xs
xsm
sm
md
lg

เลือกตั้ง ’48

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

เหลือเวลาอีกประมาณ 3 เดือน ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ก็คงมีเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง

เลือกตั้งใหญ่คราวนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการเผชิญหน้าระหว่างไทยรักไทย และประชาธิปัตย์เท่านั้น

แต่คงเป็นการเผชิญหน้าเป็นสี่เส้าด้วยกัน คือนอกจากไทยรักไทย กับประชาธิปัตย์ เป็นสองเส้าแล้ว ยังมีพรรคชาติไทย และพรรคมหาชนเข้าร่วมอีกสองเส้า

การรณรงค์เป็นสงครามเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้าได้ลั่นกลองรบ เป็นการเปิดศึกกันแล้ว!

ในบรรดาพรรคทั้งหมด พรรคไทยรักไทยอยู่ในฐานะได้เปรียบที่สุด เพราะไทยรักไทยมีสถานะเป็นรัฐบาลด้วย พรรคไทยรักไทยมีหัวหน้าพรรค ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลก็มีนายกรัฐมนตรี ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนคนเดียวกัน

รัฐบาลทักษิณ เป็นรัฐบาลที่ผิดกับรัฐบาลอื่นที่แล้วมาในประการสำคัญ กล่าวคือรัฐบาลทักษิณ ไม่ใช่รัฐบาลผสมตามความหมายในการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2544 แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยพรรคเดียวที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด

จริงอยู่ในระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา พรรคชาติไทยได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่มีปากมีเสียงอะไร

คุณทักษิณดึงเอาชาติไทยของคุณบรรหาร ศิลปอาชา เข้าร่วมรัฐบาล เพราะเพียงเพื่อให้คะแนนเสียงฝ่ายรัฐบาลเกิน 300 ที่นั่ง เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรีได้เท่านั้น

ฉะนั้นพรรคชาติไทย จึงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่มีฤทธิ์มีเดช ยอมกินน้ำใต้ศอกพรรคไทยรักไทยอย่างศิโรราบทีเดียว!

ขนาดคุณทักษิณ "ดูด" เอากำลังหลักของชาติไทย ทั้งสายอีสานใต้ ค่ายบุรีรัมย์ และสายภาคตะวันออก ค่ายบางแสน เอาไปอย่างหน้าเฉยตาเฉย! แถมไม่คืนตำแหน่งรัฐมนตรีในโควตาของชาติไทยให้ด้วย! คุณบรรหารก็ยอมกัดลิ้น กลืนเลือดตัวเอง! เอาความแค้นเก็บไว้ในอก! โดยไม่ปริปากต่อว่าต่อขานแม้แต่คำเดียว!

เรียกว่าคุณบรรหาร เป็นนักการเมืองประเภท "เสือเก่า" ที่แสดงบท "นักเลง" ได้อย่างถึงใจทีเดียว!

ในการเลือกตั้งปีหน้า คุณทักษิณประเมินแล้วว่า ไทยรักไทยคงได้ 350 ที่นั่ง มีบวกมีลบบ้างตามวิสัยการประเมินผลการเลือกตั้งล่วงหน้า!

คุณทักษิณถึงกับออกปากว่า ถ้าได้แค่นี้ หลังเลือกตั้ง ก็ปิดประตูได้เลยว่า ตัวเองก็คงได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่ง และเป็นรัฐบาลพรรคเดียวแน่นอน!

นี่ก็เป็นการประเมินแบบ "ขาลง" แล้ว! แต่เดิมเคยหมายตาไว้ที่ตัวเลข 400 กว่าที่นั่งด้วยซ้ำไป!

แต่เท่าที่ฟังมา การตอบรับของประชาชนต่อตัวคุณทักษิณเองก็ดี และความนิยมในพรรคไทยรักไทยก็ดี ได้ "ตก" ลงมากกว่าที่คุณทักษิณประเมินไว้!

ว่ากันว่า จริงๆ แล้วพรรคไทยรักไทยคงได้อย่างมาก เท่ากับเมื่อเลือกตั้งคราวที่แล้ว คือประมาณ 250 ที่นั่ง ซึ่งคราวนี้ได้รวมที่นั่งของความหวังใหม่และเสรีธรรม ตลอดจนสายอีสานใต้และสายบางแสนเข้าแล้วก็ตาม!

เสียงวิเคราะห์แนวนี้อธิบายขยายความว่า แม้รัฐบาลทักษิณจะใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน อัดลงให้ "รากหญ้า" ในชนบทจำนวนมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม แต่ตัวคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยหมดเสน่ห์ทางการเมืองเสียแล้ว!

ไม่เหมือนกับเมื่อเลือกตั้งคราวที่แล้ว ครั้งนั้นประชาชนยังอยากลองให้คุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล!

แต่ครั้งนี้ตรงกันข้าม! คราวนี้ชาวบ้านได้รู้รสชาติของการมีคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและพรรคไทยรักไทยก็ได้เป็นรัฐบาลแล้ว

เสียงวิเคราะห์ทำนองนี้บอกอีกว่า อย่าดูหมิ่นความคิดและปัญญาของ "รากหญ้า!" ไม่ใช่ความเอื้ออาทรต่างๆ ที่ควักเอามาจากงบประมาณแผ่นดิน จะสามารถทำให้ชาวบ้านระดับนี้เทคะแนนให้ไทยรักไทยเสมอไป!

ถ้าจะให้ได้ถึง 350 ที่นั่งอย่างที่คุณทักษิณคาด ผู้สมัครของ ทรท.ทุกเขตเลือกตั้งทั่วทั้งประเทศ ต้องยิง "กระสุน" ปูพรมถ้วนหน้ากันให้หมด!

ถ้าคุณทักษิณยอมลงทุนถึงขนาดนั้น จึงจะได้ถึง 350 ที่นั่ง!

ถ้าลงทุนเพียงควักเอา "อัฐยายซื้อขนมยาย" คือเอางบประมาณแผ่นดินและการเป็นรัฐบาลอัดเงินและผลประโยชน์ให้ชาวบ้านอย่างเดียว! ไม่ได้ผลดอก! คนไทยแม้ระดับ "รากหญ้า" ไม่ได้โง่อย่างที่คุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยคิดหรอก!

เสียงดั่งว่ามานี้ ได้ชี้ให้สังเกตดูท่าทีและการพูดจาของคุณเสนาะ เทียนทอง ซึ่งมองเห็นแล้วว่า ผลการเลือกตั้งคราวหน้าของไทยรักไทยจะออกมาอย่างที่ว่ามานี้! แต่พูดไม่ออก เตือนกันก็ไม่ฟัง! เพราะฐานอำนาจของคุณเสนาะในไทยรักไทยถูกลิดรอนเกือบหมดแล้ว!

คุณเสนาะ จึงใช้สัญชาตญาณของนักการเมืองรุ่นเก่า ที่ถือว่า "ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร" ยื่นมือผูกมิตรไว้กับประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน เพราะคุณเสนาะมองเห็นว่า วันหนึ่งข้างหน้า มันบ่แน่หรอกนาย!

แต่คุณทักษิณยืนอยู่กันคนละฝั่งกับคุณเสนาะ! คุณทักษิณเป็นนักการเมืองพันธุ์ใหม่!

แถมยังเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง! จึงพูดอะไรกับฝ่ายอื่นๆ อย่างไม่มีเยื่อใย! ตั้งหน้าตั้งตาวาดภาพว่า หลังเลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวแน่นอนเท่านั้นเอง!

คุณทักษิณยังไม่ยอมรับรู้ความจริงที่ว่า การเมืองนั้นเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงหรอก!

คราวนี้หันมาดูฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์บ้าง!

ประชาธิปัตย์มองว่า เมื่อรัฐบาลทักษิณและพรรคไทยรักไทย เป็น "ขาลง" ประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน จึงเป็น "ขาขึ้น!"

มองอย่างนี้มันง่ายเกินไปเสียกระมัง! เป็นการมองว่าเมื่อคุณทักษิณ "ตก" คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็ต้อง "ขึ้น" โดยอัตโนมัติอย่างนั้นหรือ?

แท้ที่จริงแล้ว ประชาธิปัตย์ยังไม่ได้พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นและยอมรับว่า เป็น "ทางเลือก" ถึงขนาดนั้นได้!

อันที่จริงถ้าประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงความเป็นสุญญากาศของความเป็นผู้นำ ป่านนี้คุณทักษิณคงเป็น "ขาลง" ชนิดหัวทิ่มหัวตำไปแล้ว!

ที่คุณทักษิณยังไม่ได้ตกต่ำถึงขนาดนั้น ก็เพราะประชาธิปัตย์ช่วยเอาไว้! ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองไม่สามารถมองเห็นทางเลือกใหม่เป็นรูปธรรมที่แน่นอนได้!

แต่จริงๆ แล้ว ประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูงถึงปานนั้นหรอก! เป้าหมายก็ขอให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ที่นั่งก็พอแล้ว!

ประชาธิปัตย์ขอเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับเตรียมตัวเป็นฝ่ายค้านอีกสมัยหนึ่ง! แต่เป็นฝ่ายค้านที่มีฤทธิ์มีเดชมากกว่าเดิม สามารถเปิดอภิปรายตัวนายกรัฐมนตรีได้เท่านั้นเอง! นับว่าเป็นเป้าหมายที่ไม่สูงเกินเอื้อมของประชาธิปัตย์ไปนัก!

นอกจากนี้ประชาธิปัตย์ยังประเมินว่า ในสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ คราวใหม่นี้ประชาธิปัตย์ตั้งเป้าจะเอาเพียง 20 ที่นั่ง! ก็ไม่ได้สูงเกินเอื้อมของประชาธิปัตย์อีกเหมือนกัน!

สิ่งที่ประชาธิปัตย์ควรจะสนใจในขณะนี้และในอนาคต คือหาความริเริ่มในเชิงนโยบายให้เป็นของตัวเอง! ประชาธิปัตย์ต้องมีนโยบายของพรรคเป็นของตนเอง! ไม่ใช่เป็นรัฐบาลแล้วไปคว้าเอาแนวคิดของข้าราชการประจำมาเป็นนโยบายของตัวเอง อย่างที่เคยทำๆ มาแล้ว!

พรรคการเมืองที่แสดงบทบาทได้อย่างน่าทึ่งในการเตรียมการเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคชาติไทย ซึ่งเคยถูกมองว่าเลือกตั้งคราวหน้าจะสูญพันธุ์ หรือกลายเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยไปเลย

แต่เอาจริงเข้า ด้วยความสามารถของ "เสือเก่า" คุณบรรหาร พรรคชาติไทยขณะนี้กลับมีชีวิตชีวาแรงกว่าเดิมเสียอีก

พรรคชาติไทยสามารถขึ้นคัตเอาต์ป้ายโฆษณาบนทางด่วนกลางกรุงเทพฯ แถมยังมีโฆษณาทั้งในหนังสือพิมพ์และนิตยสารเสียด้วย ก่อนพรรคอื่นๆ ที่คุยนักคุยหนาว่ามีบทบาทเป็นฝ่ายนำทั้งในซีกรัฐบาลและทั้งในซีกฝ่ายค้านเสียอีก!

ความเคลื่อนไหวที่สร้างความฮือฮาที่สุด คือคุณบรรหารสามารถ "ดูด" คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้ล้มพรรคต้นตระกูลไทยของตน เดินเข้าพรรคชาติไทยได้

คุณชูวิทย์ เคยลงสมัครเป็นผู้ว่าฯกทม. ได้คะแนน 300,000 คะแนน นี่เองที่เป็นเสน่ห์ทางการเมืองของคุณชูวิทย์ในการเลือกตั้งใหญ่คราวนี้

คุณบรรหารไม่ได้ต้องการเพียงให้คุณชูวิทย์สร้างฐานการเมืองในกรุงเทพฯ ให้ชาติไทยเท่านั้น แต่ที่คุณบรรหารต้องการยิ่งไปกว่านั้นคือ ให้คุณชูวิทย์ เป็นตัวหาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ใน กทม.ให้พรรคชาติไทย ให้ได้ที่นั่งเพิ่มในปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาด้วย

แต่มีข้อสังเกตว่าคุณบรรหารมีความหวังในตัวคุณชูวิทย์สูงเกินไปหรือเปล่า? การดูแต่ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คราวที่แล้วอย่างเดียวคงไม่ทำให้ค่าตัวคุณชูวิทย์เด่นขึ้นมาในการเลือกตั้งทั่วไปคราวนี้ เพราะคนกรุงเทพฯ สามารถแยกได้ว่าอย่างใดเหมาะสำหรับการเมืองท้องถิ่น แต่ไม่เหมาะกับการเมืองระดับชาติก็เป็นได้

ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันความ "สด" ทางการเมืองของคุณชูวิทย์ได้ลดลงไปเยอะแล้ว! นอกจากนี้ภาพของคุณชูวิทย์ซึ่งเป็นเจ้าพ่ออาบอบนวด ย่อมกระทบถึงภาพลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งเคยชูเด่นในเรื่องศักดิ์ศรีของสตรี ด้วยบทบาทของคุณกัญจนา ศิลปอาชา และคุณจณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ต้องอับแสงลงไปด้วย!

เหลืออีกพรรคเดียว คือพรรคมหาชน ซึ่งคุยว่าจะสามารถมีที่นั่งในสภาคราวหน้าไม่ต่ำกว่า 100 ที่นั่งทีเดียว

แต่จริงๆ แล้ว ถึงแม้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์จะมีความศักดิ์สิทธิ์และความเก่งกาจทางการเมืองเพียงใดก็ตาม ก็คงไม่สามารถเป่าให้พรรคมหาชนได้พองโป่งถึงขนาดนั้นได้! ได้แค่ 50 ที่นั่งก็นับว่าเก่งแล้ว!

เลือกตั้งใหญ่คราวหน้าจะเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญ ที่กำหนดทิศทางของการเมืองไทยได้อีกช่วงหนึ่ง! มีข้อน่าสังเกตว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาโดยภาพรวมแล้ว เป็นการชี้ขาดของประชาชนที่ไม่เคยผิดพลาดสักครั้งเดียว! หวังว่าการเลือกตั้ง ’48 ครั้งนี้ก็คงเป็นเช่นนั้นอีก!
กำลังโหลดความคิดเห็น...