xs
xsm
sm
md
lg

บุชสมัยที่สอง

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

เมื่อปลายเดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันประมาณสัปดาห์หนึ่ง สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งได้เชิญให้ผมไปอภิปรายเรื่องการเลือกตั้งครั้งนั้น

รายการโทรทัศน์คืนนั้น เขาจัดเลียนแบบรายการโต้วาทีทางโทรทัศน์ระหว่างผู้สมัครประธานาธิบดีทั้งสองพรรคใหญ่ที่มีผู้ชมทั่วโลก รายการโทรทัศน์คืนนั้นเขาก็จัดแบบเดียวกัน โดยให้มีแท่นยืนสองด้าน ส่วนพิธีกรยืนอยู่ที่แท่นตรงกลาง

เขาจัดให้วิทยากรท่านหนึ่งยืนอยู่ฝั่งพรรครีพับลิกัน ส่วนผมเขาจัดให้ยืนแท่นทางด้านของพรรคเดโมแครต

วิทยาการท่านนั้น ท่านเป็นคนเชียร์จอร์จ บุช และเชื่อว่าอย่างไรๆ บุชก็คงได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่งเป็นแน่

ผมได้ประท้วงว่า ที่จัดให้ผมมายืนทางแท่นพรรคเดโมแครตนั้น เห็นจะเป็นการผิดพลาดเสียแล้ว เพราะผมไม่ได้เป็นคนเชียร์วุฒิสมาชิกจอห์น แคร์รี ซึ่งเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้

ผมยังได้เตือนว่า เราคนไทยไม่ควรไปเชียร์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการเลือกตั้งคราวนี้ ตรงกันข้ามเราควรจับตาดูว่าใครจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อได้เป็นประธานาธิบดีแล้วจะดำเนินนโยบายอย่างไร เป็นประโยชน์หรือเสียประโยชน์แก่ประเทศไทยเราดีกว่า

แต่ในครั้งนั้นผมไม่ได้พูดความในใจจริงๆ ของผมออกมาในรายการโทรทัศน์ดังกล่าว!

จริงๆ แล้ว ผมอยากเห็นประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ชนะการเลือกตั้ง ได้กลับมาบริหารประเทศอเมริกาอีกสมัยหนึ่ง!

ผมไม่ได้ชื่นชมอะไรในตัวบุช! แต่อยากให้บุชได้กลับมาครองทำเนียบขาวอีกสี่ปี เพื่อมารับผลกรรมที่ตนได้ก่อค้างเอาไว้ กรรมนั้นก็คือการริเริ่มก่อสงครามในอิรัก

ในตอนนั้นและเมื่อมาถึงตอนนี้ยิ่งกระจ่างชัดยิ่งขึ้นว่า สงครามในอิรักมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อและสหรัฐฯ คงต้องตกที่นั่ง จมปลักอยู่ในอิรักอีกยาวนาน! นี่แหละคือกรรมเก่าที่บุชก่อเอาไว้!

ส่วนวุฒิสมาชิกจอห์น แคร์รี ตัวแทนพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งประธานาธิบดี
อเมริกันคราวที่แล้ว ไม่ควรเข้าไปเป็นประธานาธิบดี เพราะจะต้องเข้าไปแบกรับภาระในการแก้ปัญหาเรื่องสงครามกับอิรัก ซึ่งตนไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นเลย!

ในการเลือกตั้งเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว พรรครีพับลิกันไม่ใช่ได้ชัยชนะเพียงยึดทำเนียบขาวได้เท่านั้น แต่ยังสามารถคุมเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกด้วย

ฝ่ายอนุรักษนิยมใหม่ในพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นฐานการเมืองสำคัญในการสนับสนุนประธานาธิบดีบุชและรองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนีย์ ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งคราวนี้ ถึงกับออกปากว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ได้มีแนวคิดทางเมืองแบบเอียงขวา!

กลุ่มนี้วิเคราะห์ว่า พรรครีพับลิกันจะได้อยู่ครองอำนาจในเมืองอเมริกาต่อไปอีกนาน ถึงขนาดคุยว่าจะสามารถยึดครองทำเนียบขาวและสามารถคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ยาวนานถึง 20 ปีทีเดียว

ฝ่ายนี้ชี้ให้เห็นว่า การเลือกตั้งคราวนี้แสดงว่า คนอเมริกันได้ให้ความสนับสนุนประธานาธิบดีที่เข้มแข็งเด็ดขาดในการจัดการกับการก่อการร้าย และยังแสดงว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่เบื่อหน่ายแนวคิดของฝ่ายเสรีนิยม อย่างเช่นเรื่องการทำแท้ง และการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ทั้งยังเห็นว่าคนอเมริกันควรเป็นคนเคร่งศาสนา ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์อีกด้วย

ส่วนฝ่ายประธานาธิบดีบุชก็เริ่มจัดทัพเตรียมตั้งรัฐบาลใหม่ โดยปล่อยให้นายคอลิน พาวเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศคนเดิม ที่ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่นุ่มนวลและพยายามผูกมิตรกับทุกฝ่ายในโลกปัจจุบันให้พ้นจากตำแหน่ง แล้วเลือกนางสาวคอนโดลิซซ่า ไรซ์ ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมแนวใหม่เต็มตัว ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศแทน

นางไรซ์ผู้นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นคนมีแนวคิดแบบสงครามเย็น จึงแบ่งโลกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ไม่เป็นพวก "เรา" ก็ต้องเป็นพวก "เขา" ซึ่งนั่นก็เป็นแนวคิดของ "คาวบอย" บุชอยู่แล้ว!

ฉะนั้นเมื่อนางได้ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็คงทำงานเข้ากับประธานาธิบดีบุชได้อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยทีเดียว!

ในทางตรงกันข้าม บุชกลับให้นายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอยู่แล้ว ได้ดำรงตำแหน่งสืบต่อไป นายรัมสเฟลด์ผู้นี้เป็นผู้ชักนำให้บุชถลำตัวเข้าไปก่อสงครามในอิรัก และยังวางแผนการทำสงครามผิดพลาดเรื่อยมา แต่บุชก็ยังคงให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมต่อไป

นายรัมสเฟลด์ เป็นผู้วางแผนให้มีการจัดการเลือกตั้งในอิรักให้ได้ก่อนสิ้นเดือนมกราคม ปีนี้ เพราะเขาเชื่อว่าการจัดให้มีการเลือกตั้งในอิรัก จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสหรัฐฯ จะได้ถอนตัวจากสภาพความยุ่งยากกับการก่อการร้ายในอิรักได้

แต่มันจะง่ายปานนั้นได้ทีเดียวหรือ?

ก่อนอื่นเราต้องดูสภาพความจริงของสถานการณ์ในอิรักเสียก่อน!

ขณะนี้สหรัฐฯ ได้สูญเสียทหารไปในการปฏิบัติการในอิรัก มีจำนวนมากกว่า 1,350 คนแล้ว! ยิ่งไปกว่านั้นตัวเลขนี้ได้พุ่งสูงขึ้นทุกเดือนๆ ละประมาณ 70 กว่าคนเป็นอย่างน้อย!

อเมริกันเป็นชาติที่มีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่งในเรื่องการสูญเสียชีวิตทหารของตน! อเมริกันชอบเข้าไปยุ่งในสงคราม เพราะวางตนเป็น "พี่เบิ้ม" ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ที่ไหนมีเรื่องยุ่ง อเมริกันต้องเสนอหน้าเข้าไปทุกแห่ง คนอเมริกันชอบทำสงคราม แต่ไม่อยากเห็นทหารของตนล้มตาย!

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของฝ่ายอเมริกันจึงเน้นในเรื่องการทำสงครามระยะไกล คือการโจมตีทางอากาศ หรือระดมยิงด้วยจรวด การทิ้งระเบิดและยิงจรวดก็ย่อมมีการพลาดเป้า ถูกลูกเด็กเล็กแดงบาดเจ็บล้มตายไปบ้างก็ช่างมัน! สำคัญทหารอเมริกันไม่ตายก็แล้วกัน!

แต่สงครามมันไม่ได้ยุติแค่นั้น ต้องมีการใช้กำลังภาคพื้นดินเข้ามากวาดล้างและยึดครอง!

แต่ฝ่ายอเมริกันก็คิดว่าการกวาดล้างคงเป็นเรื่องไม่ยากนัก เมื่อถูกระดมทิ้งระเบิดและถูกจรวดถล่มยิงจนบอบช้ำหมดแล้ว การกวาดล้างก็คงเป็นเรื่องง่ายดายของฝ่ายภาคพื้นดิน!

ด้วยเหตุนี้เอง ภายหลังทำสงครามในอิรักได้เพียงเดือนเดียว เมื่อทหารภาคพื้นดินเข้ายึดแบกแดดได้แล้ว บุชก็ประกาศว่าสงครามมีชัยชนะแล้ว สามารถขับไล่ซัดดัม ฮุสเซน ออกจากอำนาจได้แล้ว! บุชจึงสั่งถอนเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบินกลับบ้าน! เพราะนึกว่าสงครามยุติลงเพียงแค่นั้น!

แต่ชาวอิรักที่เกลียดชังอเมริกัน เพราะเห็นว่าอเมริกันเป็นฝ่ายรุกรานเข้ายึดครองบ้านเกิดเมืองนอนของเขา กลับคิดไปอีกอย่างหนึ่ง! สำหรับพวกเขาสงครามเพิ่งเริ่มต้นต่างหาก!

พวกนี้จึงดำเนินการก่อการร้ายทุกรูปแบบ! ตั้งแต่ซุ่มโจมตีทหารอเมริกัน จนถึงการใช้ระเบิดพลีชีพ การก่อการร้ายเช่นนี้เองที่ทำให้ฝ่ายอเมริกันต้องสูญเสียหนักขึ้นทุกที!

ฝ่ายอเมริกันจึงพยายามทุ่มกำลังมหาศาลเข้าทำลายแหล่งที่ฝ่ายอเมริกันเชื่อว่า เป็นศูนย์กำลังของฝ่ายก่อการร้าย อย่างเช่น เมืองฟาลูจาห์ เป็นต้น แต่เมื่อยึดครองพื้นที่นั้นได้แล้ว บรรดาหัวหน้าฝ่ายก่อการร้ายก็มักหลบหลีกแสนยานุภาพของฝ่ายอเมริกันไปได้ทุกทีไป!

การกวาดล้างการก่อการร้าย ด้วยแสนยานุภาพของของฝ่ายอเมริกัน จึงไม่สามารถลดระดับการก่อการร้ายลงได้เลย!

ฝ่ายอเมริกันยังมีทางออกอีกทางหนึ่ง คือจัดตั้งกองกำลังทั้งฝ่ายทหารและตำรวจของอิรักเอง เพื่อจัดการกับการก่อการร้าย ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดความสูญเสียของฝ่ายอเมริกันจากการก่อการร้ายลงได้

อันที่จริงวิธีการเช่นนี้อเมริกันเคยใช้มาแล้วในสงครามเวียดนาม อเมริกันได้พยายามสร้างกองทัพเวียดนามใต้ โดยหวังจะให้เป็นกำลังหลักในการต่อสู้กับฝ่ายเวียดกงและเวียดนามเหนือ แต่ผลเป็นอย่างไรก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว! แต่ฝ่ายอเมริกันไม่ยอมรับรู้บทเรียนจากอดีต! ดังนั้น ประวัติศาสตร์ก็คงต้องซ้ำรอยอีกครั้งในอิรักคราวนี้เสียกระมัง!

นอกจากนี้นายรัมสเฟลด์ รัฐมนตรีกลาโหมยังหาทางออกทางการเมืองไว้อีกทางหนึ่ง คือให้อิรักมีการเลือกตั้งทั่วไปในก่อนสิ้นเดือนนี้ นายรัมสเฟลด์เชื่อว่าการเลือกตั้งจะทำให้เกิดรัฐบาลอิรักที่มีความชอบธรรม และฝ่ายอเมริกันจะได้ถอนถอยตัวเองจากอิรักได้เร็วขึ้น

แต่การจัดการการเลือกตั้งท่ามกลางการก่อการร้ายนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้! จนป่านนี้แล้วยังไม่มีวี่แววของการตระเตรียมการเลือกตั้งเลย! คงมีแต่การก่อการร้าย ที่ทำให้เกิดการสูญเสียมากยิ่งขึ้นทั้งฝ่ายอเมริกัน ฝ่ายรัฐบาลชั่วคราวของอิรัก และฝ่ายกองกำลังทหารและตำรวจของอิรักเองด้วย

อิรักเป็นสังคมที่มีความแตกแยกและขัดแย้งอยู่แล้ว ระหว่างมุสลิมนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ กับมุสลิมนิกายสุหนี่ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาในอิรัก ฝ่ายสุหนี่สามารถยึดครองอำนาจเหนือพวกชีอะห์มาได้โดยตลอด

ในตอนนี้ ฝ่ายชีอะห์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในความสงบ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าจำนวนเสียงของพวกตนมีมากกว่า จะสามารถทำให้พวกชีอะห์ในอิรักได้เงยหน้าอ้าปากในรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้งได้เป็นครั้งแรก

ตรงกันข้ามกับฝ่ายพวกสุหนี่ที่ไม่เห็นด้วยและบอยคอตการเลือกตั้ง ได้เป็นฝ่ายก่อการร้าย และความรุนแรงต่างๆ ซึ่งล้วนเกิดในเขตของชาวมุสลิมสุหนี่ทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าอเมริกันขืนให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนนี้ให้ได้ ผลที่ตามมาอาจกลายเป็นสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มสุหนี่กับกลุ่มชีอะห์ โดยมีฝ่ายอเมริกันตกที่นั่งอยู่กลางระหว่างความขัดแย้งรุนแรงของทั้งสองฝ่าย ก็เป็นได้!

ขณะนี้ฝ่ายอเมริกันมีทหารอยู่ในอิรักรวมทั้งในคูเวตจำนวน 135,000 คน และฝ่ายอเมริกันต้องเสียค่าใช้จ่ายในการมีทหารจำนวนดังกล่าวไว้ในอิรักเป็นเงินถึงวันละ 1 พันล้านเหรียญอเมริกัน

ฝ่ายกองทัพอเมริกัน ได้วิเคราะห์ตามสภาพความเป็นจริงว่า ยังมีความจำเป็นที่ฝ่ายอเมริกันจะต้องมีจำนวนทหารในอิรักในระดับนี้ ต่อไปอีกอย่างน้อย 4-5 ปี

นอกจากนี้ก็ยังมองไม่เห็นทางที่การก่อการร้ายในอิรักจะสิ้นสุดลงได้! ดังนั้น การสูญเสียของฝ่ายทหารอเมริกันก็คงยิ่งต้องพุ่งสูงตามไปด้วย!

สภาพความเป็นจริงในอิรักได้บ่งชี้แล้วว่า ฝ่ายอเมริกันได้ติดหล่มและจมปลักเข้าไปเต็มตัวเสียแล้ว! การดิ้นให้หลุดจากหล่มครั้งนี้ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ อย่างที่อเมริกันชอบเพ้อฝัน!

ฉะนั้นเรื่องอิรักจึงเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังท้าทายประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ในสมัยที่สองของเขาในขณะนี้!

พูดแบบไทยๆ ก็สรุปได้ว่า "กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นก็ต้องแบกรับกรรมนั้นต่อไป!"
กำลังโหลดความคิดเห็น...