xs
xsm
sm
md
lg

Traffic ยาเสพติด ปัญหาโลกแตก

เผยแพร่:   โดย: เสรี พงศ์พิศ


ถ้ายาเสพติดจะกลับมาในประเทศไทยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และก็ไม่ใช่เพราะความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล ซึ่งทำได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว แต่เพราะว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาโลกแตก คือปัญหาของโลกโดยรวม ที่สลับซับซ้อนและสัมพันธ์กันไปหมด

ยาเสพติดไม่ใช่แค่เรื่องการผลิตในประเทศหนึ่งแล้วเอาไปขายประเทศอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องการปราบปรามทำลายต้นตอการผลิต กระบวนการค้าหลากหลายขั้นตอนที่ลึกลับซับซ้อนไปจนถึงผู้เสพ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องค้าไปด้วย ไม่งั้นก็ไม่มีทางได้เสพ ไม่ใช่แค่เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพราะยาเสพติดไม่ได้เป็นแค่ปัญหายาเสพติด แต่เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา สุขภาพ ปัญหาครอบครัว

ที่สำคัญ คือปัญหาคอรัปชั่นของผู้มีอำนาจ ผู้บังคับใช้กฎหมาย ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความไม่เป็นธรรมทางการค้าโดยเฉพาะระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเม็กซิโก โคลัมเบียและประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ ที่ล้วนแต่อยู่ “ติดรั้วบ้าน” ของอเมริกา เป็นสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน

เมื่อประเทศติดรั้วบ้านล้วนยากจน และมีคนลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศของตนทุกวันยังกับกองทัพมด และคนอเมริกันที่ยากจนก็ยังมีไม่น้อย สหรัฐอเมริกาเองก็อ่อนแอเพราะปัญหาสังคมเสื่อมสลาย ครอบครัวแตกแยก แล้วจะแปลกอะไรถ้าทุกขณะคนอเมริกันเป็นแสนจะเดินทางไปย่านคนผิวดำเพื่อหาซื้อยาเสพติด และคนในย่านนั้นบางคนทำเงินได้ 500 เหรียญในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง

ด้วยเหตุนี้ ในสหรัฐอเมริกา “หาซื้อยาเสพติดยังง่ายกว่าหาซื้อเหล้าเสียอีก” ยาเสพติดได้แพร่กระจายไปถึงทุกซอกหลืบของสังคมอเมริกันไปแล้ว เด็กเยาวชนในชั้นมัธยมปลายใช้ยาเสพติดกันถึงร้อยละ 25 ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ แม้จะมีมาตรการเข้มข้นปานใดก็ดูเหมือนจะไม่อาจจัดการกับปัญหายาเสพติดให้หมดไปหรือแม้แต่ลดลงไปได้

กฎหมายสหรัฐที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดมากกว่าประเทศใดๆ ในเรื่องยาเสพติด งบประมาณปีละถึงหนึ่งล้านล้านบาท พร้อมกับเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีพร้อมสรรพ บุคลากรมีเป็นกองทัพทำงานทั้งในสหรัฐและในหลายประเทศทั่วโลก ขนาดนั้นก็ยัง “เอาไม่อยู่” เหมือนกับนักมวยต่อยกระสอบล่อเป้าเอาเป็นเอาตาย แต่กระสอบก็ห้อยโตงเตงอยู่อย่างนั้นไม่ได้หายไปไหน

ยาเสพติดเป็นปรากฎการณ์และปัญหาโลกาภิวัติน์ เป็นผลพวงของการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรมระหว่างประเทศ ประเทศรวยเอาเปรียบประเทศจน ขูดรีดเอาทรัพยากรและบุคลากรไปจนหมด ยาเสพติดเป็น “อาวุธ” สุดท้ายของหลายประเทศในการต่อสู้เพื่อการอยู่รอด เป็นที่มาของรายได้ที่สัมพันธ์กับการซื้อขายอาวุธ การก่อการร้าย การต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ

ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้ต้องดิ้นรนหาทุนกันทุกวิถีทาง คนรวยและประเทศพัฒนาแล้วเล่นหุ้นและทำกำไรหลากหลายวิธี เน้น “ผลลัพธ์” มากกว่ากระบวนการ ไม่ขายยาเสพติดแต่ขายอาวุธ ซึ่งไม่ได้ร้ายแรงน้อยกว่ายาเสพติดเลย รวมทั้งสินค้าที่โฆษณาบ้าเลือดยัดเยียดให้บริโภคแบบเสพติด

คนจนทั้งในประเทศร่ำรวยและยากจนต่างก็ดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะให้ได้เงินมา ไม่ว่ามีวิธีไหนก็เหมือนกัน เน้น “ผลลัพธ์” มากกว่ากระบวนการเช่นเดียวกัน และดูเหมือนว่ายาเสพติดจะเป็นวิธีที่”ดีที่สุด” เพื่อการทำเงิน ดีกว่าการค้าของเถื่อนและผิดกฎหมายอื่นๆ รายได้เนื้อๆ ไม่ต้องเสียภาษี ไม่มีการโฆษณาสินค้า ไม่ต้องจัดหาหีบห่อให้สวยงาม การประกันสินค้าและขนส่ง ฯลฯ มีแต่ได้กับได้ ถ้ารอดไปได้ไม่ถูกจับหรือถูกกวาดล้างเสียก่อน

นี่เป็นข้อสรุปบางส่วนที่ได้จากการดูหนัง Traffic (2000)

เป็นหนังที่ดูไม่สนุก ดูแล้วเครียด เป็นหนังยาวถึงเกือบสามชั่วโมง นำเอาเรื่องที่ต่างกันสามเรื่องมาเล่าคู่ขนานกันไป เกี่ยวกันบ้างไม่เกี่ยวกันบ้าง เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติดและการปราบปรามในเม็กซิโก โดยเฉพาะที่อยู่ติดชายแดนสหรัฐฯ

เรื่องที่สองเกี่ยวกับผู้อำนวยการ DEA คนใหม่ (Drug Enforcement Administration) หน่วยงานที่ดูแลเรื่องยาเสพติดของสหรัฐ ซึ่งต้องรบทุกระดับ ระดับระหว่างชาติ ระดับชาติและระดับครอบครัว ลูกสาววัย 16 คนเดียวของเขาติดยา เขาเป็นผู้พิพากษา ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ลูกลองเสพเพียงครั้งเดียวก็ติดใจ และติดหนักในท้ายที่สุด

เรื่องที่สามเป็นกระบวนการปราบปรามยาเสพติดในสหรัฐฯเองที่พยายามจัดการกับพวกค้ายาระดับตัวการใหญ่ ซึ่งแม้จับได้แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ในท้ายที่สุด เพราะพยานปากสำคัญโดนเก็บจนได้ แม้จะ “อุ้ม” ไปไว้ในเซฟเฮาส์และดูแลอย่างเข้มงวด แต่อำนาจยาเสพติดนั้นเข้าไปถึงทุกวงการ จนดูเหมือนว่าสั่งให้ฆ่าใคร จัดการใครแบบไหนก็ทำได้

Steven Soderbergh ส่งหนังที่ตัวเองกำกับเข้าประกวดปีเดียวสองเรื่อง Erin Brockovich และ Traffic เรื่องโลกแตกทั้งสองเรื่อง สิ่งแวดล้อมและยาเสพติด และได้รางวัลทั้งสองเรื่อง Traffic ได้มากถึง 4 รางวัล โดยเฉพาะผู้กำกับและดาราประกอบชายยอดเยี่ยม (Benecio del Toro) ซึ่งแสดงเป็นตำรวจเม็กซิกันที่พัวพันยาเสพติดด้วยบทที่พลิกไปพลิกมา ไม่รู้ว่าเข้าข้างไหนกันแน่ ซึ่งในความเป็นจริงก็มักเป็นเช่นนี้ ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ใครจะหักหลังใครในที่สุด

เรื่องราวที่เม็กซิโกฉายให้เห็นขบวนการค้ายาเสพติดที่ซับซ้อน ที่ชัดๆ คือคอร์รัปชั่นและโกงกันทุกระดับ ตั้งแต่รากหญ้าไปหาผู้นำ ไม่เว้นทั้งตำรวจและทหาร การปราบปรามยาเสพติดที่เห็นๆ จึงมักเป็นเพียงแต่การจัดการระหว่างกลุ่มหรือองค์กรการค้ายาระดับชาติด้วยกันเท่านั้น ใครคนหนึ่งพูดขึ้นมาในหนังว่า “ที่เม็กซิโก การรักษากฎหมายเป็นกิจกรรมเพื่อหากำไร”

เรื่องราวของผู้อำนวยการสำนักงานยาเสพติด (ไมเคิล ดักลาส) และนโยบายการทำงาน รวมทั้งการปฏิบัติการข้ามพรมแดนร่วมมือกับรัฐบาลเม็กซิกันนั้นไม่เท่าไร หนังตั้งใจจะให้เห็นภาพภายในครอบครัวของผู้อำนวยการมากกว่า สะใจคนดูที่อยากให้ผู้บริหารระดับสูงได้เจออะไรแบบนี้ด้วยตัวเอง ให้ลูกหรือคนในครอบครัวสักคนหนึ่งติดยา จะได้กระตือรือร้นจัดการกับปัญหานี้อย่างเอาจริงเอาจัง

แต่ก็อย่างว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะโทษพ่อกับแม่เท่านั้นก็ไม่เป็นธรรมเท่าไร พ่อกับแม่เองก็เคยสูบกัญชามาก่อนสมัยยังหนุ่มยังสาวอยู่มหาวิทยาลัย แต่ก็เพียงทดลองเป็นครั้งคราวเท่านั้น สังคมวันนี้ฟอนเฟะกว่าเดิมมากนัก สิ่งแวดล้อมล้วนเป็นพิษ ยากที่จะหลุดรอดไปได้

สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก ดูเหมือนจะเชื่อว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสุขภาพ ปัญหาสังคมมากกว่าเป็นอาชญากรรม จริงอยู่คนเสพยามักก่ออาชญากรรมเพราะถ้าไม่ขโมยก็ไม่มีเงินซื้อยา แต่ปัญหา “ความเจ็บป่วย” ของผู้คนต้องได้รับการเยียวยารักษาอย่างเหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่

ที่สุด หนังก็ดูเหมือนจะบอกว่า ที่ช่วยครอบครัวได้จริงๆ กลับเป็นสถานที่บำบัดฟื้นฟูสุขภาพกายใจคนติดเหล้าและติดยา ครั้งแรกที่ลูกสาวไปรักษาไปคนเดียว เธอหนีออกมาและยิ่งไปไกลกว่าเดิม ครั้งสุดท้ายเห็นภาพพ่อกับแม่ไปด้วย เธอเชื่อมั่นว่าจะไม่กลับไปหามันอีก

เรื่องราวที่สามเป็นกระบวนการปราบปรามยาเสพติดในสหรัฐเอง ซึ่งแม้หนังจะพยายามแสดงให้เห็นความซับซ้อนของขบวนการ แต่คงเทียบไม่ได้กับความเป็นจริง ไม่รู้จะได้เพียงเศษเสี้ยวหรือเท่าไร และดูจะไม่เน้นให้เห็นโหดๆ อย่างที่เข้าใจกัน แต่ที่เหมือนกันไม่ว่าประเทศไหนคือการทรยศ หักหลัง การฆ่ากันเอง การอุ้ม การฆ่าตัดตอน ถ้าจะต่างก็คงอยู่ที่จำนวน ซึ่งตัวเลขสองพันกว่าของไทยดูจะทำลายสถิติบ้านอื่นเมืองอื่นเขามากเกินไปจนใครๆ สงสัยว่าอะไรจะขนาดนั้น พอใครเขาถามมาก็ตอบได้ไม่เต็มปาก

ยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ก่อให้เกิดปัญหาและความสูญเสียอย่างประเมินมิได้ ทั้งชีวิตผู้คน งบประมาณแผ่นดิน ที่ต้องใช้เพื่อจัดการกับการปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่อง การคอรัปชั่น สูญเสีย “ทุนมนุษย์” หรือบุคลากรที่ติดยา เสียเวลาและมันสมองเพราะต้องติดคุก แทนที่จะใช้เวลาไปทำประโยชน์เพื่อสังคม

คงไม่ง่ายนักที่จะหาทางออก ที่แน่ๆ เรื่องนี้ปล่อยให้รัฐบาลหรืออำนาจรัฐจัดการคนเดียวคงไม่สำเร็จอย่างแน่นอน ชุมชนจะต้องลุกขึ้นมาดูแลตนเอง ครอบครัวและชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็ง ป้องกันดีกว่าตามแก้

แต่ชุมชนเข้มแข็งไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่ได้แปลว่าต้องตามล่าคนขายยาอย่างเดียว เพราะคนขายวันนี้เขาไม่ขายกันโจ่งแจ้งเหมือนขายไอศกรีมแล้ว

แก้ปัญหายาเสพติดวันนี้ใช้เงินกับอำนาจอย่างเดียวแก้ไม่ได้ ต้องใช้พลังปัญญา และต้องใช้กันให้เต็มทั้งแผ่นดิน ทั้งรัฐบาลและชุมชน
กำลังโหลดความคิดเห็น...