xs
xsm
sm
md
lg

ตลาดหลักทรัพย์ในฐานะตลาดการเมือง

เผยแพร่:   โดย: รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

ในสมัยที่ยังเป็นละอ่อน ผมมีความเข้าใจตามตำราว่า ตลาดหลักทรัพย์เป็นกลไกสำคัญในการระดมเงินออมจากประชาชน เพื่อจัดสรรให้แก่นักลงทุนที่ต้องการเงินทุน แต่เมื่อชราภาพมาเยือน ผมมีความเข้าใจตามอวิชชาที่เพิ่มพูนตามวัยว่า ตลาดหลักทรัพย์มีฐานะเป็นตลาดการเมือง

ในประเทศไหนๆ ตลาดหลักทรัพย์ล้วนเป็นตลาดการเมืองทั้งสิ้น ถึงผมจะไม่เคยเดินทางดูงานตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก แต่ผมจะกล่าวอ้างเช่นนี้ ใครจะทำไม

เมื่อผมปลงตกเสียแล้วว่า ตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดการเมือง ผมจึงไม่รู้สึกประหลาดใจที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมบรรดาผู้จัดการและผู้บริหารระดับสูงของ Mutual Funds Hedge Funds รวมตลอดจน Funds for Fun เพื่อคุยโม้เรื่องความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทย โดยมีนัยที่จะเรียกร้องให้นายทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมืองไทย

ผมยังรู้สึกเสียดายที่นายกรัฐมนตรีมิได้เรียกร้องให้ผู้จัดการกองทุนเหล่านั้นเข้ามาช่วยปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ SET Index พุ่งกระฉูด เพราะการพุ่งกระฉูดของ SET Index บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจไทย แต่การพุ่งกระฉูดของ SET Index จะช่วยให้คนจนมีฐานะดีขึ้นหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องของคนจนโดยแท้ เพราะไม่มีใครช่วยคนจนได้ตราบเท่าที่ยังเป็นโรคดื้อความรวยชนิดเรื้อรัง

ผมรู้สึกชื่นชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแล้วคนเล่า ที่ต้องไปเยือนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในยามที่เข้ารับตำแหน่ง เพราะการมาเยือนของท่านรัฐมนตรี ทำให้ตลาดหลักทรัพย์มีชีวิตชีวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบางคนถึงกับเปล่งมธุรสวาจาว่า SET Index ในขณะนั้นต่ำเกินไป นักลงทุนเมื่อได้ยินมธุรสวาจาเช่นนั้น ย่อมมีความกระชุ่มกระชวยและก่อเกิดพลังในการซื้อขายหลักทรัพย์ บางคนเข้าใจผิดว่า ท่านรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่า กำลังจะมีการปั่นหุ้น จึงพากันเข้าไปเทซื้อเทขาย จน SET Index วิ่งฉิว

ข้อที่ผมเสียดายอยู่ประการหนึ่งก็คือ ยังไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนหนึ่งคนใดสวมหัวใจชาติเชื้ออาชาไนยฟันธงว่า SET Index ต้องขึ้นสู่ระดับ 10,000+

ในเมื่อผมปักใจเชื่อเสียแล้วว่า ตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดการเมือง ผมจึงรู้สึกเฉยๆ ที่ผู้ทรงอำนาจทางการเมืองใช้อำนาจทางการเมืองในการปั่นหุ้น ในเมื่อผมหากินโดยอาศัยศาสตร์ว่าด้วยสัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์เศรษฐกิจย่อมต้องการอรรถประโยชน์สูงสุด (Utility Maximization) การได้มาซึ่งทรัพย์ศฤงคารจากการปั่นหุ้น ย่อมช่วยเพิ่มพูนอรรถประโยชน์ แต่การปั่นหุ้นต้องเผชิญสภาวะความไม่แน่นอน (Uncertainty) และความเสี่ยง (Risk) การปั่นหุ้นในขณะที่มีอำนาจทางการเมืองจะช่วยลดสภาวะความไม่แน่นอนและความเสี่ยงดังกล่าวนี้ ด้วยเหตุดังนี้ ผมจึงอดรู้สึกชื่นชมบรรดาผู้ทรงอำนาจทางการเมืองที่หารายได้จากการปั่นหุ้นในขณะมีอำนาจมิได้ เพราะคนเหล่านั้นกระทำตามสุภาษิตไทยที่ว่า "น้ำขึ้นให้รีบตัก"

การใช้อำนาจทางการเมืองในการปั่นหุ้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ประเทศไหนๆ ก็มีกันทั้งนั้น ไอ้พุ่มแห่งทำเนียบขาวเคยมีรายได้ชนิดเป็นกอบเป็นกำจากการปั่นหุ้นก่อนเข้าทำเนียบขาว เรื่องนี้พอล ครุกแมน (Paul Krugman) ยำไอ้พุ่มจนเละ ค้นหาอ่านจาก The New York Times ฉบับเก่าๆ ได้ เมื่อเข้าทำเนียบขาวแล้ว ไอ้พุ่มไม่มีเวลาปั่นหุ้น แต่คอยอุ้มชูพรรคพวกเก่าที่พลาดพลั้งต้องคดี

การใช้อำนาจทางการเมืองในการปั่นหุ้นสามารถกระทำได้อย่างเต็มที่ ก็ต่อเมื่อตลาดหลักทรัพย์ไม่มีความโปร่งใส หากความโปร่งใสของตลาดหลักทรัพย์ยิ่งมีมากเพียงใด การดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการปั่นหุ้นยิ่งมีน้อยมากเพียงนั้น ด้วยเหตุดังนี้ ผู้ทรงอำนาจทางการเมืองที่ต้องการรายได้จากการปั่นหุ้น จักต้องดำเนินการให้ตลาดหลักทรัพย์แลดูอึมครึม ในการนี้ จักต้องส่งลิ่วล้อที่เกลียดความโปร่งใสชนิดเข้าไส้ให้ไปคุมตลาดหลักทรัพย์ มิฉะนั้นความอึมครึมของตลาดหลักทรัพย์จะไม่มีลักษณะยั่งยืนสถาพร

แต่การปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะมีหลักประกันในเรื่องรายได้ ยังต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ

เงื่อนไขประการที่หนึ่ง จะปั่นหุ้นได้ ต้องมีเงิน ในประการสำคัญต้องมีสายป่านยาว ผู้ทรงอำนาจทางการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ ต้องจัดการให้สถาบันการเงินของรัฐแปรสภาพเป็นโรงงานผลิต "ด้าย" เพื่อจัดสรร "ด้าย" ให้แก่ลิ่วล้อบริวารในการปั่นหุ้น

เงื่อนไขประการที่สอง จะได้ผลตอบแทนจากการปั่นหุ้น ต้องปล่อยให้เศรษฐกิจฟองสบู่พองลม หากดำเนินนโยบาย "ปล่อยลม" หรือชะลอการพองลม ผลประโยชน์จากการปั่นหุ้นย่อมได้ไม่เต็มที่
เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่พองลมในทศวรรษ 2530 เทคโนแครตในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลังไม่คิดเหยียบเบรก ทั้งๆ ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านนโยบายเศรษฐกิจมหภาค เนื่องเพราะได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้นและการปั่นราคาที่ดิน หากกล่าวด้วยภาษาที่ใช้กันในปัจจุบัน เทคโนแครตเหล่านั้น ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อน ในด้านหนึ่งมีหน้าที่ในการเหยียบเบรกเศรษฐกิจฟองสบู่ ในอีกด้านหนึ่งมีผลประโยชน์จากเศรษฐกิจฟองสบู่ เทคโนแครตไทยเลือกผลประโยชน์เหนือหน้าที่ความรับผิดชอบอันเป็นไปตามธรรมชาติของสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เศรษฐกิจฟองสบู่แตกอย่างรุนแรง เพราะไม่มีใครทำหน้าที่เหยียบเบรกในยามพองลม ตามมาด้วยวิกฤตการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

ตลาดหลักทรัพย์เป็นตลาดการเมืองอย่างปราศจากข้อกังขา ในฐานะตลาดการเมือง ชะตากรรมของตลาดหลักทรัพย์ย่อมขึ้นอยู่กับการชี้เป็นชี้ตายของฝ่ายการเมือง โดยที่คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มิอาจทัดทานได้ มิหนำซ้ำบ่อยครั้งยังเป็นมือเป็นตีนและเป็นเบี้ยหมากรุกของฝ่ายการเมือง โดยปฏิบัติการเพื่อประโยชน์ของฝ่ายการเมือง

ในฐานะตลาดการเมือง การใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อหาประโยชน์จากการปั่นหุ้นเป็นเรื่องธรรมดา ในทำนองเดียวกับที่การสั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐจัดสรรสินเชื่อเพื่อการปั่นหุ้นก็เป็นเรื่องธรรมดาเฉกเช่นเดียวกัน

หากผู้ทรงอำนาจทางการเมืองถูกรัดรึงด้วยผลประโยชน์ส่วนบุคคลในตลาดหลักทรัพย์อย่างแน่นหนา และป่วยไข้ด้วยโรค SET Index Mania การเหยียบเบรกเศรษฐกิจฟองสบู่ย่อมไม่เกิดขึ้น ยิ่งการเก็บภาษีเงินได้ที่ได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ผู้ทรงอำนาจทางการเมืองอาจท่องคาถาเพื่อให้เศรษฐกิจฟองสบู่พองลม แต่เมื่อถึงคราวเศรษฐกิจฟองสบู่แตก อำนาจทางการเมืองมิอาจหยุดยั้งการแตกสลายของเศรษฐกิจฟองสบู่ได้

ถึงเวลานั้น ถึงคราวตัวใครก็ตัวมัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...