xs
xsm
sm
md
lg

สังคมชนบท (1)

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมไปอยู่ชนบทเสียสามวันสองคืน

ได้ไปใช้ชีวิตกับครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง ที่จังหวัดชัยนาท

ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวชาวนาที่ออกจะพิเศษ อาจไม่เหมือนกับครอบครัวชาวนาทั่วๆ ไปก็เป็นได้

เรื่องมีอยู่ว่า มีหญิงชายคู่หนึ่งแต่งงานกัน ฝ่ายชายเรียนจบปริญญาตรีจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ เดิมทำงานอยู่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ทั้งคู่เป็นคนมีฐานะ สามารถซื้อบ้านจัดสรรและซื้อรถ โดยใช้เงินก้อนที่ได้รับตอนแต่งงาน ฝ่ายชายกำลังเรียนปริญญาโท เอ็มบีเอ.อยู่

ฝ่ายหญิงจบปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์ สาขาวรรณคดีไทย จากธรรมศาสตร์เหมือนกัน แต่มาเรียนวิชาการศึกษาต่อที่ภาคค่ำที่วิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เดิมเป็นครูอยู่โรงเรียนรัฐบาลมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่เริ่มแตก บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่สามีทำงานอยู่นั้นถูกปิด ฝ่ายชายจึงกลายเป็นคนตกงาน

บิดามารดาฝ่ายหญิงเป็นชาวนา ค่อนข้างมีฐานะ มีที่นาเป็นของตนเองอยู่ 60 กว่าไร่ อยู่ในเขตอำเภอเมือง ชัยนาท

เมื่อสามีต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน และตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เมื่อใด สามีภรรยาจึงหันหน้าปรึกษากัน ฝ่ายภรรยาจึงออกปากชวนสามีให้อพยพครอบครัวไปอยู่กับพ่อแม่ฝ่ายตนที่ชัยนาท

ทางพ่อแม่ของฝ่ายภรรยา ก็มีลูกสาวเหลืออยู่คนเดียว แก่ตัวลงทุกที อยากให้ลูกสาวพาสามีและหลานของตัวมาอยู่ด้วย ตอนนั้นสามีภรรยาคู่นี้มีลูกคนหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่กล้าออกปากชวนให้มาอยู่ด้วยกัน เพราะทั้งคู่มีงานทำเป็นหลักเป็นฐานอยู่ทางกรุงเทพฯ แล้ว

เมื่อประสบภัยทางเศรษฐกิจอย่างที่เล่ามาแล้ว ภรรยาจึงชวนสามีให้อพยพครอบครัวไปอยู่บ้านพ่อแม่ที่ชัยนาท

ทีแรกฝ่ายสามีไม่ยอม เพราะฝ่ายสามีเป็นคนพื้นเพอยู่กรุงเทพฯ มาตั้งแต่เล็กจนโต แต่หลังจากวิ่งไปวิ่งมาปรึกษาหารือกับพ่อตาแม่ยาย และกับพ่อแม่ของตัวเองแล้ว ฝ่ายชายก็ยอมยกครอบครัวไปอยู่บ้านพ่อตาแม่ยายที่ชัยนาท โดยภรรยาก็ลาออกจากราชการเหมือนกัน

ฝ่ายชายเป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิต บอกกับภรรยาว่า ไม่ใช่พากันไปนั่งๆ นอนๆ อาศัยพ่อตาแม่ยายกินเท่านั้น เขาและภรรยาจะต้องช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา เขาบอกว่าเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนอาชีพใหม่เป็นชาวนาไปเสียเลย แทนที่จะกลับมาทำงานในสถาบันการเงินอีกก็คงยากและก็คงจะต้องรออีกยาวนานเท่าใดก็ไม่รู้ สู้ยอมอดทนเรียนรู้แล้วเปลี่ยนตัวเองเป็นชาวนาไปเสียเลย จะดีกว่า

เขาตัดสินใจขายรถยนต์นั่ง เปลี่ยนมาเป็นรถปิกอัพ ส่วนบ้านที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นราคาบ้านและที่ดินไม่ดี ก็ปิดเอาไว้เฉยๆ ก่อน เขาบอกว่าเพิ่งขายบ้านในกรุงเทพฯ ได้เมื่อไม่นานมานี้เอง ตอนนั้นเรียกว่าเขาตัดสินใจเด็ดขาด ยอมทิ้งอาชีพเดิมและหันหลังให้วิถีชีวิตชาวกรุง กลายเป็นชาวนาที่ชัยนาทไปเลย!

ทางด้านพ่อตาแม่ยายก็ยินดี เพราะเหลือลูกสาวอยู่คนเดียว เมื่อลูกเขยยอมเปลี่ยนอาชีพเป็นชาวนา แกก็มั่นใจว่าไร่นาที่มีอยู่ ได้มีผู้สืบทอดต่อไปแล้วอย่างแน่นอน

ฝ่ายชายเล่าว่า ระยะสองสามปีแรก ชีวิตลำบากสาหัสมาก เพราะเคยแต่นั่งทำงานในออฟฟิศห้องแอร์มาตลอด ต้องมาเปลี่ยนใช้ชีวิตแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินของชาวนา ดีที่ได้พ่อตาช่วยแนะนำสั่งสอน ทั้งยังได้ภรรยาและแม่ยายเป็นคนให้กำลังใจ จึงผ่านความยากลำบากในช่วงแรกของชีวิตชาวนามาได้

ตอนแรกก็อยู่รวมกันในเรือนหลังเดิมของพ่อตาแม่ยาย ต่อมาเมื่อเริ่มเงยหน้าอ้าปากได้ จึงไปซื้อเรือนไทยมาสองหลังมาปลูกอยู่ในบริเวณใกล้กับเรือนหลังเดิมของพ่อตาแม่ยาย เรือนไทยสองหลังนี้ตกแต่งเรียบง่ายแต่ก็สะดวกสบาย ผมไปพักอยู่สองคืน ก็นอนในเรือนหลังหนึ่งในสองหลังนี่แหละ

ส่วนลูกชาย ตอนนี้อายุ 11-12 ปีแล้ว ปีนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมหนึ่ง ที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด เดิมก็เรียนโรงเรียนชั้นประถมที่ตำบลใกล้บ้านนั่นเอง ปีนี้ตัวพ่อต้องขับรถไปรับส่งทั้งเช้าทั้งเย็น แต่บอกว่าปีหน้าจะให้ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียนในตัวเมืองเองแล้ว

ตอนนี้ภรรยาตั้งครรภ์ กำลังจะมีลูกเป็นคนที่สองแล้ว ก็ไปฝากท้องกับโรงพยาบาลในเมืองชัยนาทนั่นเอง ทั้งตัวภรรยาและสามี ต่างก็มั่นใจว่าโรงพยาบาลจังหวัดที่นี่ทมีบริการการแพทย์ที่ใช้ได้ดีทีเดียว!

"ผมเองกลายเป็นชาวนาบ้านนอกไปแล้ว!" ฝ่ายชายพูดอย่างอารมณ์ดีและด้วยน้ำเสียงภูมิใจ "ตัวเองก็ทำนา! ลูกก็เรียนโรงเรียนบ้านนอก! เมียก็ไปฝากท้องกับโรงพยาบาลบ้านนอก! บ้านผมเป็นคนบ้านนอกกันทั้งบ้านหมดแล้ว!"

ผมเหลือบมองตัวเขา เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน เดิมเขาเป็นคนผิวขาว เป็นผู้ชายค่อนข้างหล่อแบบหนุ่มชาวกรุง แต่พอมาเป็นชาวนา ใช้ชีวิตในชนบท ผิวพรรณกร้านขึ้น แต่ท่าทางแข็งแกร่ง แสดงว่ามีสุขภาพดี

ที่นาของเขา ซึ่งแท้ที่จริงยังเป็นของพ่อตา เป็นที่นาในเขตชลประทาน ปีหนึ่งบางครั้งสามารถทำนาได้ถึงสามครั้ง แต่ปีนี้เขาบอกว่าเนื่องจากฝนแล้ง น้ำจากเขื่อนคงน้อย เขาจึงงดทำนาครั้งที่สอง "ดีเหมือนกัน! ทำนาปีละสองครั้งสามครั้ง ติดต่อกันมาหลายปีแล้ว ปีนี้เอาครั้งเดียวก็คงพอ ดินจะได้มีเวลาพักบ้าง!" เขาพูดอย่างชาวนาผู้มีความมั่นใจในที่ไร่ที่นาของเขา

ตัวพ่อตานั้นตอนนี้อายุเข้าวัย 60 กว่าปีแล้ว ส่วนแม่ยายก็ใกล้จะ 60 เช่นเดียวกัน ทั้งสองคนได้วางมือจากงานนางานไร่ ปล่อยให้ลูกเขยลูกสาวดูแลแทนได้แล้ว

เขาแบ่งที่นาส่วนหนึ่ง เป็นบริเวณที่ปลูกบ้าน มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ไว้ทำเกษตรกรรมตามทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนหนึ่งของบริเวณนี้ได้ปลูกข้าวไว้กิน มีบ่อปลา เลี้ยงไก่ มีต้นผลไม้และปลูกผักสวนครัว เอาไว้กินเองและส่งขายได้ด้วย

ตอนนี้ไม่ได้ทำนาครั้งที่สองแล้ว แต่ตัวสามีก็ออกดูแลบริเวณที่ทำไร่นาสวนผสม มีภรรยาซึ่งท้องได้สี่เดือนกว่าแล้ว ช่วยดูแลงานเบาๆ ด้วย เขาสองคนคลุกกันอยู่ในนาในสวนทั้งวันตั้งแต่เช้าจนเย็นเกือบทุกวัน

ผมเห็นชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้แล้ว ก็สามารถมองเห็นภาพของชีวิตแบบพอเพียงตามพระราชกระแสของในหลวงได้อย่างชัดเจนทีเดียว!

ชีวิตของผัวเมียคู่นี้เป็นเหมือนนวนิยาย ที่พระเอกหันหลังให้ชีวิตและแสงสีของกรุงเพทฯ ออกไปทำไร่ทำนาในชนบท

แต่ผัวเมียคู่นี้เป็นชีวิตจริง ที่ต้องเผชิญกับความวิบัติเพราะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ตัวสามีต้องว่างงาน ส่วนภรรยามีภูมิหลังของครอบครัวซึ่งเป็นชาวนาอยู่แล้ว จึงสามารถรองรับความผันแปรของชีวิตของสามีได้

แต่ตัวสามีก็มีความแข็งแกร่ง เป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิต ไม่ใช่ไปอาศัยพ่อตาแม่ยาย อย่างหนีร้อนไปพึ่งเย็นเท่านั้น แต่กลับยอมเปลี่ยนวิถีชีวิต ไปเลย

จากการเป็นชนชั้นกลาง เคยทำงานได้ผลตอบแทนสูงพอสมควร เมื่อเผชิญกับวิกฤตของชีวิต ก็สามารถเอาวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างแท้จริงทีเดียว

ผมถามเขาว่า ทำไมเขาจึงคิดเปลี่ยนอาชีพ จากคนทำงานในออฟฟิศห้องแอร์เย็นสบาย มาเป็นชาวนา ทำงานกลางแดดกลางฝนได้?

เขาตอบว่า "ทีแรกเขาก็ไม่ได้คิดถึงจะเปลี่ยนอาชีพจริงจัง คิดแต่เพียงว่า เมื่อมาอาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยาย จะนั่งงอมืองอเท้าให้เขาเลี้ยงได้อย่างไร มีหลายปากหลายท้องด้วยกัน ทั้งตัวเองทั้งลูกทั้งเมีย ก็ต้องช่วยเขาทำมาหากินบ้าง เผอิญเขาเป็นชาวนา ผมก็ต้องช่วยเขาทำนา เรื่องมันก็ตั้งต้นอย่างนี้นี่แหละ!"

"ผมไม่ได้ตั้งต้นคิด" เขากล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหัวเราะ "เป็นแบบพระเอกชาวกรุง คิดหนีชีวิตในกรุงเทพฯ มาหาความเรียบง่ายของชนบทหรอก!"

เขาเล่าต่อไปว่า เมื่อตอนเริ่มช่วยพ่อตาทำนา เหนื่อยแบบสายตัวแทบขาด แต่พอนานเข้าก็เริ่มชิน! แล้วก็เริ่มชอบบรรยากาศเรียบง่ายและบริสุทธิ์ของสภาพแวดล้อมแบบชนบท

เขาบอกว่า "คนที่ควรได้รับการยกย่อง คือพ่อตาผม แกสั่งสอนดูแลผมทุกทาง นอกจากสอนวิธีปลูกข้าวทำนาทุกอย่างแล้ว แกยังเฝ้าสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจของผมตลอดเวลา คอยให้คำแนะนำและให้กำลังใจ ในช่วงที่ผมกำลังปรับเปลี่ยนตัวเอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก"

"ผมนับถือแกเป็นครู เป็นพ่อคนที่สองของผมทีเดียว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเคารพรักพ่อตาอย่างจริงใจ "ถ้าไม่ได้แก ผมก็คงไม่ได้ก้าวไกลในอาชีพชาวนาถึงเพียงนี้หรอก!"

"นอกจากพ่อตาผมแล้ว ผมต้องยกย่องเมียผม" เขากล่าวต่อไป "เขาเป็นคนให้กำลังใจให้ผมสู้กับความยากลำบากทั้งกายทั้งใจ อันที่จริงเขาก็คงอยากกลับมาอยู่กับพ่อแม่เขา เพราะเขาก็เป็นลูกเหลืออยู่คนเดียว เผอิญผมมาตกงานเพราะฟองสบู่แตก เขาเลยชวนให้มาตั้งต้นชีวิตใหม่ที่นี่ แต่เขาก็เป็นกำลังใจให้ผมต่อสู้ตลอดมา!"

เขาย้ำว่า "ผมรู้ดีว่า จากชีวิตในกรุงที่เคยทำงานในบริษัทไฟแนนซ์ มาเป็นชาวนาอยู่บ้านนอก นี่มันไกลกันลิบลับทีเดียว!"

น่าชมเชยครอบครัวนี่อีกประการหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตในชนบทอย่างครบวงจรทีเดียว ลูกก็เรียนในโรงเรียนในชนบท ทั้งชั้นประถมและชั้นมัธยม เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ ก็ไปฝากท้องกับโรงพยาบาลในจังหวัดนั่นเอง

แสดงว่าครอบครัวนี้ เป็นผู้มีค่านิยมแนวใหม่ ถือว่าบริการทางการศึกษาและทางการแพทย์เสมอเหมือนกันหมด ทั้งในกรุงเทพฯ และในชนบท

ถ้าเขาจะส่งลูกเขาให้มาเข้าเรียนในโรงเรียนในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ยาก และเมื่อภรรยาตั้งครรภ์ เขาก็สามารถหาโรงพยาบาลที่มีชื่อในกรุงเทพฯเป็นที่ฝากครรรภ์ก็คงทำได้ เพราะครอบครัวของสามีก็เป็นคนมีหลักฐาน มีบ้านช่องอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งก็คงไม่รังเกียจที่จะรับหลานชายและลูกสะใภ้มาอยู่ด้วยเป็นแน่

จึงมองได้ว่าครอบครัวนี้มีความล้ำยุคสมัย มีแนวคิดใหม่ ทำให้ช่องว่างระหว่างมาตรฐานของชีวิตในเมืองกับชีวิตในชนบท แคบลงได้!

เมื่อกลับจากชัยนาทครั้งนี้ มีความประทับใจในชีวิตของสามีภรรยาคู่นี้ จนต้องเก็บมาถ่ายทอดให้ได้รู้กันไว้! สัปดาห์หน้าขอเขียนเรื่องสังคมชนบทต่ออีกตอนหนึ่ง
กำลังโหลดความคิดเห็น...