xs
xsm
sm
md
lg

โลก "จำเป็นต้อง" พัฒนาไปในทางใด?

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ความเป็นไปของสังคมโลกเวลานี้ มีสิ่งเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นมาก สมควรยกขึ้นมาวิสัชนาหาคำตอบกันบ้าง อย่างน้อยเพื่อตัวเราเองจะได้ตระเตรียมจิตใจ รับกับเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เพราะแม้ประเทศไทยจะเล็ก ไม่มีบทบาทกำหนดทิศทางสังคมโลก แต่เราคนไทยก็มีสิทธิที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น บอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าควรจะวางตัวอย่างไร ในสถานการณ์ที่กำลังเป็นไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองเห็นเหตุปัจจัยหรือตัวแปรสำคัญๆ ที่จะแสดงบทบาทกำหนดทิศทางพัฒนาการของสังคมโลก

สหรัฐฯ เป็นเสือกระดาษ

เกิดอาการช็อกความรู้สึกคนทั้งโลกอย่างแรงกับฤทธิ์เดชของพายุ "แคทรีน่า" ที่ทำให้สหรัฐฯกลายเป็น "ประเทศล้าหลัง" ในด้านการกอบกู้ชีวิตและทรัพย์สินผู้ประสบภัย ทำให้คนอเมริกันจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำยากจน ต้องล้มตายจากภัยธรรมชาติโดยใช่เหตุ

มันฟ้องถึงระบบการทำงานของรัฐที่หย่อนประสิทธิภาพอย่างแทบไม่น่าเชื่อ แม้แต่ตัวประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เองก็แสดงถึงความมึนชา ไม่ไวต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น สร้างความงุนงงให้แก่คนอเมริกันและชาวโลกจำนวนมาก ว่านี่หรือคือการทำงานของกลไกอำนาจรัฐสุดยอดมหาอำนาจของโลก ที่ประกาศพร้อมคุมโลก แต่กลับไร้น้ำยาอย่างยิ่งในการปกป้องและช่วยเหลือประชาชนของตนเองในบ้าน!

แล้วใครจะเชื่อน้ำยาว่า สหรัฐฯ จะคุ้มครองชีวิตชาวโลกได้? เพราะความจริงแล้วพวกเขาขาดซึ่งกระบวนความคิดและวิธีการปฏิบัติที่จะนำพาประชาชนอเมริกัน (และโลก) ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าอย่างแท้จริง

หลักๆ แล้ว พวกเขาบริหารประเทศ ก็วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องปกป้องและส่งเสริมผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่ตนเป็นตัวแทน เช่นทำสงครามยึดอัฟกานิสถานและอิรัก (ต่อไปอาจเป็นอิหร่าน) ก็เพื่อยึดครองแหล่งน้ำมัน และหาทางปิดล้อมจีน

การฟื้นฟูอิรักก็ผูกขาดอยู่ในกลุ่มทุนของตน แม้แต่การฟื้นฟูเมืองนิวออร์ลีนส์ ที่ย่อยยับด้วยแรงพายุแคทรีน่า ก็เช่นเดียวกัน

ยังไม่เห็นทางออกจากภัยก่อการร้ายฯ

วันที่ 11 กันยายน คนอเมริกันพากันออกมาร่ำไห้อีกครั้งหนึ่ง ในการรำลึกถึงโศกนาฏกรรมจากฝีมือกลุ่มลัทธิก่อการร้ายสากล แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบว่า พวกเขาได้ค้นพบทางออกจากเงาทะมึนของภัยผู้ก่อการร้ายหรือไม่? อย่างใด?

แม้รัฐบาลกลางที่วอชิงตันจะบอกว่า ต้นเหตุการก่อการร้ายอยู่นอกประเทศ จากกลุ่มก่อการร้ายที่มีฐานในประเทศต่างๆ และบัดนี้รัฐบาลกลาง โดยประธานาธิบดีได้มีคำสั่งให้บุกโจมตีกลุ่มผู้ก่อการร้าย พร้อมกับโค่นล้มกลุ่มปกครองประเทศเหล่านั้นลงอย่างรวดเร็ว แต่ถึงที่สุดก็ไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง สงครามกลับกลายเป็นเงื่อนไขให้เมล็ดพันธุ์ก่อการร้ายแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ขอบข่ายการก่อการร้ายขยายคลุมไปทั่วโลก และการต่อสู้ก็ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในระหว่างสหรัฐฯกับกลุ่มบิน ลาดินเท่านั้น แต่กลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มผู้ก่อการร้ายท้องถิ่นกับอำนาจรัฐต่างๆ ที่ยืนข้างสหรัฐฯ

ก็ไม่ใช่เพราะการประกาศสงครามของรัฐบาลสหรัฐฯ ขีดเส้นแบ่งระหว่าง "เขา" กับ "เรา" อย่างชัดเจนว่า ถ้าใครไม่ร่วมมือกับตน ก็คือเป็นฝ่ายตรงข้ามละหรือ ที่ทำให้รัฐบาลหลายต่อหลายประเทศต้องแสดงท่าทีและพาประเทศเข้าร่วมกับสหรัฐฯในการทำสงครามต่อต้านลัทธิก่อการร้ายสากล ทำให้แนวรบจำเพาะกลายเป็นแนวรบทั่วไป ทำให้สงครามก่อการร้ายสากลขยายตัวแบบไร้พรมแดน

อีกนัยหนึ่ง รัฐบาลสหรัฐฯ คือผู้กระตุ้นการกระจายตัวของลัทธิก่อการร้ายสากล นำสังคมโลกกระโจนเข้าสู่สภาวะสงครามครั้งใหม่ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ มีรัฐบาลหลายประเทศที่เกรงกลัวสหรัฐฯ หรือทนไม่ได้กับสิ่งล่อใจที่ทางการสหรัฐฯยื่นให้ เพื่อแลกกับการเข้าร่วมขบวนต่อต้านลัทธิก่อการร้ายสากล เช่นได้รับฐานะประเทศพันธมิตรนอกกลุ่มสนธิสัญญานาโต้ (หรือสิ่งตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่เปิดเผย) แลกกับการส่งทหารไปอิรัก ช่วยเหลือกองทัพสหรัฐฯ ยึดครองอิรัก

ผลคือ ประเทศที่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ต่างตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายสากลไปตามๆ กัน โดยกลุ่มก่อการร้ายใหม่ๆ ทั้งที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในและนอกประเทศตน

การทำสงครามจึงไม่ใช่คำตอบในการแก้ปัญหาลัทธิก่อการร้ายสากล

ลัทธิก่อการร้ายฯ ก็ไม่ใช่ทางออก

มีความเข้าใจไปในทำนองว่า ลัทธิก่อการร้ายสากลเป็นผลพวงของความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมมุสลิมกับอารยธรรมทุนนิยม ผู้ที่ทำให้เกิดความเข้าใจนี้ มาจากทั้งฝ่ายโลกทุนนิยมและฝ่ายลัทธิก่อการร้าย

นักวิชาการโลกทุนนิยม เคยวิเคราะห์แบบ "ฟันธง" ว่า ภายหลังยุคสงครามเย็น โลกจะเข้าสู่สงครามระหว่างวัฒนธรรม (อาจใช้คำพูดไม่ตรงเลยทีเดียว) เป็นสงครามระหว่างวัฒนธรรมตะวันตก คือคริสต์ กับตะวันออกคืออิสลามของกลุ่มประเทศอาหรับ และพุทธเต๋าของจีน

รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการแปรโลกมุสลิมที่ล้าหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตย มาเป็นประชาธิปไตยแบบทุนนิยม โดยกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทำให้ทั้งโลกเป็นประชาธิปไตย ตามความเข้าใจของตนเอง

อีกนัยหนึ่ง การทำสงครามกับลัทธิก่อการร้ายฯก็คือส่วนหนึ่งของการทำให้โลกมุสลิมมีความเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตก ดังเช่นที่กำลังพยายามดำเนินการอยู่ในอัฟกานิสถานและอิรัก มีการจัดให้เลือกตั้งใหญ่ ให้ประชาชนแสดงสิทธิใช้เสียงในการเลือกตั้งคณะผู้นำประเทศของตนเอง

ในส่วนของโลกมุสลิม กลุ่มผู้บริหารประเทศหรือรัฐบาลส่วนใหญ่จะไม่แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งก็ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างปุบปับ เพราะกลัวเสียผลประโยชน์ที่มีอยู่เดิม แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อยากขัดมหาอำนาจทุนนิยมที่ประกาศเป็นผู้นำโลกก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

ตรงกันข้าม กลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง รวมไปถึงกลุ่มคนที่ยึดมั่นในความเป็นมุสลิมอย่างเหนียวแน่น ก็รู้สึกไม่พอใจและโกรธแค้นมหาอำนาจทุนนิยม โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่แสดงอำนาจบาตรใหญ่เหนือโลกมุสลิม ทยอยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ต่อต้านสหรัฐฯ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสงครามอิรักระเบิด กลุ่มหัวรุนแรงในโลกมุสลิม ต่างพากันประกาศสู้ตาย สงครามระหว่างพวกเขากับสหรัฐฯ ก็ถูกขยายความเป็นสงครามระหว่างโลกอาหรับกับจักรวรรดินิยมอเมริกา หรือสงครามระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิมไป

การจู่โจมของกลุ่มผู้ก่อการร้าย และการต่อต้านของชาวมุสลิม ทำให้แผนใหญ่ของสหรัฐฯ ดำเนินไปได้อย่างยากเย็น และมองไม่เห็นว่าจะประสบผลสำเร็จได้อย่างไร เพราะเมื่อนำไปปฏิบัติ ณ ที่ใด ก็หมายถึงสงครามที่นั่น และตัวสหรัฐฯ เอง ทั้งคนและทรัพย์สิน ทั้งในและนอกประเทศ ต่างก็ตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายผู้ก่อการร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ

การต่อสู้ในลักษณะทำลายล้างซึ่งกันและกันเช่นนี้ มิใช่ทางออกของชาวโลกในยุคนี้สมัยนี้อย่างแน่นอน

ร่วมกันก้าวไปบนเส้นทางของความกลมกลืนและปรองดอง

ความพยายามที่แปรทั้งโลกให้เป็นแบบตะวันตก ดังที่สหรัฐฯกำลังดำเนินการด้วยมาตรการหักหาญ ใช้พลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหารโหมเข้าใส่โลกมุสลิม หมายสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน มองถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ตนมากกว่าผลประโยชน์ร่วมกันของชาวโลก จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวโลก

ขณะเดียวกัน การก่อการร้ายสากลฯ กำลังกลายเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปในประเทศต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เป็นที่ปรารถนาของชาวโลก

มองในเชิงประวัติศาสตร์ การปฏิบัติการของสหรัฐฯ และของลัทธิก่อการร้ายสากล ไม่ได้สะท้อนกฎเกณฑ์การพัฒนาของสังคมโลกแต่ประการใด เพราะไม่ได้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ค่านิยมตะวันตก ในรูปลัทธิบริโภค กินและเสพอย่างไร้ขีดจำกัด โดยถือเอาตัวเองเป็นใหญ่ รังแต่จะนำไปสู่การแก่งแย่งและเบียดเบียนในกันและกัน บั่นทอนเงื่อนไขการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อื่น ขณะที่ลัทธิก่อการร้ายฯ หรือสังคมจารีต ก็ผูกตรึงผู้คนไว้ในกรอบจำกัด ทำให้ขาดเสรีภาพและโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการแสวงหาความหมายของชีวิต

ทั้งสองสิ่งนี้ มีลักษณะทำลายและสุดโต่งไปคนละขั้ว ไม่สอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาของมนุษยชาติ ที่จะต้องพัฒนาก้าวหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านวัตถุและจิตใจ

โดยสาระก็คือ มนุษยชาติจะค่อยๆ หลุดพ้นจากความขาดแคลน หลุดพ้นจากการครอบงำของอำนาจ มีอิสรภาพที่จะแสวงหาและเสริมสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตตน บนฐานของความเข้าใจของตนเอง ในท่ามกลางการดำเนินการปรับปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติ ร่วมกันกับคนอื่นๆ ในสังคมเดียวกัน

มองในเชิงประวัติศาสตร์ การพัฒนาของพลังการผลิตในบริบทของเศรษฐกิจตลาด ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ได้นำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ กระนั้นก็ตาม การยกเอาระบอบทุนนิยมและค่านิยมตะวันตกขึ้นมาเป็นตัวแทนอนาคตของมวลมนุษยชาติ ผูกขาดความเป็นประชาธิปไตย มุ่งใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลครอบงำไปทั้งโลก ที่มหาอำนาจทุนนิยมกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจตลาดและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้เพราะมาตรการบังคับ กดขี่ ครอบงำ และผูกขาดที่นำมาใช้ เป็นการทำลายเงื่อนไขปัจจัยที่จะขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจตลาดและระบอบประชาธิปไตยโดยตรง

มองในเชิงประวัติศาสตร์ การดำเนินการพัฒนาตนเอง ด้วยความพยายามของตนเอง ด้วยการปฏิรูปวิธีคิดวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และเป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะสามารถขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาของเศรษฐกิจตลาดและระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้น ซึ่งในท่ามกลางกระบวนการดังกล่าว ปัจเจกชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนได้อย่างรอบด้าน

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนชาวโลกต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน ก็คือสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ดี ที่เอื้อต่อการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจตลาดและระบอบประชาธิปไตย ที่ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนและปรองดอง

แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันทางฐานะเศรษฐกิจและสังคม

นี่คือเส้นทางที่สังคมโลก "จำเป็นต้อง" พัฒนาไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...