xs
xsm
sm
md
lg

สรุปผลงาน “เฟซบุ๊ก” ช่วงโควิด-19 การันตีข่าวปลอม-ข้อมูลมั่วไม่มีที่อยู่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดใจทีมทำงานเฟซบุ๊ก (Facebook) ช่วงโควิด-19 โชว์ผลงานปัดกวาดเนื้อหามั่วสุดอันตรายร่วมกับการหนุนหน่วยงานสาธารณสุขและชุมชนทั่วโลกรวมถึงไทย ยอมรับหลายนโยบายไม่ใช่นโยบายใหม่แต่ประยุต์จากกฏระเบียบในมาตรฐานชุมชนเพื่อให้ครอบคลุมวิกฤติโควิด-19 ย้ำ “เนื้อหาอะไรก็ตามที่เป็นอันตรายกับชีวิต” จะถูกลบทิ้งทุกกรณี ยืนยันว่าในฐานะบริษัทโซเชียล Facebook จะต้องสร้างสมดุลย์ให้ดี ระหว่างเนื้อหาที่ไม่จริงแล้วเกิดอันตราย กับเสรีภาพในการพูดและแสดงออก

ชนัญญา คุณวัฒนการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ Facebook ประเทศไทย กล่าวว่าทุกมาตรการที่ Facebook ทำในช่วงโควิด-19 นั้นอิงบน 4 จุดประสงค์หลักคือ 1. ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง 2. จำกัดหรือลดข้อมูลที่ไม่เป็นจริงและเป็นอันตราย 3. ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุข ทั้งทั่วโลกและไทย และ 4. คือให้ความช่วยเหลือชุมชน

“หลายนโยบายไม่ใช่นโยบายใหม่ เช่น นโยบายแก้ปัญหาข่าวปลอม แต่ในช่วงโควิด-19 เราประยุต์กฏระเบียบในมาตรฐานชุมชน เช่นเรื่องเฮดสปีช ให้ครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวกับโควิด-19 นโยบายใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ คือการห้ามโฆษณาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ทั้งเครื่องมือทางการแพทย์ หน้ากาก ชุดการตรวจสอบหาโควิด-19 ด้วยตัวเอง เจลล้างมือ เป็นการห้ามโฆษณาเพื่อปกป้องไม่ให้ใครเอาเปรียบหรือหารายได้จากวิกฤตินี้”

ในช่วงที่ผ่านมา Facebook ลบเนื้อหาโฆษณาหน้ากากและเจลล้างมือมากกว่า 2.5 ล้านเนื้อหา (สถิติ 31 มี.ค. 63) และไม่ใช่เพียงโฆษณา แต่ Facebook ระบุว่า “อะไรก็ตามที่เป็นอันตรายกับชีวิต” จะถูกลบทิ้งจาก Facebook อยู่แล้ว Facebook จึงตรวจสอบเนื้อหาโดยร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นองค์กรแยกเป็นอิสระและได้รับใบรับรอง IFCN มีมาตรฐาน เครื่องมือ และความรู้เพียงพอในการตรวจสอบ องค์กรเหล่านี้จะถูกเรียกว่าแฟคเช็กเกอร์ (Fact Checker) ซึ่งเฉพาะช่วงมรสุมโควิด-19 ราว 2-3 เดือนที่ผ่านมา Facebook ระบุว่าได้เพิ่ม Fact Checker ราว 8 รายทั่วโลก เบ็ดเสร็จแล้วปัจจุบัน Fact Checker ตรวจสอบข่าวปลอมบน Facebook มีจำนวน 60 ราย ครอบคลุม 50 ภาษา

อลิซ บูดีซัทจีโร ผู้จัดการฝ่ายนโยบายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลเท็จ Facebook ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ให้รายละเอียดเพิ่มว่า Fact Checker ทั้ง 8 รายถูกเพิ่มเพื่อเน้นตรวจสอบเนื้อหาของผู้ใช้ในเอเอชียแปซิฟิก เช่นที่ไต้หวัน สิงคโปร์ เมียนมาร์ บังกลาเทศ แต่ในไทยยังมี “เอเอฟพี ไทยแลนด์” รายเดียวที่เป็น Fact Checker ประจำการ

เหตุที่ต้องเพิ่ม Fact Checker เพราะวิกฤติโควิด-19 เป็นช่วงเวลาที่จำนวนการส่งเนื้อหาบน Facebook เพิ่มขึ้นสูงมาก หากไม่นับการส่งข้อความถึงกันที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างรุนแรง และการโทรด้วยเสียง-วิดีโอก็เพิ่มขึ้น 2 เท่าบนแมสเสนเจอร์ (Messenger) และว็อตสแอป (WhatsApp) ยังมีโฆษณาหน้ากากและเจลล้างมือ รวมถึงเนื้อหาหลายล้านชิ้นที่สุ่มเสี่ยงทำให้ผู้ใช้ Facebook เข้าใจผิด

ผลงานของ Fact Checker ช่วงโควิด-19 คือการแจ้งเตือนจนสกัดการแชร์ข้อมูลเท็จบน Facebook มากกว่า 50 ล้านโพสต์ได้สำเร็จ เป็นการอ้างอิงจาก 7,500 บทความที่เอเอฟพีไทยแลนด์ตรวจสอบแล้ว

เน้นผลระยะยาว

ในเมื่อจุดที่ Facebook โฟกัสคือการสนับสนุนการทำงานขององค์กรสาธารณสุขระดับโลก เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ปลอดภัยและรู้ทันเหตุการณ์ท่ามกลางวิกฤติจากโควิด-19 แนวปฏิบัติของ Facebook จึงเน้นผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในระยะยาว ทั้งการต่อยอดภาคอุตสาหกรรมต่างๆได้ รวมถึงช่วยเหลือทั้งชุมชน

Facebook อาสาเป็นสะพานส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือสำหรับทุกคน Facebook จึงมี 2 แนวทางจัดการข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและอาจก่อให้เกิดอันตรายหลายด้าน นั่นคือการลบออกและการลดการเห็น

“ข่าวปลอมหรือเฟกนิวส์ไม่ใช่ข่าวที่เราไม่ชอบ หรือข่าวที่แสดงความคิดเห็นแง่ลบ แต่แท้จริงแล้วคือข้อมูลที่ไม่เป็นจริง เป็นความเท็จที่ผู้คนแชร์โดยที่ไม่ทราบว่าข้อมูลปลอม”


สิ่งที่ Facebook ทำคือจัดการลบเนื้อหาลวงที่เข้าข่ายความผิดหลายส่วน ได้แก่ เนื้อหาที่ละเมิดมาตรฐานชุมชน ซึ่ง Facebook ได้ผนวกเนื้อหาที่ครอบคลุมแนวทางการรับมือโควิด-19 และแจ้งเตือนผู้ใช้แล้ว ก็จะถูกลบไป ส่วนที่ 2 คือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดอันตราย (Coordinating Harm) เรื่องนี้ Facebook ย้ำเด็ดขาดว่าไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่สนับสนุนการทำร้ายร่างกายตนเองหรือก่อให้เกิดอันตรายในโลกออฟไลน์ ส่วนที่ 3 คือเนื้อหาที่แสดงความเกลียดชัง เพราะ Facebook ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาพาดพิงถึงผู้ใช้งานคนใดว่ามีส่วนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงห้ามล้อเลียนบุคคลที่ติดไวรัส

ส่วนที่ 4 คือการกลั่นแกล้งและการล่วงละเมิด Facebook ย้ำว่าไม่อนุญาตเนื้อหาที่มีเจตนาประทุษร้ายผู้อื่น เช่น การกล่าวอ้างว่าบุคคลใด ป่วยเป็นโรคโควิด-19 หรือพวกเขาเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามกฎการกักตัว ส่วนที่ 5 คือเนื้อหาจากบัญชีปลอม ตามนโยบายเดิมที่ Facebook มุ่งมั่นลบบัญชีปลอมที่มีเจตนาเพื่อกระจายข่าวปลอมมาตลอด

“ในไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2563 Facebook ได้ลบบัญชีปลอมแล้วจำนวน 1.7 พันล้านบัญชีทั่วโลก”

ส่วนที่ 6 คือข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง Facebook มีการกำหนดนโยบายที่อนุญาตให้ Facebook สามารถลบข้อมูลปลอมที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายได้ เช่นเนื้อหาเกี่ยวกับการกล่าวอ้างด้านการรักษา ตลอดถึงสถานที่ให้บริการรักษา โดยอ้างอิงแนวทางจากองค์การอนามัยโลกและหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพ เพื่อไม่ให้ผู้อ่านเข้าใจผิดจนไม่ยอมเข้ารับการรักษากับแพทย์ปัจจุบัน

สำหรับการจัดการเนื้อหาที่ไม่ได้ส่งผลต่ออันตรายต่อชีวิตหรือทางร่างกายโดยตรง เช่น ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับสาเหตุของโควิด-19 Facebook ระบุว่าได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรตรวจสอบข่าวปลอมกว่า 60 รายซึ่งครอบคลุมกว่า 50 ภาษา ทันทีที่เนื้อหาได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นความจริง Facebook จะลดโอกาสการมองเห็นข้อมูลนั้นในหน้าข่าวและติดสัญลักษณ์แจ้งเตือน

“นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมถึง 16 เมษายน พ.ศ. 2563 Facebook ได้เพิ่มจำนวนพันธมิตรตรวจสอบข่าวปลอมอีก 8 ราย และขยายการครอบคลุมในอีกกว่า 12 ประเทศ” อลิซกล่าว “ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราได้แสดงการแจ้งเตือนสำหรับเนื้อหาราว 50 ล้านโพสต์บน Facebook ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ซึ่งอ้างอิงจาก 7,500 บทความโดยพันธมิตรตรวจสอบข่าวปลอมอิสระ เมื่อผู้ใช้งานเห็นสัญลักษณ์แจ้งเตือนแล้ว 95% ของผู้ใช้งานเลือกที่จะไม่เปิดอ่านเนื้อหาต่อ”

Facebook ระบุว่าได้ลบข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงจำนวนหลายแสนชิ้นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย

นโยบายเหล่านี้ทำให้ Facebook ดำเนินการหลายด้าน เช่น จัดตั้งศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้จากหน้าบนของฟีดข่าว รวมข่าวสารจากทั่วโลกพร้อมจัดเต็มข้อมูลและคำแนะนำในการดูแลตัวเอง แนวทางการสนับสนุนชุมชน การรักษาระยะห่าง ตลอดถึงการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้ร้องขอหรือเสนอความช่วยเหลือชุมชนรอบข้างได้

อีกด้านที่น่าสนใจคือ Facebook ได้แสดงกรอบแจ้งเตือนในหน้าฟีดและด้านบนฟีดของ Facebook และ Instagram จะช่วยนำผู้ใช้งานไปยังแหล่งข้อมูลโดยองค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรค เมื่อผู้ใช้งานค้นหาเกี่ยวกับโควิด-19 บน Facebook หรือคลิกแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องบน Instagram พวกเขาจะได้รับการแจ้งเตือนบนหน้าจอ

“วิธีนี้ทำให้ Facebook ได้เชื่อมผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านคนสู่แหล่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโรคและหน่วยงานสาธารณสุข โดยมีผู้คนจำนวนกว่า 350 ล้านกดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม”

Facebook ยังร่วมมือพัฒนาแชตบ็อตใน Messenger โดยการเชื่อมระหว่างองค์กรสาธารณสุขจากภาครัฐและหน่วยงานสหประชาชาติกับบรรดานักพัฒนา เพื่อช่วยขยายประสิทธิภาพการทำงานของ Messenger สำหรับในประเทศไทย ที่โดดเด่นคือการริเริ่มพัฒนา Messenger Bot ร่วมกับกรมควบคุมโรค เพื่อให้ข้อมูลสำหรับคำถามที่พบบ่อย เคล็ดลับการป้องกันโรคระบาด รายงานสถานการณ์ เครื่องมือตรวจวินิจฉัยด้วยตนเองในเบื้องต้น และอื่นๆ

ใจป้ำให้โฆษณาฟรี

Facebook ไม่ลืมคิดเผื่อไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและสาธารณสุข จึงใจกว้างให้โฆษณาฟรีบน Facebook เพื่อหนุนหน่วยงานสาธารณสุขในการต่อสู้กับสถานการณ์โรคระบาดด้วยการมอบคูปองโฆษณาในกว่า 100 ประเทศ ซึ่งรวมถึงกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคของประเทศไทยด้วย

Facebook ตัดสินใจอัดฉีดเงินทุนมูลค่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก จำนวน 30,000 รายทั่วโลกในกว่า 30 ประเทศที่ Facebook ดำเนินธุรกิจ เงินทุนนี้จะช่วยเหลือบรรดาบุคลากรของธุรกิจเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น การช่วยสนับสนุนค่าเช่า การเชื่อมต่อธุรกิจกับลูกค้าจำนวนมากขึ้น และช่วยค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน ส่วนนี้ครอบคลุมประเทศไทยและยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน


Facebook ยังสร้างศูนย์ข้อมูลสำหรับธุรกิจ เป็นแหล่งข้อมูลเคล็ดลับและการอบรมต่างๆ ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการกับความท้าทายในช่วงวิกฤตโควิด-19 พร้อมสนับสนุนลูกค้าไปในขณะเดียวกัน ยังมีศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ของ Messenger ที่รวมข้อมูลช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกับชุมชน ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมอบรมออนไลน์ เสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ

Facebook เลือกที่จะเงินบริจาคจำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มอบความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตให้กับองค์กรสายด่วนเพื่อให้คำปรึกษาอย่างถูกหลักด้วย ขณะเดียวกันก็จัดทำกิมมิกอย่าง “สติ๊กเกอร์อยู่บ้าน” บน Instagram ให้ทุกคนได้แสดงพลังแห่งการอยู่บ้านเพื่อช่วยหยุดการแพร่เชื้อร่วมกัน ซึ่งภายใน 1 สัปดาห์หลังการเปิดตัว มีการใช้งานสติ๊กเกอร์อยู่บ้านนี้มากกว่า 100 ล้านครั้งทั่วโลกแล้ว

สำหรับไทย Facebook ทำคู่มือฉลองสงกรานต์ฉบับอยู่บ้านด้วย มีการเปิดตัวไอคอนแสดงความห่วงใยให้ผู้ใช้ Facebook และ Messenger ได้แสดงออกในช่วงเวลายากลำบาก ยังไม่นับกิจกรรม #SupportSmallBusiness พร้อมแฮชแท็ก #ร้านดีบอกต่อ บน Facebook และสติ๊กเกอร์ร้านดีบอกต่อบน Instagram เพื่อร่วมหนุนร้านค้าโปรดขนาดเล็กและช่วยเหลือ SME ไทย

Facebook ยังจัดสติ๊กเกอร์สั่งซื้ออาหารบน Instagram ร้านค้าสามารถแชร์สติ๊กเกอร์สั่งซื้ออาหารผ่าน Instagram Stories หรือเพิ่มปุ่มสั่งซื้ออาหารบนหน้าโปรไฟล์ โดยจะนำลูกค้าไปยังแพลทฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์เพื่อดำเนินการสั่งซื้อต่อไป ในประเทศไทย ให้บริการผ่านฟู้ดแพนด้าและแกร็บ รวมถึงคอร์สเรียนและการอบรมออนไลน์ฟรี การจัดกิจกรรมออนไลน์ที่สนับสนุนการทำงานของแอดมินกลุ่มต่างๆ บน Facebook และการทำโครงการ We Think Digital Thailand เพื่อช่วยอธิบายเนื้อหาพื้นฐาน ได้แก่ อินเทอร์เน็ตคืออะไร ลายนิ้วมือดิจิทัล การเป็นนักคิดเชิงวิเคราะห์ และเคล็ดลับการสังเกตข่าวปลอม เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ อลิซย้ำว่าในฐานะบริษัทโซเชียล Facebook จะต้องสร้างสมดุล ระหว่างเนื้อหาที่ไม่จริงแล้วเกิดอันตราย กับเสรีภาพในการพูดและแสดงออก โดยโฟกัสเรื่องความอันตรายของเนื้อหา และการรองรับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย

ปรบมือให้ Facebook ดังๆจ้า.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...