xs
xsm
sm
md
lg

สถาบันกองทัพไทย

เผยแพร่:   โดย: แสงแดด

ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของนานาอารยประเทศทั่วโลก สถาบันที่มีบทบาทมากที่สุดคือ "สถาบันกองทัพ" เนื่องด้วยตั้งแต่อดีตนับพันๆ ปี จนกระทั่งปัจจุบัน "สถาบันกองทัพ" ก็ยังสืบเนื่องการเป็นสถาบันในการรักษาความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยของชาติบ้านเมือง กอปรกับป้องกันการรุกรานจากอริราชศัตรู จากภายนอกประเทศตลอดจนรักษาความมั่นคงภายใน เราจึงได้ยินว่า "ทหารคือรั้วของชาติ" มาโดยตลอด

ผู้นำสูงสุดในอดีตทุกสังคมครั้งโบราณกาล ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดมักเป็น "นักรบ" ซึ่งเกิดจากการรวมตัวก่อตัวของกลุ่มบุคคล ที่ต้องรักษาผืนแผ่นดินที่ดำรงชีพอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน และ/หรือเมืองที่ศัพท์ทางรัฐศาสตร์เรียกว่า "เมืองรัฐ (CITY-STATE)" อย่างไรก็ตาม กลุ่มคณะบุคคลนี้ก็คือ "ประชาชน" ที่รวมตัวกันปกป้องผืนแผ่นดินจากการรุกรานของชุมชนอื่น และ/หรือเมืองอื่นที่เป็นปรากฏการณ์ปกติธรรมดา ที่ยุคนั้นมีการรุกรานด้วยการพุ่งรบเป็นสงครามเพื่อให้ได้มาซึ่งแผ่นดินเพิ่มเติม แม้กระทั่งยุคสมัยปัจจุบันปรากฏการณ์ "สงคราม" เช่นนี้ก็ยังคงดำเนินกันอยู่แต่ต่างรูปแบบและเป้าหมาย

กลุ่มประชาชนที่ก่อตัวกันพร้อมจัดตั้ง อาสาสมัครและ "ผู้รักแผ่นดิน" เป็น "กองทัพ" โดยแน่นอนที่สุดจะต้องมี "กลุ่มแกนนำ" ที่เป็นหัวหอกสำคัญในการกำหนด "ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี" ในการปกป้องแผ่นดิน ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องมีหนึ่งคนที่ถูกสถาปนาให้เป็น "ผู้นำ" ทั้งนี้ กลุ่มแกนนำทั้งหมดพร้อมสมาชิกและผู้นำต่างเป็น "นักรบ" ทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กลุ่มนักรบนี้ต่างล้วนเป็นประชาชน เช่นเดียวกันถ้าเราลองจินตนาการนึกภาพย้อนอดีตประวัติศาสตร์ชาติไทยดู เรานึกแค่เพียง "ศึกบางระจัน" ก็คงนึก กลุ่มชาวบ้านนักรบ" แกร่งกล้าเหล่านั้นได้

จากการพรรณนาข้างต้นทั้งหมดนั้น "แสงแดด" เพียงอยากให้เราทุกคนได้ตระหนักความจริงว่า "ทหาร" นั้น ไม่ว่าจะเหล่าใด มาจากการเป็นประชาชนทั้งสิ้นมิใช่เป็นกลุ่มบุคคลหรือมนุษย์วิเศษแต่ประการใด เพราะฉะนั้น "สถาบันกองทัพ" ก็เป็นสถาบันหลักอันหนึ่งของชาติของประชาชนเราคงไม่ต้องอธิบายว่า "รัฐ-ชาติ" นั้น หมายถึงอะไรและ "ประชาชน" เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของ "สถาบันกองทัพ"

"พระมหากษัตริย์-จักรพรรดิ-ราชา" ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของนานาอารยประเทศต่างล้วนสถาปนาตนเอง และ/หรือถูกสถาปนาจากประชาชนให้เป็น "จอมทัพ" เกือบทั้งหมด เพราะ "ผู้นำ" เหล่านั้นเป็นผู้ที่เป็น "นักรบ-ผู้หาญกล้า" ปกป้องรักษาดินแดน นอกเหนือจากนั้นความจริงที่เราต้องรับเช่นเดียวกันว่า กลุ่มคณะบุคคลที่ค้ำจุนปกป้องรักษาความมั่นคงประเทศชาติทุกประเทศต่างก็คือ "กองทัพ-ทหาร" เกือบทั้งหมด แม้กระทั่งในปัจจุบันที่วิวัฒนาการทางการเมืองการปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดแต่ "สถาบันกองทัพ" ก็ยังเป็นสถาบันหลักที่ค้ำจุนประเทศชาติตลอดมา

ในสังคมยุคใหม่ที่เรียกว่า "ยุคโลกาภิวัตน์" หลายฝ่ายอาจจะคิดว่าสถาบันกองทัพลดบทบาทลง ทั้งนี้ใน "หลักการ" อาจเป็นเช่นนั้น แต่ในทางปฏิบัติและในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว "สถาบันกองทัพ" ยังคงตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์และปรัชญาของ "ทหาร" มาโดยตลอด เพียงแต่อยู่ในกรอบในรั้วตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีประเทศไทย อุดมการณ์ ปรัชญา และเจตนารมณ์ของ "สถาบันกองทัพ" คือ "เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน" โดยที่ไม่ต้องมีการแปลเป็นไทยแต่ประการใดว่าหมายความอย่างไร

จากการที่ "กองทัพ" เป็นสถาบันหลักที่ค้ำจุนชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด คงเป็นกรณีปกติธรรมชาติสถาบันกองทัพต้องหวงแหนอธิปไตยประเทศชาติ และต้องปกป้องรักษาความมั่นคงที่สืบทอดกันมานับหลายร้อยปี ถ้าเราลองนึกดูถึงประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนสมัยรัตนโกสินทร์ ความจริงที่เราบิดเบือนไม่ได้คือ "สถาบันกองทัพ" เป็นสถาบันที่เป็น "รั้วของชาติ" ทำหน้าที่ในการสู้รบ ปกป้อง ประเทศชาติจากอริราชศัตรูมาโดยตลอด ตามประวัติศาสตร์ไทยได้มีการสรรเสริญเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยมาโดยตลอดถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ "ร่วมบัญชาการ-ร่วมรบ" เพื่อปกป้องประเทศชาติมาทุกยุคทุกสมัย เพียงต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น แม้กระทั่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ในหลวงของเรา" พระองค์ท่านยังปฏิบัติพระราชกรณียกิจดุจ "จอมทัพ" ที่ปกป้องพร้อมหล่อหลอมหัวใจคนไทย ให้เป็นหนึ่งเดียวก่อให้เกิด "เอกภาพ-มั่นคง" แก่ชาติบ้านเมืองตราบเท่าทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี "ทหาร" ทุกผู้ทุกนายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันต่างตระหนักและรำลึกถึงบทบาทภารกิจหน้าที่ของตนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีชั้นยศสูงต่ำเพียงใด ต่างมีจิตใจเป็น "ทหาร" ทั้งสิ้น และแน่นอนที่สุดพร้อมตายเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยเมื่อปี 2475 สถาบันกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบกได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากกับระบบการเมืองการปกครอง จนสามารถเรียกได้ว่าเข้ามาทำหน้าที่แทนสถาบันสำคัญอื่น เนื่องด้วยสถานการณ์ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงเกิด "สุญญากาศทางอำนาจ" ที่กองทัพต้องเข้ามามีบทบาท กระนั้นก็ดี ความจริงที่เราต้องยอมรับก็คือว่า เหตุการณ์บ้านเมืองในอดีตที่เกิด "ปฏิวัติรัฐประหาร" นั้น เกิดจากปัจจัยทางการเมืองที่สลับซับซ้อนอย่างมาก โดยกลุ่มบุคคลสำคัญก็คือ "ทหารบางกลุ่ม-บางรุ่น" ที่ประกอบไปด้วยทหารเพียงไม่กี่คนรวมตัวกัน โดยมีเจตนารมณ์อาจจะเพื่ออำนาจและเพื่อความมั่นคง หรือผสมผสานกันไป แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ทอดยาวมาจนถึงปี 2519 นั้น "กลุ่มทหาร" บางกลุ่มครอบครอง อำนาจทางการเมืองการปกครองและมีบทบาทอย่างมากกับการพัฒนาประเทศชาติ

ว่าไปแล้ว "กลุ่มทหาร" ในบ้านเราตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว มีเพียงไม่เกิน 4 กลุ่มเท่านั้น ที่มีบทบาทอย่างมากกับการเมืองไทย กล่าวคือ กลุ่มที่มีศักยภาพสูงมากกับระบบการเมืองไทยและเป็นฟันเฟืองสำคัญคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลุ่มจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร กลุ่ม "ยังเติร์ก" จปร. 7 ของมหาจำลอง ศรีเมือง และเพื่อนร่วมรุ่น กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่ม จปร. 5 ที่มีพล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นแกนนำ นอกเหนือจากนั้นแล้ว แทบจะไม่มีกลุ่มทหารกลุ่มใดที่มีบทบาททางการเมืองสูงเท่ากับกลุ่มข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว

ขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า "สถาบันกองทัพ" โดยองค์รวมแล้วต้องยอมรับว่าเป็นสถาบันที่มีปรัชญาอุดมการณ์แน่วแน่เพื่อชาติบ้านเมืองและทำหน้าที่ปกป้องรักษาความมั่นคงประเทศชาติมาโดยตลอด เพียงแต่มีกลุ่มคณะทหารบางรุ่นบางกลุ่มเท่านั้นที่พยายามก้าวล้ำนอกภารกิจ โดยพยายามเป็นสถาบันหลักสถาบันเดียวนอกเหนือจากสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางการเมืองการปกครอง

"แสงแดด" มีเพื่อนรักเพื่อนเกลอคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสร่วมทำงานกับทหารและกองทัพบกมานานนับสิบกว่าปี ในส่วนของงาน "กิจการพลเรือนทหารบกที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนโดยพยายามเข้าถึงประชาชน ร่วมกิจกรรมพัฒนากับประชาชน พร้อมทั้งเปิดหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวกับภาครัฐและภาคเอกชน สงครามจิตวิทยาความมั่นคง แต่โดยนัยสำคัญก็เพื่อ "ความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน"

กิจกรรมที่ "ภาคพลเรือน-ภาคประชาชน" ได้มีส่วนร่วมกับกองทัพบกนั้น นอกเหนือจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้นยังมีกิจกรรมและภารกิจสำคัญร่วมกันคือ "สื่อวิทยุและโทรทัศน์" ที่กองทัพบกกำกับดูแลอยู่ ทั้งรายการวิทยุสำคัญต่างๆ อาทิ รายการกองทัพบกเพื่อประชาชน รายการข่าวสารวันนี้ และรายการใต้ร่มธงไทยที่เผยแพร่ออกอากาศครอบคลุมทั่วประเทศ 120 กว่าสถานีในช่วงเช้า กลางวัน และเย็น โดยรายการทั้งหมดนี้เป็นรายการเผยแพร่ความรู้ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และเรื่องระดับทำมาหากินของพี่น้องประชาชนเกษตรกรทั่วไป แต่แทบทุกสาขาจะมีการแฝงไว้ซึ่งสาระของกิจกรรมทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้น

เพื่อนรักเพื่อนเกลอ "แสงแดด" เวียนว่ายอยู่กับวงการสื่อฯ ของกองทัพมาโดยตลอด พร้อมเป็นกรรมการ "ร่วมคิดร่วมพัฒนา" มาโดยตลอด ทั้งนี้พลเรือนจำนวนไม่น้อยได้เข้ามาร่วมดำเนินกิจกรรมทางสื่อฯ กองทัพหลายท่าน โดยกองทัพบกได้นำ "ความคิดเห็น" นานาสารพัดจากบุคคลภายนอก เพื่อมาร่วมพัฒนากองทัพ ซึ่งเราจะเห็นชัดเจนว่ากองทัพนั้น มุ่งเน้นอย่างมากกับ "การมีส่วนร่วมของประชาชน" ไม่ว่าจะเป็นกิจการการรักษาความมั่นคงภายในหรือ กอรมน.ที่โด่งดังมาโดยตลอด

กองทัพบกเป็นสถาบันที่มีปรัชญา มีอุดมการณ์และเจตนารมณ์ที่แน่วแน่เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติเป็นรั้วของชาติ และม็อตโต้สำคัญ "เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน" โดย "สถาบันกองทัพ" ตระหนักและสำนึกดีว่า สถาบันของตนเองนั้นเป็น "สถาบันของชาติ-ของประชาชน" และคงไม่เคยคิดว่าทรัพยากรต่างๆ ในกองทัพเป็นของกลุ่ม ของคณะใด และ/หรือของตนเองเลย เพราะฉะนั้น ความสำคัญอย่างมากที่จะทำให้สถาบันกองทัพเป็นที่ "ยึดมั่น-เชื่อถือ" ของประชาชน โดยกองทัพจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง และตลอดไป
กำลังโหลดความคิดเห็น