xs
xsm
sm
md
lg

ความมั่นใจ

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

คนเราต้องมีความมั่นใจในตัวเอง มิฉะนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลย!

เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เป็นผู้นำทางการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี จำเป็นที่จะต้องมีความมั่นใจในตัวเองพอสมควร มิฉะนั้นก็เป็นผู้นำทางการเมืองไม่ได้เท่านั้นเอง

แต่ตรงกันข้าม ถ้าคนระดับนายกรัฐมนตรีมีความมั่นใจในตัวเองจนล้นเกินไป ก็เป็นอันตรายเหมือนกัน!

ผู้นำทางการเมืองที่มีความมั่นใจในตนเองจนล้นหลาม ก็มักตั้งอยู่ในความประมาท พูดอะไรทำอะไร มักคิดว่าตนเองเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรแต่เพียงผู้เดียว ในที่สุดก็จะพาประเทศชาติให้ตกหลุมตกร่องได้เหมือนกัน!

อันที่จริง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถและเจตนาดีพอสมควรทีเดียว

แต่นายกรัฐมนตรีทักษิณ มีจุดอ่อนสำคัญตรงที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงจนเกินไป หรือที่ฝรั่งเรียกว่า over-confident จึงมักพูดมักทำหรือมักคิดอะไรๆ ว่าง่ายไปหมด! แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายอย่างที่นายกรัฐมนตรีคิดเสียทีเดียวหรอก!

ในช่วงเวลา 4 ปีกว่าที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณได้สร้างความผิดพลาดในหลายกรณี เพราะมีความมั่นใจสูงจนล้นซ่าออกมา!

เรื่องแรก คือเรื่องบัตรส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือที่รู้จักกันในนามว่า "อีลิทการ์ด" การ์ด ซึ่งเป็นบัตรส่งเสริมการท่องเที่ยว บัตรนี้นายกรัฐมนตรีเป็นต้นคิด แนะว่าให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขายบัตรนี้ให้แก่เศรษฐีหรือมหาเศรษฐีระดับโลก ขายบัตรใบละ 1 ล้านบาท ถ้าขายบัตรได้ 100 คน ก็สามารถขนเงินเข้าประเทศได้ 100 ล้านบาทแล้ว!

แถมนักท่องเที่ยวระดับมหาเศรษฐีเหล่านี้ เมื่อเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยก็ยอมขนเงินมาจับจ่ายใช้สอยในบ้านเราอีกมากมาย

อันที่จริงบัตรนี้เป็นมาตรการการตลาดประเภทโปรโมชันนั่นเอง ผู้ถือบัตรนี้มีอภิสิทธิ์หลายอย่างหลายประการในการเป็นนักท่องเที่ยวผู้มีเกียรติของประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรับเอาวิสัยทัศน์เรื่องนี้ของนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติ ไปลงทุนตั้งบริษัทใหญ่โต ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการตลาดของนายกรัฐมนตรีทักษิณ

ถึงขนาดได้ลงทุนจ้างโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ซึ่งเป็นเครือข่ายเคเบิลทีวีระดับโลกลงโฆษณาให้ทีเดียว

ผลปรากฏว่าขายบัตรอีลิทการ์ด ได้ไม่คุ้มกับค่าจ้างซีเอ็นเอ็นโฆษณาให้! เรื่องนี้ก็เงียบๆ กันไป ไม่รู้ว่าโครงการนี้เป็นตายร้ายดีต่อไปอย่างไร!

อันที่จริงเรื่องนี้จะไปโทษนายกรัฐมนตรีทักษิณก็ไม่ถูกเหมือนกัน!

ต้องโทษการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ไปมั่นใจในวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีมากจนเกินไปต่างหาก!

เรื่องที่สองเป็นเรื่องของความมั่นใจของนายกรัฐมนตรีเองแท้ทีเดียว ที่ทำให้เกิดช่องว่างในสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนได้กลายเป็นความรุนแรงที่เลวร้ายไม่รู้จบไม่รู้สิ้น!

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคำพูดของนายกรัฐมนตรีเอง ที่ประเมินสถานการณ์ในชายแดนภาคใต้ ว่าเป็นเรื่อง "โจรกระจอก" หรือ "โจรห้าร้อย!"

ท่านไม่ได้พูดเพียงเท่านี้! แต่ท่านได้ดำเนินการต่อไปอีกด้วย! ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นความผิดพลาดอันเกิดจากความมั่นใจในตนเองของนายกรัฐมนตรีเอง และได้สร้างความเสียหายเป็นลูกโซ่ต่อมาจนทุกวันนี้!

เมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นว่า เรื่องการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องของพวก "โจร" ธรรมดาๆ จึงมอบหมายให้ฝ่ายตำรวจซึ่งมีหน้าที่ปราบโจรผู้ร้าย เป็นผู้ดำเนินการปราบพวก "โจร" เหล่านี้

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีทักษิณยังสั่งให้ยุบศูนย์ประสานงานบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.และยุบกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหาร หรือ พตท. 43 เสียด้วย โดยมอบอำนาจเด็ดขาดให้ฝ่ายตำรวจ ทำหน้าที่ปราบ "โจร" เหล่านี้แทน

ในระยะนี้นี่เองที่เกิดการ "อุ้ม" ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นโจร หรือให้ความร่วมมือกับโจร คนเหล่านี้เมื่อถูก "อุ้ม" แล้วก็ "หาย" ไป ไม่ได้กลับมาเห็นหน้าลูกเมียอีกเลย!

เมื่อไม่นานมานี้ นายวัน การดีร์ เจ๊ะมัน ประธานกลุ่มเบอร์ซาตู ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมของหลายขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ ได้ให้สัมภาษณ์จากสวีเดน คำสัมภาษณ์ดังกล่าวปรากฏในเว็บไซต์ส่วนตัวของชาวมาเลเซียคนหนึ่ง

นายเจ๊ะมันบอกว่า พวกเขาได้ใช้เวลาร่วม 10 ปีที่ได้ซุ่มฝึกการใช้ความรุนแรงต่างๆ จึงทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์เงียบสงบลงแล้ว

ฉะนั้นการที่นายกรัฐมนตรีทักษิณได้กล่าวว่า พวกก่อการร้ายหลงเหลืออยู่ไม่เท่าใดแล้ว เป็นเพียง "โจรกระจอก" หรือ "โจรห้าร้อย" เท่านั้น อันที่จริงเป็นเวลาช่วงที่ดูสงบ แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นเวลาที่ฝ่ายก่อการร้ายกำลังซ้อมฝึกวิธีการใช้ความรุนแรงต่างหาก!

แต่นายกรัฐมนตรีไทยไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลย! จึงกล่าวด้วยความมั่นใจว่าสถานการณ์ในชายแดนภาคใต้นั้น เป็นเพียงการปราบปรามพวก "โจร" เท่านั้นเอง

แต่สถานการณ์จริงๆ แล้วไม่ได้ง่ายอย่างที่นายกรัฐมนตรีทักษิณประเมินด้วยความเชื่อมั่นที่ล้นซ่าเลย!

เมื่อถึงเดือนมกราคม 2547 ฝ่ายก่อการร้ายก็เริ่มลงมือดำเนินการเป็นครั้งแรก โดยเข้าปล้นอาวุธปืนจำนวนมากที่ค่ายทหารกองพันพัฒนา ที่อำเภอเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

ตั้งแต่นั้นมาความรุนแรงในบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีติดต่อกันเรื่อยมา มีแต่เพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น! มีทั้งการวางระเบิดและการลอบสังหาร ซึ่งฝ่ายบ้านเมืองดูไม่มีทางปราบปรามให้ลดน้อยถอยลงได้เลย!

จนเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ในรายการวิทยุประจำสัปดาห์ "นายกฯ คุยกับประชาชน" คุณทักษิณ ได้ยอมรับว่าสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เบาบางลง โดยกล่าวด้วยภาษาชาวบ้านว่า "ช่วงนี้บ้าคลั่ง มันฆ่าหมด ผู้บริสุทธิ์ เหลือแต่พ่อแม่มันเท่านั้นยังไม่ได้ฆ่า..."

จากผู้ที่มีความมั่นใจจนเปี่ยมล้นว่าสถานการณ์ในชายแดนภาคใต้ เหลือเพียง "โจร" ไม่กี่คนแล้ว แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ได้กลายเป็นคนที่กล่าววาจาขึ้นพ่อขึ้นแม่กับพวกผู้ก่อการร้ายแล้ว!

กรณีเหตุการณ์ชายแดนภาคใต้ เป็นตัวอย่างของการมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าไม่เป็นความจริงอย่างที่เคยคิดเอาไว้!

ยังมีอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีที่เปี่ยมล้นจนเกินไป! คือเรื่องนโยบายของรัฐบาลทักษิณในการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

เรื่องการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง นายกรัฐมนตรีทักษิณประเมินสถานการณ์ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก คงถีบตัวสูงขึ้นเพียงประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้นแล้วก็คงลงสู่ระดับปกติ แต่จริงๆ แล้วราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นครั้งนี้ดูจะไม่มีการหยุดยั้งเอาเลย

ในตอนต้นๆ เมื่อนักข่าวถามนายกรัฐมนตรีว่า การชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นจะทำได้นานสักเท่าใด? นายกรัฐมนตรีตอบด้วยความมั่นใจว่า พร้อมจะสู้ถึงแสนล้านทีเดียว!

นี่เป็นการแสดงความมั่นใจที่ล้นซ่าเกินไป!

แต่เอาจริงเข้า พอกองทุนน้ำมันเป็นหนี้ใกล้หมื่นล้าน รัฐบาลทักษิณก็เริ่มออกอาการตาเหลือก เริ่มปล่อยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้ลอยตัว เริ่มตั้งแต่ราคาน้ำมันเบนซินก่อน แล้วก็ค่อยปรับราคาน้ำมันดีเซลให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมัน

นอกจากนี้คุณทักษิณ เริ่มหันมาเรียกร้องประชาชนให้ประหยัดการใช้พลังงานกันบ้าง!

แต่คนไทยรู้ทันว่า คุณทักษิณประเมินสถานการณ์น้ำมันผิดพลาด เมื่อจนตรอกจึงหันมาขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงาน

ตรงกันข้ามกับสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านได้เรียกร้องให้ประชาชนประหยัดไฟฟ้าประหยัดน้ำมันมาแต่ต้น

กรณีสุดท้ายคือเรื่องการประชุมพรรคไทยรักไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งปรากฏว่าคุณเสนาะ เทียนทอง พร้อมทั้งสมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็นทั้งหมด ถูกเขี่ย ไม่ให้มีตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารพรรคเลย

มีข้อสังเกตว่า นอกจากคุณเสนาะและกลุ่มวังน้ำเย็น ไม่มีชื่อในคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ของพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังมีบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคไทยรักไทยและในรัฐบาลทักษิณ 2 สองคน แต่ไม่มีชื่อปรากฏในกรรมการบริหารพรรคที่เลือกกันครั้งนี้ด้วย

คนหนึ่งคือคุณจาตุรนต์ ฉายแสง อีกคนหนึ่ง คือคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มวังน้ำเย็น ก็ไม่ได้มีชื่อในกรรมการบริหารชุดใหม่นี้ด้วยกันทั้งคู่

ก่อนเข้าประชุมพรรค คุณทักษิณถูกนักข่าวถามว่า ละครโทรทัศน์เรื่อง "เพลิงพายุ" ถึงตอนอวสานแล้ว "เพลิงพายุ" ในพรรคไทยรักไทย จะจบได้หรือยัง?

คุณทักษิณ ในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ตอบอย่างมั่นใจว่า "จบแล้ว! จบอย่างแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งเสียด้วย"

นับว่าเป็นการแสดงความมั่นใจอย่างล้นหลามอีกครั้งหนึ่งว่า คุณทักษิณสามารถปราบกบฏคุณเสนาะ และพวกได้ราบคาบเรียบร้อยแล้ว

เรียกว่าคุณทักษิณสามารถตัดเขี้ยวตัดเล็บคุณเสนาะหมดแล้ว!

แต่คุณทักษิณสามารถปราบคุณเสนาะด้วยการไม่ให้เป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาพรรคเหมือนก่อน และไม่ให้กลุ่มวังน้ำเย็นได้เป็นกรรมการบริหารพรรคเท่านั้นเอง! เพียงเท่านี้เองพอจะสรุปได้เลยหรือว่าคุณทักษิณได้จัดการปราบคุณเสนาะและพวกจนหมดฤทธิ์แล้ว?

มันไม่ง่ายเกินไปหรอกหรือ?

ระวังไว้ด้วย! คุณเสนาะเป็นนักการเมืองมือเก่า! ที่สามารถทำสงครามจรยุทธ์ทางการเมืองในพรรคไทยรักไทยของคุณทักษิณได้อีกนานก็เป็นได้!

ความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้นำทางการเมือง แต่การมีความเชื่อมั่นที่เปี่ยมล้นนั้นก็เป็นอันตรายเหมือนกัน! เพราะทำให้กลายเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาทก็ได้!

อย่าลืมคำพระที่ท่านสอนไว้ว่า "ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย" ไว้บ้างก็แล้วกัน!
กำลังโหลดความคิดเห็น...