xs
xsm
sm
md
lg

ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) ตอนที่ 1

เผยแพร่:   โดย: รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

ภาคที่ 1-ทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) คืออะไร

คำว่า "ทักษิโณมิกส์" (Thaksinomics) มาจากคำว่า "ทักษิณ" (Thaksin) ผสมกับคำว่า "อีโคโนมิกส์" (Economics) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจจะมีความหมายว่า "เศรษฐศาสตร์ของคุณทักษิณ" "เศรษฐศาสตร์โดยคุณทักษิณ" หรือ "เศรษฐศาสตร์เพื่อคุณทักษิณ"

เราสามารถวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ได้หลายแนวทาง ดังเช่น การวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ในฐานะสำนักความคิดทางเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ในฐานะเมนูนโยบายเศรษฐกิจ หรือการวิเคราะห์ทักษิโณมิกส์ในฐานะยี่ห้อทางการเมือง (Political Brandname)

แนวทางแรก คือ การมองทักษิโณมิกส์ในฐานะ "สำนักความคิดทางเศรษฐศาสตร์" จะเห็นได้ว่าทักษิโณมิกส์ มิได้ ผลิตองค์ความรู้ใหม่ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ และมิได้ ผลิตปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออธิบายพฤติกรรม ปรากฏการณ์ และปัญหาทางเศรษฐกิจในสังคม แต่ต้องการนำเสนอเมนูนโยบายเศรษฐกิจสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน

แนวทางที่ 2 คือ การมองทักษิโณมิกส์ในฐานะ "เมนูนโยบายเศรษฐกิจ" ทักษิโณมิกส์มีเมนูนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญอยู่ 2 เมนู ได้แก่ นโยบายประชานิยม (People-centered Policy Menu) และยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (Dual-Track Economic Development Strategy) สาระสำคัญของทักษิโณมิกส์มีการลื่นไหล ไม่คงตัว ขึ้นอยู่กับ Hyper-Activeness ของคุณทักษิณ ดังนั้น เราจึงต้องประมวลอย่างรอบด้านโดยวิเคราะห์จากสุนทรพจน์และบทสัมภาษณ์ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รวมตลอดจนข้อเขียนของที่ปรึกษาผู้ชิดใกล้คุณทักษิณ และจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งพบว่ามีความไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณทักษิณพรรณนาว่าเป็นทักษิโณมิกส์

แนวทางที่ 3 คือ การมองทักษิโณมิกส์ในฐานะ "ยี่ห้อทางการเมือง" (Political Brandname) คำถามประกอบการวิเคราะห์ได้แก่ เหตุใดเมนูนโยบายจึงต้องมียี่ห้อ? ทั้งๆ ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้นำเสนอเมนูนโยบายโดยที่ไม่ต้องมียี่ห้อ และ ใครเป็นผู้สร้างยี่ห้อทักษิโณมิกส์? ในความเห็นส่วนตัว "ทักษิโณมิกส์ เป็นประดิษฐกรรมเพื่อการตลาดการเมืองระหว่างประเทศของพรรคไทยรักไทย มีเป้าประสงค์ที่จะสร้างบารมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อให้เป็นผู้นำแห่งอุษาคเนย์"

ภาคที่ 2-สาระสำคัญของทักษิโณมิกส์

เป้าหมายการดำเนินนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์

รัฐบาลทักษิณมีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการที่บางครั้งสอดคล้องกัน บางครั้งขัดแย้งกัน ได้แก่ การดำเนินนโยบายเพื่อให้ได้คะแนนนิยมทางการเมืองสูงสุด (Vote-gains Maximization) ที่มุ่งเน้นนโยบาย "ประชานิยม" และ การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลให้มากที่สุด (Private-Interest Maximization) โดยไม่สนใจประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล (Good Governance) ศิลปะของการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ที่การกำหนดและบริหารนโยบายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองอย่างผสมกลมกลืนกัน

สังคมการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์

ผู้นำทางการเมืองภายใต้ระบอบนี้ต้องการความ "นิ่ง" ทางการเมือง ระบบการเมืองภายใต้ทักษิโณมิกส์เป็น "ระบบเถ้าแก่" ซึ่งเป็นระบบการเมืองการปกครองของเถ้าแก่ โดยเถ้าแก่ และเพื่อเถ้าแก่ โดยหลงจู๊และลูกจ้างต้องฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของเถ้าแก่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มาตรา 217 ให้อำนาจ "เถ้าแก่" ในการปลดหลงจู๊อย่างเต็มที่ หลงจู๊จึงต้องกลัวเถ้าแก่ ถ้าลูกชายเถ้าแก่จะจัดงานสังคม หลงจู๊ต้องไปร่วมงาน

เถ้าแก่ไม่ต้องการระบบธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งประกอบด้วย ความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วม (Participation) และการรับผิด (Accountability) แต่ต้องการ "ความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" และการอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ ผู้ใดก็ตามที่วิพากษ์เถ้าแก่จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง นอกเสียจากว่า ผู้นั้นเป็นผู้มีอำนาจเหนือเถ้าแก่ สมาชิกในสังคมรวมถึงข้าราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรอิสระต้อง "อนุวัตร" ตามเถ้าแก่

ระบบเถ้าแก่อาจนำสังคมการเมืองไทยไปสู่ระบอบเผด็จการประชาธิปไตย (Democratic Authoritarianism) เนื่องจากรัฐบาลทักษิณมียุทธวิธีการเพิ่มพลวัตโดยการเพิ่มพื้นที่การยึดครองรัฐสภา....

ระบบการบริหารจัดการภายใต้ทักษิโณมิกส์

ภายใต้ทักษิโณมิกส์ การบริหารรัฐกิจยึดระบบและวิธีการเดียวกับการบริหารวิสาหกิจเอกชน แต่แท้จริงแล้ว ปรัชญาพื้นฐานของการบริหารรัฐกิจคือ การก่อให้เกิดสวัสดิการทางสังคมหรือผลประโยชน์สาธารณะสูงสุด ในขณะที่เป้าประสงค์ของการบริหารวิสาหกิจเอกชนนั้น

ก็เพื่อการสร้างมูลค่ากำไร ยอดขาย และสินทรัพย์ให้สูงที่สุด นอกจากนี้ แม้ว่าการบริหารจัดการแบบ CEOs จะเป็นหัวใจของทักษิโณมิกส์ แต่ว่ารัฐบาลทักษิณปราศจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ วัฒนธรรมการบริหารแบบ CEOs และบุคลากรที่มีความสามารถในการบริหารแบบ CEOs นายทุนในรัฐบาลส่วนมากมีประสบการณ์เป็นเถ้าแก่ ไม่เคยเป็น CEOs

ยุทธศาสตร์การพัฒนาภายใต้ทักษิโณมิกส์

ยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้ทักษิโณมิกส์คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (Dual-Track Development Strategy) ซึ่งแบ่งออกได้ 2 วิถี ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) และการพัฒนาในระดับรากหญ้า (Grass-Root Development) ซึ่งมีมาตรการทางนโยบายมากมาย เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ข้างต้น มาตรการทางนโยบายเพื่อเกื้อหนุน ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิดเป็นนโยบายเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงิน การปฏิรูปทางการเงิน (โดยการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ TAMC) มาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก

ในส่วนของมาตรการทางนโยบาย เพื่อเกื้อหนุนการพัฒนาในระดับรากหญ้านั้น ประกอบด้วย นโยบายพักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชน สินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอี (SMEs) สินเชื่อสำหรับพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ นโยบายเอสเอ็มแอล (SML) โครงการสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นต้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลทักษิณยังมีมาตรการทางสังคมที่เกื้อหนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบทวิวิถี ได้แก่ นโยบายเพื่อสวัสดิการสังคม ซึ่งจะเห็นได้จากการประกันสุขภาพ "30 บาทรักษาทุกโรค" การสงเคราะห์คนยากจน การจดทะเบียนคนจน การสงเคราะห์ชนชั้นกลางด้วยโครงการเอื้ออาทร (บ้าน, แท็กซี่, คอมพิวเตอร์) รวมถึงนโยบายเพื่อการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยี เช่น การปฏิรูปการศึกษา การแจกทุนการศึกษาเอื้ออาทรและทุนนักเรียน-นักศึกษาอัจฉริยะให้ไปศึกษาต่อขั้นสูงทั้งในและต่างประเทศ

บทบาทของรัฐภายใต้ทักษิโณมิกส์

ปรัชญาพื้นฐานในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ทักษิโณมิกส์ ทำให้ทักษิโณมิกส์ไม่สามารถกำหนดบทบาททางเศรษฐกิจของรัฐอย่างชัดเจนได้ ความต้องการคะแนนนิยมทางการเมืองทำให้ต้องเพิ่มบทบาทของรัฐด้วยการดำเนินนโยบายประชานิยม ในขณะที่ความต้องการผลประโยชน์ส่วนบุคคล บางครั้งต้องลดบทบาทของรัฐ บางครั้งต้องเพิ่มบทบาทของรัฐ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีหลักตรรกที่สอดคล้องต้องกัน

โครงสร้างอุปสงค์มวลรวมภายใต้ทักษิโณมิกส์

ในช่วง 9 เดือนแรกของ พ.ศ. 2544 นายกรัฐมนตรีได้วิพากษ์วิจารณ์แบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียบูรพาว่าระบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกและการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศทำให้เกิดความง่อนแง่นและการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เนื่องจากความแปรปรวนของตลาดสินค้าส่งออก ด้วยเหตุดังนั้น นโยบายรัฐบาลทักษิณจึงเน้นการเพิ่มอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศเพื่อฟื้นคืนเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤต โดยเร่งการใช้จ่ายในการบริโภคของประชาชนด้วยการอัดฉีดเงินให้ประชาชนระดับรากหญ้า (การจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและธนาคารประชาชน การพักหนี้เกษตรกร) เพราะว่าแนวโน้มส่วนเปลี่ยนแปลงในการบริโภค (Marginal Propensity to Consume: MPC) ของคนจนสูงกว่าคนรวย ดังนั้นการกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนในระดับรากหญ้าจึงส่งผลทวีคูณ (Multiplier Effect) ต่อรายได้ประชาชาติได้สูง นอกจากนี้ ทักษิโณมิกส์ยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้บัตรเครดิต ส่งเสริมการซื้อสินค้าเงินผ่อน ส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว และส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายด้านอบายมุข โดยหวังว่าจะส่งผลให้อัตราส่วนของการบริโภคมวลรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงขึ้น และ อัตราส่วนของ "มูลค่ารวมของสินค้าเข้าและสินค้าออก" ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (ขนาดการเปิดประเทศ) มีค่าลดลง แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุปสงค์มวลรวมมิได้ เป็นไปตามการคาดการณ์ดังที่กล่าวข้างต้น เพราะการลื่นไหลของเมนูนโยบายภายใต้ทักษิโณมิกส์ โดยหันมาเน้นยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) ดังเดิมหรือยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศภายใต้ชุดนโยบาย FTAs

การคลังรัฐบาลภายใต้ทักษิโณมิกส์

ภายใต้ทักษิโณมิกส์ ไม่มีความชัดเจนว่า ขนาดของรัฐบาลจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางใด การถ่ายโอนการผลิตไปสู่ภาคเอกชน (Privatization) ทำให้ภาครัฐบาลมีขนาดเล็กลง ในขณะที่นโยบายประชานิยมและการแปรรูปให้เป็นสาธารณะ (Publicization) ทำให้ภาครัฐบาลมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งแรงหลังน่าจะมีขนาดมากกว่า

นโยบายการคลังภายใต้ทักษิโณมิกส์ ครอบคลุมทั้งด้านรายจ่ายและรายได้ กล่าวคือ นโยบายรายจ่ายของรัฐบาลเป็น "นโยบายเจ้าบุญทุ่ม" เพราะความต้องการคะแนนเสียงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในส่วนของนโยบายด้านรายได้ รัฐบาลพยายามแสวงหารายได้ที่มิใช่ภาษีอากรและไม่มีการปฏิรูประบบภาษีอากร เพราะอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมได้ รัฐบาลทักษิณจึงพึ่งพิงรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ ทำให้มีการขยายกิจกรรมโดยการนำหวยใต้ดินขึ้นสู่บนพื้นดิน นอกจากนี้ รัฐบาลทักษิณรุกคืบไปหารายได้จากกาสิโนด้วยการอนุญาตให้จัดตั้งสถานบันเทิง (Entertainment Complex)

ความคล่องตัวในการใช้จ่ายเป็นปรัชญาสำคัญของทักษิโณมิกส์ รัฐบาลทักษิณเน้นการใช้ทรัพยากรการคลังที่ไม่ต้องขออนุมัติรัฐสภาในการใช้จ่ายและทรัพยากรการคลังที่ปลอดพ้นจากการตรวจสอบของรัฐสภา ด้วยเหตุดังนั้น "วินัยทางการคลัง" จึงมิได้ อยู่ในพจนานุกรมของทักษิโณมิกส์

.........

หมายเหตุ : บทความนี้มาจากการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง "Thaksinomics" จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2547ผู้เขียนขอขอบคุณนายสุปรีดี พิบูลย์พัฒน์ ซึ่งช่วยเรียบเรียงจากการอภิปรายดังกล่าวนี้

กำลังโหลดความคิดเห็น...