xs
xsm
sm
md
lg

ผู้สูงอายุ

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับจดหมายจากคุณหมอเฉก ธนะสิริ เขียนมาชมเชยสามีภริยาที่ผมเอาเรื่องชีวิตของเขามาเขียนในบทความของผม โดยเล่าว่าได้ย้ายครอบครัวไปอยู่กับพ่อตาแม่ยายซึ่งเป็นชาวนาอยู่ที่ชัยนาท และสามารถเปลี่ยนตัวเองจากคนที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ ไปเป็นชาวนาที่ทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินได้สำเร็จ

คุณหมอเฉกบอกว่า สามีภรรยาคู่นี้ เหมือนกับชีวิตของคุณตาและคุณยายของท่านเอง ซึ่งทิ้งอาชีพครูสอนหนังสือโรงเรียนฝรั่งในกรุงเทพฯ สมัยนั้น พาครอบครัวไปลงทุนซื้อที่นา ไปทำนาที่อำเภอองครักษ์ นครนายก

พร้อมกับจดหมายฉบับนั้น คุณหมอเฉก ได้ส่งบทความของท่านเรื่อง "ฉันอยากตาย-ฉันอยากอยู่ถึง 120 ปี เอายังไงดี?"

มีความสำคัญตอนหนึ่งในบทความนี้ว่า "....คนเราน่าจะมีความเป็นผู้ใหญ่ (matured) เต็มที่เมื่ออายุ 80 ปี ทำงานใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าแก่ตัวเองครอบครัวและสังคมไปอีก 40 ปีแล้วจึงจะค่อยตายให้รู้แล้วรู้รอดไป คือตายอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ บุคคลพวกนี้จะตายอย่างสงบ (ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล)"

ผมอ่านบทความเรื่องนี้แล้ว ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า คุณหมอเฉกขยับเป้าหมายจากการมีอายุ 100 ปี ขึ้นไปเป็น 120 ปีแล้ว!

เรียกว่าเป็นก้าวใหม่ ที่แสดงถึงความมั่นใจในความยืนยาวของชีวิตยิ่งขึ้น!

ผมจำได้ว่า เมื่อตอนคุณหมอเฉกแรกตั้งชมรมคนอายุ 10 ปีครั้งแรก ผมตอนนั้นอายุเพิ่งใกล้ 60 ท่านเจอผม ก็เอ่ยปากชักชวนให้เข้าชมรมดังกล่าวของท่าน

ผมส่ายหน้าพร้อมพนมมือไหว้ท่าน บอกว่า "ไม่ละพี่! ผมไม่ขอเข้าชมรมของพี่นี่หรอก!"

ท่านกลับสำทับมาว่า "กลัวจะอยู่ไม่ถึง 100 ใช่ไหมเล่า?"

ผมตอบท่านว่า "ไม่ใช่อย่างนั้นสิพี่! ผมกลัวว่าผมจะอยู่ถึง 100 ต่างหาก! ที่ผมกลัวที่สุดก็คือเมื่อถึงตอนนั้นผมจะเหงา! เพราะญาติพี่น้องมิตรสหายก็พากันไปหมดแล้ว เหลือผมอยู่คนเดียว! ลูกหลานมันก็คงเบื่อเต็มทน! ว่าอีตาแก่นี่เมื่อไรจะตายสักที!"

"คนคิดมาก!" ท่านพูดสัพยอก "คนอย่างนี้ไม่มีวันอยู่ถึง 100 แหงๆ !

"สมพรปากนะพี่!" ผมยกมือไหว้ท่านอีกครั้ง!

มาถึงตอนนี้ท่านขยับเป้าหมายของท่านจาก 100 เป็น 120 ปีแล้ว!

ในจดหมายที่ท่านเขียนถึง ผมได้ให้ศีลให้พรว่า ให้สามารถเขียนบทความไปได้นานเกิน 120 ปี แถมยังตบท้ายด้วยว่า "อยู่เป็นเพื่อนกันนะครับ!"

พูดอย่างนี้ แสดงว่าท่านก็กลัวเหงาเหมือนกัน หาคนอยู่เป็นเพื่อน! แต่ผมขอยืนยันว่า ผมคงไม่ได้อยู่ยืนยาวถึงปานนั้นเป็นแน่!

ผมเคยแต่ได้ยินคำกล่าวที่ว่า ชีวิตตั้งต้นเมื่อ 40 แต่สำหรับคุณหมอเฉก ท่านบอกว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อ 80 ต่างหาก!

ในบทความของท่านตอนหนึ่งบอกว่า ".....อายุ 60 ปี น่าจะเป็นวัยแตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาวเต็มที อายุ 80 ปีขึ้นไปเป็นวัยหนุ่มสาวเต็มที่ อายุ 100 ปีขึ้นไปนั่นแหละจึงจะทำท่าแก่ได้บ้าง จึงจะทันสมัยและถูกต้อง"

ตอนนี้ผมเพิ่ง 72 ดังนั้นตามเกณฑ์ของคุณหมอเฉก ผมจึงยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มที่! จัดว่าเป็นวัยรุ่นเท่านั้นเอง นี่พูดตามมาตรฐานของคุณหมอเฉกนะ!

แต่ถึงอย่างไรๆ ผมก็คงไม่ลากสังขารไปเดินแถวเซ็นเตอร์พอยต์ เพราะกลัวพวกวัยรุ่นตัวจริงเขาจะโห่ไล่เอา!

อันที่จริงแนวทางของคุณหมอเฉก ก็เป็นความจริง ความเจริญทางการแพทย์ ประกอบกับการตื่นตัวในปัจจุบันในเรื่องรักษาสุขภาพอนามัย ทั้งในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายเป็นประจำ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้อายุขัยของคนยุคปัจจุบันทั่วโลกยืนยาวมากขึ้นทั้งนั้น!

เมื่อไม่นานมานี้ นิตยสารนิวสวีก ได้ลงสารคดีพิเศษประจำฉบับ ขึ้นปกด้วยถ้อยคำว่า "จะทำอย่างไรพวกคุณย่าคุณยาย? ราคาของการที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุ"

อันที่จริงสารคดีในนิวสวีกเล่มนั้น ก็กล่าวในทำนองเดียวกับคุณหมอเฉก เขาบอกว่า เราเคยเห็นว่าผู้หญิงวัย 60 เป็นผู้หญิงแก่หน้าตาเหี่ยวย่นหมดแล้ว! แต่สมัยนี้เรากลับพบผู้หญิงวัยดังกล่าวหลายคน ยังสามารถรักษาความสวยสดงดงาม ได้อย่างกับทีน่า เทอร์เนอร์ ดาราภาพยนตร์มีชื่อทีเดียว!

และสารคดีในนิตยสารดังกล่าวยังบอกด้วยว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากกว่าประชากรเด็ก

ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุมีความสำคัญขึ้นมาในสังคม เฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักมีฐานะดี กลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่สำคัญของการตลาดเพื่อการบริโภคสินค้าและบริการ

ในหลายประเทศในตะวันตก ไม่นิยมเอาผู้สูงอายุไปอยู่รวมกันตามบ้านพักคนชราแล้ว เพราะมักทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองถูกลูกหลานทอดทิ้ง! เขาจึงนิยมให้ผู้สูงอายุอยู่คนเดียวสามารถช่วยตนเองได้ หรืออยู่รวมกับครอบครัวของลูกหลานเพื่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น

หลายแห่งในเยอรมนี ได้มีการลงทุนสร้างแฟลตจำนวนมาก เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะผู้สูงอายุ เท่านั้น จัดห้องตกแต่งมีอุปกรณ์เครื่องใช้ทันสมัยครบถ้วน มีโทรศัพท์สายตรงถึงโรงพยาบาลหรือถึงแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีความสะดวกและปลอดภัยที่ผู้สูงอายุสามารถเคลื่อนไหวช่วยตัวเองได้ โดยมีราวเกาะและเครื่องยึดอยู่ทุกมุมทุกห้อง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่คนเดียวในแฟลตดังกล่าวได้

ในบางแห่งมีสถานรับดูแลผู้สูงอายุ เฉพาะตอนกลางวัน เพราะลูกหลานต้องไปทำมาหากิน จึงต้องเอาคุณปู่คุณย่ามาฝากให้สถานดูแลตอนกลางวันหรือ Day-care เช่นเดียวกับบริการเลี้ยงเด็กเหมือนกัน พอตกเย็นลูกหลานก็มารับตัวกลับไปอยู่กับครอบครัวได้ตามปกติ

ตรงกันข้ามในยุโรปตะวันออก ซึ่งระบบรัฐสวัสดิการของระบอบคอมมิวนิสต์ได้พังทลายลง แต่ในขณะเดียวกัน ระบบสวัสดิการของคนสูงอายุในระบบทุนนิยมแบบเศรษฐกิจเสรีก็ยังไม่เกิด หรือเกิดแล้วแต่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ คนชราในประเทศเหล่านี้รวมทั้งรัสเซียด้วย จึงมักถูกทอดทิ้งให้อยู่ไปตามยถากรรม

ส่วนในประเทศแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศมีปัญหาจากโรคเอดส์ ซึ่งระบาดอย่างหนัก ผู้สูงอายุในประเทศเหล่านั้นเลยต้องแบกภาระหนักขึ้น เพราะต้องเป็นผู้รับเลี้ยงดูหลานๆ ซึ่งกำพร้า เพราะพ่อแม่ที่ตายลงด้วยโรคเอดส์ ทิ้งลูกๆ ไว้ให้ปู่ย่าตายายเป็นผู้รับภาระเลี้ยงดูแทน

ส่วนในเอเชียตะวันออก ซึ่งมีประเพณีการมีครอบครัวใหญ่ ลูกๆ หลานๆ ถึงแม้จะแต่งงานมีหลักมีฐานแล้วก็ตาม แต่ก็ยังอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ทำให้เกิดความอบอุ่นแก่ผู้สูงอายุ

แต่ประเพณีดังกล่าวในปัจจุบัน ได้เสื่อมสลายลงมากแล้ว ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตก คือ พอลูกหลานเติบโตขึ้นมา สามารถมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ก็มักแยกบ้าน ไม่อยู่รวมกับครอบครัวเดิมของพ่อแม่อีกแล้ว

ในที่สุดหลายประเทศในเอเชีย ผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกที จึงมักถูกลูกหลานทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว จึงเกิดให้มีการสร้างบ้านพักของคนชรา ซึ่งบ้านพักคนชราเหล่านี้ก็มักเป็นภาระของรัฐ แต่ก็ไม่สามารถทำให้ผู้สูงอายุเกิดความรู้สึกอบอุ่นได้เลย

ในหลายประเทศในเอเชียในปัจจุบัน จึงมีมาตรการต่างๆ ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้หันกลับไปสู่ประเพณีดั้งเดิม มีความกตัญญูไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ปู่ย่าตายาย

อย่างในสิงคโปร์ มีกฎหมายยกเว้นภาษีรายได้ให้บางส่วน สำหรับผู้ที่ต้องเลี้ยงดูให้พ่อแม่และญาติพี่น้องที่สูงอายุโดยให้อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน แต่ในเกาหลีใต้รัฐบาลจ่ายเงินให้เป็นพิเศษ เป็นรายหัวของคนชราที่ลูกหลานรับเลี้ยงดูให้อยู่ด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อผ่อนเบาภาระของรัฐบาลที่จะต้องมีบ้านคนชรามากขึ้น ประกอบกับตัวผู้สูงอายุเองจะได้ไม่เกิดความรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอีกด้วย

คราวนี้หันมาดูปัญหาเรื่องผู้สูงอายุในบ้านเราดูบ้าง

ได้ค้นในเอกสารการสัมมนาวิชาการประจำปี 2547 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พบว่าในหัวข้อสรุปของกลุ่มที่ 1.1 การเปลี่ยนแปลงของคนไทยใน 20 ปีข้างหน้า ได้สรุปในหัวข้อเรื่องโครงสร้างประชากรและแรงงานไว้สั้นๆ ว่า

อีก 6 ปีข้างหน้าสัดส่วนประชากรวัยทำงาน (อายุ 23-45 ปี) ยังเพิ่มขึ้น หลังจากนั้นจะลดลง และประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ถ้าพิจารณาตามข้อความในข้อสรุปดังกล่าว ก็หมายความว่าในปัจจุบันสังคมไทยยังไม่เป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่เหลือเวลาอีกเพียง 6 ปีเท่านั้น ที่คนวัยทำงานของเราจะลดลง ซึ่งส่งความหมายว่า สังคมไทยตอนนั้นจะเริ่มสู่สังคมผู้สูงอายุกันแล้ว

เวลาอีก 6 ปี ไม่ใช่เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานนัก! เราจะต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเสียตั้งแต่บัดนี้ได้แล้ว!

เราจะกวาดต้อนบรรดาผู้สูงอายุของเราให้ไปอยู่รวมกันที่บ้านพักคนชราแบบบ้านบางแคอย่างนั้นหรือ? หรือเราจะหันมาใช้วิธีการของสิงคโปร์และเกาหลีใต้ คือมีมาตรการยกเว้นภาษีหรือการให้เงินอุดหนุน ให้ลูกหลานเลี้ยงดูพ่อแม่ปู่ย่าตายายไว้ในครอบครัว ตามประเพณีดั้งเดิมของไทยเราเหมือนกัน?

มีข้อสังเกตว่า ประเพณีการอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ในบ้านเราก็เริ่มเสื่อมลงมากแล้ว ทุกวันนี้ลูกเต้าเมื่อรู้จักทำมาหากิน มีเหย้ามีเรือนกันแล้ว ก็มักเหมือนลูกนกลูกกา โผบินออกจากรวงรังเดิมของพ่อแม่ ไปสร้างรวงรังของตัวเองต่างหาก

อันที่จริงแม้แต่บ้านช่องที่อยู่อาศัยทุกวันนี้ ก็ไม่ใหญ่โตพอที่จะให้อยู่รวมกันได้เหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว! หมู่บ้านจัดสรรสำหรับคนชั้นกลาง ก็มีขนาดพออยู่อาศัยของสามีภริยาและลูกเต้าเท่านั้น! ไม่ได้มีพื้นที่ให้ปู่ย่าตายายอยู่อาศัยรวมด้วยได้!

แต่วัฒนธรรมไทย ก็มีประเพณีที่ถือว่าครอบครัวมีความผูกพันด้วยความรักและความกตัญญูเป็นหลัก ดังนั้นเราควรจะเริ่มส่งเสริมกันอย่างจริงจัง ในเรื่องความรักและความกตัญญูในครอบครัวของเรา

ไม่ใช่พูดกันเมื่อถึงวันผู้สูงอายุตอนสงกรานต์เท่านั้น!

คุณหมอเฉก ท่านได้ชี้แนวทางอนาคตของสังคมไว้ถูกต้องแล้ว! คนไทยจะต้องมีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุยืน มีจำนวนมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมจัดสังคมของเราไว้ เพื่อหาที่อันอบอุ่นและเหมาะสมไว้ให้ผู้สูงอายุของเราเช่นเดียวกัน

พูดอย่างนี้จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้! เพราะตัวเองก็คงจัดเป็นผู้สูงอายุคนหนึ่งเหมือนกัน!
กำลังโหลดความคิดเห็น...