราะทุกอย่างฟังคำสั่งจากมันสมองของรัฐบาลสหรัฐฯ แม้แต่การบ่มเพาะบุคลากรระดับสูงของประเทศ ก็เป็นไปตามระบบของสหรัฐฯ เราจึงได้เห็นปัญญาตะวันตกครอบงำปัญญาตะวันออกอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลยาวไกลมาจนถึงทุกวันนี้

นั่นคือ ในยุคประชาธิปไตยเต็มใบ คณะผู้นำที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ ใช้อำนาจบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่หัวตะวันตกจ๋า ก็ไม่ประสีประสากับภูมิปัญญาตะวันออกเท่าที่ควร

ผู้นำพรรคไทยรักไทย ถือว่ามีวิธีคิดแบบตะวันตกจ๋า แม้ว่าจะชอบด่าตะวันตกตามอย่าง ดร.มหาเธร์ และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการค้ากับต่างประเทศ แบบ "ดูออลแทร็ก" ไม่ยึดติดกับตลาดสหรัฐฯ หรือประเทศพัฒนาแล้วอย่างเดียว ซึ่งประเทศอื่นๆ ก็ทำกันไปพร้อมๆ กัน ไม่ได้มีอะไรเหนือกว่าคนอื่นเขา

ที่สำคัญคือการประกาศความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบทุนนิยม ยึดมั่นในระบอบทุนนิยม ใช้ทุนเป็นตัวตั้งในการบริหารประเทศ ใช้ทุนเป็นเหตุปัจจัยใหญ่ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เราจึงเห็นผู้นำประเทศวันนี้พูดแต่เรื่องเงินเรื่องทุนไม่ขาดปาก พูดแต่เรื่องตัวเลขจีดีพี

และที่เด่นชัดคือ วิธีการแก้ไขปัญหา เน้นการใช้อำนาจและกำลัง นั่นคือ มีวิธีคิดแยกส่วนแบบตะวันตก เห็นว่าลำพังใช้อำนาจและกำลัง ก็จะแก้ปัญหาอื่นๆ ได้

ทีนี้เมื่อเกิดการใช้อำนาจและกำลังในทางมิชอบ โดยมุ่งสลายอำนาจและขุมพลังเดิมๆ แล้วเติมพลังอำนาจของตนเข้าไปแทนที่ ทั้งในระบบราชการและในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม วิธีคิดแบบตะวันตก ที่ตัดตอนแยกส่วน บวกเข้ากับเจตนาที่มิชอบ ถือประโยชน์ตนเป็นตัวตั้ง จึงประกอบกันเข้าเป็นการทำความผิดพลาดขั้นอุกฉกรรจ์ เกิดผลเสียหายใหญ่หลวงในทันที นั่นคือ เกิดความขัดแย้งแตกแยกในกลุ่มอำนาจส่วนบนของสังคม ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากการบริหารประเทศเท่าที่ควร มีวิกฤตบานปลายไปทั่วด้าน

มาถึงขั้นนี้ หากกระบวนการใช้อำนาจยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ ระบบกลไกอำนาจรัฐถูกตรึงติดอยู่กับผลประโยชน์ของกลุ่มแกนนำพรรคไทยรักไทยเช่นนี้ โดยผู้นำพรรคไม่คิดที่จะ "ถอย" หรือปรับตัวในทันที ก็เป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤตรุนแรง เพื่อนำไปสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะถึงขั้นเลือดตกยางออก น่าจะเป็นไปเป็นตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็คือกฎหมายรัฐธรรมนูญมากกว่า

เพราะเมื่อทุกอย่างพร้อม ก็จะมองเห็น "ช่องทางแก้ไข" ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเอง

นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ก็จะยังดำเนินไปในบริบทของการปฏิรูป มิใช่การปฏิวัติ คือ เป็นเพียงการปฏิรูปทางการเมือง เพื่อแผ้วทางให้แก่การเกิดขึ้นของพรรคการเมืองเหนือทุน ที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารประเทศ เพื่อผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศชาติและประชาชน

ซึ่งจะเป็นเหตุปัจจัยใหญ่ให้เราเป็นไปตามโลกแบบ "ทันโลก" มากขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...