xs
xsm
sm
md
lg

สังคมชนบท (2)

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว หลังจากผมกลับจากชัยนาทดังที่เล่ามาแล้วใน "โลกกว้าง -ทางแคบ" เมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์พบว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้จัดสัมมนาวิชาการประจำ 2547 ในหัวข้อเรื่อง "เหลียวหลังแลหน้า : ยี่สิบปีเศรษฐกิจสังคมไทย"

ข่าวในหนังสือพิมพ์บอกด้วยว่า ดร.อัมมาร สยามวาลา ได้เสนอเอกสารประกอบการสัมมนาครั้งนี้เรื่อง "ชราภาพของภาคเกษตร : อดีตและอนาคตของชนบทไทย"

ผมเพิ่งกลับจากชนบท จึงเกิดความสนใจว่าอาจารย์อัมมารท่านวิเคราะห์ชนบทไทยไว้อย่างไร จึงขึ้นต้นหัวข้อเรื่องบทความของท่านว่า "ชราภาพของภาคเกษตร"

ต้องขอขอบคุณ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ซึ่งกรุณาจัดส่งเอกสารประกอบการสัมมนาครั้งนั้น รวมใส่แฟ้มหนามาให้ทั้งหมด และในแฟ้มนั้นเอง จึงได้พบบทความของอาจารย์อัมมารเรื่องดังกล่าว

ก่อนที่จะพูดถึงบทความทางวิชาการของอาจารย์อัมมารเรื่องนี้ ผมต้องขอชี้แจงเสียก่อนว่า เรื่องครอบครัวชาวนาที่เล่าไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนนั้น ไม่ใช่ครอบครัวชาวนาโดยปกติทั่วไป

ประการแรก ครอบครัวที่ผมมาเล่านั้น จัดว่าเป็นครอบครัวที่มีพื้นเพเป็นชาวนาฐานะดี มีที่ดินเป็นของตัวเอง 60 กว่าไร่ และนาของเขาก็อยู่ในเขตชลประทานของเขื่อนเจ้าพระยา สามารถทำนาได้ปีละ 2-3 ครั้ง

ภูมิหลังฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวนี้ จึงดีกว่าฐานะของชาวชนบททั่วๆ ไป แม้แต่ในละแวกเดียวกันนั่นเอง

ประการที่สอง การที่ลูกสาวสามารถพาสามีพร้อมทั้งลูกตัวเอง กลับมาอยู่กับบ้านพ่อแม่ในชนบท ก็เพราะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก สามีซึ่งเคยทำงานอยู่บริษัทเงินทุนต้องตกงาน บริษัทไฟแนนซ์ที่สามีเคยทำงานอยู่ถูกปิด

ส่วนตัวผู้ชายเมื่อยอมพาครอบครัวมาอยู่บ้านพ่อตา ก็ไม่ได้งอมืองอเท้า ยอมช่วยพ่อตาแม่ยายทำนา ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวของภรรยา ยอมทนลำบากตรากตรำ จนในที่สุดก็เรียนรู้การทำนา จนเปลี่ยนอาชีพจากคนทำงานในออฟฟิศห้องแอร์ มาทำงานตากแดดตากฝน เป็นชาวนาได้สำเร็จ

วิถีชีวิตทำนองนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นเรื่องแปลกพิเศษ เป็นข้อยกเว้นก็ว่าได้!
ฉะนั้นเรื่องที่เก็บมาเล่า จึงควรเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในวงกรอบของบทความทางวิชาการของอาจารย์อัมมาร ดังจะได้กล่าวต่อไป

บทความของอาจารย์อัมมารเป็นการศึกษาปัญหาสังคมชนบทไทย ในช่วงตั้งแต่ประมาณปี 2532-34 จนถึงปี 2541 เป็นข้อมูลเชิงปริมาณมากกว่าเชิงคุณภาพ แต่ในที่นี้จะขอนำเอาข้อสังเกตและข้อสรุปของอาจารย์อัมมารในบทความดังกล่าวนี้มาถ่ายทอดในที่นี้

ข้อสังเกตประการสำคัญของอาจารย์อัมมาร ก็คือ แรงงานจากภาคเกษตรและจากชนบท ได้เคลื่อนย้ายออกในอัตราที่เร็วขึ้นในช่วงปี 2532 ถึง 2541 ผู้ที่เคลื่อนย้ายออกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวในวัย 15-34 ปี

มีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง ก็คือ การเคลื่อนย้ายประชากรวัย 15-24 ปีจากชนบท เป็นเพราะไปเรียนหนังสือ

แต่อาจารย์อัมมารก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ผู้ที่ย้ายออกจากภาคเกษตรในวัยหนุ่มสาว ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม มักจะไม่ค่อยกลับมาทำงานในภาคเกษตรอีก

นอกจากนี้อาจารย์อัมมารยังกล่าวด้วยว่า "ปรากฏการณ์ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง ก็คือ เกษตรกรที่มีอายุเกิน 35 แทบจะไม่มีการย้ายออกเลย กล่าวคือถ้าผู้ใดกัดฟันอยู่ในภาคเกษตรได้จนถึงอายุนั้น ก็จะอยู่ต่อไปจนหมดแรง"

ข้อสรุปสำคัญของการศึกษาเรื่องนี้ของอาจารย์อัมมารแสดงว่า ในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา คนวัยหนุ่มสาวส่วนใหญ่ได้ย้ายออกจากภาคเกษตรและภาคชนบท ในชั้นแรกเพื่อไปเรียนหนังสือ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กลับมาภาคเกษตรและภาคชนบทอีกเลย!

คงมีแต่คนวัยกลางคนและวัยชราเท่านั้นที่ยังปักหลักอยู่ในภาคเกษตรและภาคชนบท เมื่อเป็นเช่นนี้ในอนาคตอีก 10 ปี หรือ 20 ปีข้างหน้า ภาคเกษตรและภาคชนบทของเราจึงอยู่ในสถานะ "ชราภาพ" เท่านั้นเอง!

นี่คือประเด็นที่น่าวิตกกังวลมากที่สุด!

ยิ่งนานวันสังคมไทยภาคชนบทและภาคเกษตร จะมีแต่คนแก่คนเฒ่าเท่านั้น แล้วอนาคตของเกษตรกรรมของไทยเราจะเป็นอย่างไร?

เมืองไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรม ขนาดเราคิดกันว่า เมืองไทยจะเป็น "ครัว" ของโลกทีเดียว แต่จริงๆ แล้วก็มีแต่คนแก่คนชราหรือคนวัยกลางคนเท่านั้นที่ยังหลงเหลืออยู่ในภาคเกษตรและภาคชนบท

อาจารย์อัมมารเสนอทางออกว่า จะต้องมีการต้องใช้แรงงานต่างชาติ เข้ามาทดแทนแรงงานหนุ่มสาวที่ขาดหายไป

แต่แรงงานต่างชาติ ซึ่งจะมารับจ้างทำนาทำไร่ก็จริง แต่คนเหล่านี้ก็เป็นเพียงลูกจ้างเท่านั้น ส่วนนายจ้างซึ่งเป็นคนไทย นับวันจะร่อยหรอ เป็นเฒ่าชะแรแก่ชรากันหมดเสียแล้ว!

ฉะนั้นทางออกที่เอาแรงงานต่างชาติมาใช้มากขึ้นในภาคเกษตรกรรม จึงไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาอันแท้จริงของเรื่องนี้

อาจารย์อัมมารมีข้อเสนอแนะอีกทางหนึ่ง กล่าวคือเกษตรกรไทยจะต้องใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป

อันที่จริงได้มีการใช้เครื่องทุ่นแรงมาใช้ในกระบวนการทำนามากแล้ว เริ่มแต่ใช้รถไถประเภทต่างๆ เข้ามาแทนที่ควาย จนทุกวันนี้ควายได้หมดสภาพเป็นสัตว์คู่ชีวิตของชาวนาไทยไปเสียแล้ว

นอกจากนี้ก็มีการนำเอาวิธีทำนาหว่านน้ำตมแทนการดำนา และมีการนำเอาเครื่องเก็บเกี่ยวข้าวและนวดข้าวมาใช้ เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว

อันที่จริงสิ่งเหล่านี้ในที่สุดจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทางสังคมภาคชนบท กิจกรรมทางการเกษตรจะหมดลักษณะเป็นกิจกรรมที่ทำกันในครอบครัวของเกษตรกร แต่ได้กลับกลายเป็นการทำการเกษตรในเชิงพาณิชย์ไปเสียแล้ว!

เราเห็นในกิจกรรมเกษตรในการเลี้ยงกุ้งเลี้ยงไก่กันแล้ว มีบริษัทใหญ่ที่สามารถลงทุนมหาศาลในการเลี้ยงไก่เลี้ยงกุ้ง และเป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพเสียด้วย ผู้รับเลี้ยงไก่หรือเลี้ยงกุ้งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเกษตรกรตามความหมายดั้งเดิม แต่เป็นเพียงลูกจ้าง หรือเป็นผู้ที่ได้รับแบ่งปันผลประโยชน์จากนายทุนใหญ่เท่านั้นเอง

เมื่อประมาณ 20 กว่าปีมาแล้ว เคยได้ยินมากับหูตัวเอง มีนักธุรกิจสำคัญคนหนึ่งได้กล่าวพยากรณ์ไว้ว่า ในที่สุดการผลิตข้าวในประเทศไทย จะต้องเลิกการทำนาโดยชาวนารายย่อย แต่จะต้องมีบริษัททำนา ลงทุนทำนาในที่ดินนับเป็นพันเป็นหมื่นไร่ และชาวนาจะต้องเปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างบริษัท ถ้าทำได้เช่นนี้การทำนาในบ้านเรา จึงจะเป็นการผลิตข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้!

เมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ในตอนนั้น ก็ได้นึกอยู่แต่ในใจว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้เช่นนั้นหรอก!

แต่เมื่อมาอ่านรายงานการศึกษาของอาจารย์อัมมารเรื่องนี้แล้ว ทำให้ตระหนักว่าคำพูดของนักธุรกิจใหญ่ผู้นั้น มีเค้าจะเป็นจริงเสียแล้ว!

เมื่อคนหนุ่มคนสาวพากันทิ้งไร่ทิ้งนา ก็ย่อมเกิดเป็นช่องว่างในภาคเกษตรและภาคชนบท ซึ่งต้องตกอยู่ในสถานะชราภาพอย่างที่อาจารย์อัมมารตั้งชื่อบทความของท่านไว้ จึงเป็นโอกาสที่บริษัททำนา ซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ในการทำนาในเชิงพาณิชย์ จะอุบัติขึ้นมาในภาคเกษตรของเราได้

แล้วคนหนุ่มคนสาวที่เคยทิ้งไร่ทิ้งนา ก็จะหวนกลับไปสู่ชนบทอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะเป็นชาวนารายย่อย แต่ในสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัททำนานั่นเอง!

เมื่อมองทะลุเห็นภาพอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความชื่นชมในพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเรื่องทฤษฎีใหม่

พระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นแนวทางที่ป้องกันความเสื่อมสลายของภาคเกษตรและภาคชนบทอย่างที่อาจารย์อัมมารวิเคราะห์ให้เห็น

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยึดแนวพระราชดำริเรื่องนี้ไว้ให้มั่นคง และช่วยกันเผยแพร่และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ของเราในภาคชนบท ได้ตระหนักในค่านิยมของหลักเศรษฐกิจพอเพียง

คนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวของเราในภาคชนบท จะได้ไม่ทิ้งไร่ทิ้งนา พากันอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาหาแสงสีของเมืองกรุง! คงปล่อยให้คนแก่คนเฒ่าอยู่เฝ้าไร่เฝ้านาเท่านั้น

เราต้องระดมสรรพกำลังทุกด้าน ต่อสู้ในเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์ เพื่อป้องกันวิถีชีวิตของชาวไร่ชาวนาและของชาวบ้านในชนบทของเราให้สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป!

ที่คิดได้ในขณะนี้ ก็คือ บทบาทของวิทยาลัยเกษตรกรรม ซึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ

วิทยาลัยเกษตรกรรมเหล่านี้ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ จะต้องทำหน้าที่นอกจากสั่งสอนเทคนิควิทยาการต่างๆ ทางเกษตรกรรมแล้ว ยังจะต้องอบรมปลูกฝังให้นักศึกษาของวิทยาลัยเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากชนบท ให้เกิดความเข้าใจและความซาบซึ้งในแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาสอนคนรุ่นใหม่ในเมือง จะไม่บังเกิดผลเท่าใดนัก! เพราะชีวิตในเมืองได้ถูกครอบงำด้วยลัทธิบริโภคนิยมเสียหมดแล้ว!

ตรงกันข้ามการปลูกฝังอบรมแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง กับนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรกรรมในท้องถิ่นต่างๆ จะเป็นการง่ายกว่า เพราะสภาพความเป็นจริงอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด!

นอกจากนี้แนวพระราชดำริในเรื่องนี้ จะสร้างความสำนึกของพวกเขาให้เกิดความรักในไร่นาและชีวิตในชนทได้อย่างซาบซึ้งทีเดียว

สมัยหนึ่งเราเคยพูดกันอยู่เสมอว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ!

แต่มาถึงปัจจุบันและในอนาคต เราจะปล่อยให้กระดูกสันหลังของชาติเรา หักพินาศลงอย่างนั้นหรือ?
กำลังโหลดความคิดเห็น...