xs
xsm
sm
md
lg

เหลียวหลังแลหน้า อัปรียสภา

เผยแพร่:   โดย: รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

ผมเขียนเรื่อง "อัปรียสภา" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 15 มีนาคม 2544 นานพอเพียงที่ผมจะหลงลืม เมื่อ "เซี่ยงเส้าหลง" อ้างบทความนี้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 ผมกลับไปอ่านบทความนี้อีกครั้งหนึ่ง

ผมประเมินบทความที่ผมเขียนนี้แล้ว ย่อมมีความเห็นเป็นอื่นไปมิได้ นอกเสียจากว่า บทความนี้ยังทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อมิให้นาร์ซิสซัส (Narcissus) เสียความรู้สึก ในเมื่อนาร์ซิสซัสนับถือผมเป็นพี่

ในบทความดังกล่าว ผมกล่าวถึงความผิดพลาดในการออกแบบรัฐธรรมนูญ(Constitutional Design) บนพื้นฐานที่ไม่ตรงต่อสภาพความเป็นจริงของสังคมการเมืองและธรรมชาติมนุษย์ สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการให้วุฒิสภาเป็นเสาหลักในกระบวนการปฏิรูปการเมือง ด้วยเหตุดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงให้อำนาจวุฒิสภาอย่างล้นเหลือ มิเพียงแต่มีอำนาจกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากทว่ายังมีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูงอีกด้วย

สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 วาดฝันว่า วุฒิสมาชิกต้องอุดมด้วยคุณสมบัติ ทั้งคุณวุฒิภาวะด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยวุฒิและธรรมวุฒิ ผมตีความทั้งด้วยข้อเขียนและด้วยวาจาในหลายกรรมหลายวาระ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีผลบังคับใช้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการ "อรหันต์" เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นการคาดหวังที่มองข้ามธรรมชาติของมนุษย์

การออกแบบรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติของมนุษย์ยังปรากฏให้เห็นอีก เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรค (มาตรา 126 (1)) มิหนำซ้ำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ยังห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหาเสียงอีกด้วย (มาตรา 91) ประดุจว่า การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ดี และการหาเสียงเลือกตั้งก็ดี จะทำให้สูญเสีย "พรหมจรรย์" ของ "อรหันต์"

หนทางเดียวที่จะได้ "อรหันต์" มาเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็แต่โดยการกำหนดให้ "อรหันต์" เป็นผู้คัดสรร "อรหันต์" ด้วยกัน เพราะมีแต่ "อรหันต์" เท่านั้น ที่ล่วงรู้ความเป็น "อรหันต์" ของกันและกันชนิดไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ปัญหาพื้นฐานของการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการนี้อยู่ที่การแสวงหา "อรหันต์" ในเบื้องต้น เพื่อทำหน้าที่คัดสรรดังกล่าว จะหา "อรหันต์" จากแห่งหนใดมาทำหน้าที่นี้

ในเมื่อการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเลือกหนทางแห่งการเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งล้วนเป็นมนุษย์ปุถุชนผู้มีกิเลส ตัณหา และราคะ กระบวนการเลือกตั้งจึงมิอาจกรอง "อรหันต์" ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาเฟีย ผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นผู้ที่มีประวัติประกอบกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดิน สามารถเล็ดลอดเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ อันมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกระบวนการปฏิรูปการเมือง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์เครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีบทบัญญัติห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรค แต่การณ์ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองต่างๆ อย่างแน่นแฟ้น บางคนเคยมีประวัติเป็นสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคมาก่อน บางคนเคยเป็น ส.ส.ที่มีพรรคต้นสังกัด อีกบางคนเป็นสามีภริยา หรือญาติสนิท ส.ส.มิพักต้องกล่าวถึงการหาเสียง การซื้อเสียงและการทุจริตในการเลือกตั้ง ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจับได้ไล่ทัน และที่จับมิได้ไล่มิทัน

นับตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2543 เป็นต้นมา วุฒิสภา "พัฒนา ถึงขั้นมีการแตกกลุ่มอย่างชัดเจนหลายกลุ่ม มีทั้งกลุ่ม ส.ว.ที่สังกัดพรรคโดยพฤตินัย และกลุ่ม ส.ว.อิสระที่ไม่มีพรรคสังกัด ในกลุ่ม ส.ว.สังกัดพรรค มีทั้งที่สัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย

ผมให้คำทำนายในรายงานวิจัยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ : บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540" ว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะคืบคลานเข้าไปยึดพื้นที่ในวุฒิสภา แม้จะมีข้อห้ามวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคก็ตาม เพราะเป็นธรรมชาติที่พรรครัฐบาลจักต้องพยายามยึดกุมวุฒิสภาเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลเอง ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสมาชิกกับพรรครัฐบาลเป็นความสัมพันธ์สองทิศทาง ในด้านหนึ่ง พรรครัฐบาลย่อมต้องการวุฒิสมาชิกเป็นฐาน ในอีกด้านหนึ่ง วุฒิสมาชิกย่อมต้องการผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจากพรรครัฐบาล ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในช่วงเวลากว่า 3 ขวบปีที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยรุกคืบเข้าไปยึดพื้นที่ในวุฒิสภาได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ จนสื่อมวลชนสามารถแยกแยะกลุ่ม ส.ว.ไทยรักไทยได้โดยชัดเจน แม้จะมิได้สังกัดพรรคไทยรักไทยโดยนิตินัย เนื่องจากมีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็สังกัดพรรคไทยรักไทยโดยจิตวิญญาณ

การก่อเกิดกลุ่ม ส.ว.ไทยรักไทย นำมาซึ่งกระบวนการองครักษ์พิทักษ์ไทยรักไทย และองครักษ์พิทักษ์ทักษิณด้วย นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ อันเป็นผลจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทั้งนี้ปรากฏว่า ก่อนการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2543 ไม่มีกลุ่มองครักษ์พิทักษ์พรรคในวุฒิสภา กลุ่มองครักษ์เหล่านี้มีเฉพาะแต่ในสภาผู้แทนราษฎร และนอกรัฐสภา

การก่อเกิดกระบวนการองครักษ์พิทักษ์ไทยรักไทย และองครักษ์พิทักษ์ทักษิณในวุฒิสภา สร้างความร้าวฉานอย่างรุนแรงในวุฒิสภา เพราะทุกครั้งที่มีการอภิปรายในวุฒิสภาเพื่อวิพากษ์รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี กลุ่มองครักษ์เหล่านี้จะปฏิบัติการก่อกวนการอภิปรายด้วยวิธีการนานัปการ เพื่อให้ "เข้าตา" นายที่นั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ด้วยเหตุดังนี้ ความตึงเครียดภายในวุฒิสภาจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีตรีคูณ ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าวนี้ ประชาสังคมย่อมมิอาจคาดหวังได้ว่า วุฒิสภาจะเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพราะแม้แต่การทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลยังมิอาจทำได้ ในเมื่อมีกระบวนการทอนกำลังและทอนปัญญาภายในวุฒิสภาเช่นนี้

ในฐานะพลเมือง ผมติดตาม "พัฒนาการ" ของวุฒิสภาอยู่ห่างๆ กระนั้นก็ตาม ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงตามลำดับ จนสำเหนียกว่า ความขัดแย้งต้องถึงจุดแตกหักไม่วันหนึ่งก็วันใด การใช้กำลัง "ระงับ" ความขัดแย้งระหว่างวุฒิสมาชิกภายในรัฐสภาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2547 เกิดขึ้นช้ากว่าที่ผมคิด ผมไม่ต้องการฟันธงว่า ใครถูกใครผิด แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า วุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 อยู่ในโครงสร้างที่มีความรุนแรง จะระงับความรุนแรงนี้ได้ก็ต้องทำลายโครงสร้างแห่งความรุนแรงนั้นเสีย

กฎกติกาในรัฐสภามีส่วนโหมไฟแห่งความรุนแรง และทั้งทอนกำลังและทอนปัญญาของรัฐสภาเอง กฎกติกาที่กำหนดว่า ผู้ที่ถูกอภิปรายพาดพิงมีสิทธิอภิปรายตอบโต้โดยฉับพลันนั้น มีส่วนขับดันการก่อเกิดและเติบโตของกระบวนการองครักษ์พิทักษ์พรรค และองครักษ์พิทักษ์นาย และใช้กฎกติกาดังกล่าวนี้ก่อกวนการอภิปรายของฝ่ายตรงกันข้ามได้โดยง่าย น่าประหลาดนักที่เหล่านักเลือกตั้งไม่คิดแก้ไขกฎกติกาลักษณะนี้

ผมมีความเห็นว่า การอภิปรายเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่ของรัฐสภา กฎกติกาในรัฐสภาควรจะเกื้อกูลให้การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อภิปรายควรจะสามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่จนจบสิ้นกระบวนความ ไม่ควรถูกขัดจังหวะ หากมีการอภิปรายพาดพิง ให้ผู้ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิในการอภิปรายได้ภายหลังจากผู้อภิปรายท่านแรกอภิปรายจบสิ้นกระบวนความแล้ว

การขัดจังหวะการอภิปรายโดยอ้างอิงสิทธิการถูกพาดพิง ส่วนใหญ่มีเป้าประสงค์ในการทำลายประสิทธิภาพการอภิปรายของฝ่ายตรงข้าม แต่การขัดจังหวะเช่นนี้ย่อมสร้างความขุ่นเคืองใจ และเป็นเหตุให้บรรยากาศในรัฐสภาระอุด้วยความขัดแย้ง

วุฒิสภาถูกออกแบบโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ให้เป็นจักรกลสำคัญในกระบวนการปฏิรูปการเมือง ผมเขียนไว้ในบทความเรื่อง "อัปรียสภา" ว่า "...ไม่เพียงแต่วุฒิสภามิอาจทำหน้าที่ตามความคาดหวังได้เท่านั้น หากทว่าความโสโครกภายในวุฒิสภาทำให้การชะล้างความโสโครกของวุฒิสภากลายเป็นงานสำคัญของกระบวนการปฏิรูปเสียเอง..."
กำลังโหลดความคิดเห็น...