xs
xsm
sm
md
lg

3 โอเปอเรเตอร์เร่งพัฒนาเครือข่าย เตรียมรับ 5G ปี 63 (Cyber Weekend)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อุตสาหกรรมโทรคมนาคมช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เริ่มกลับมาอยู่ในภาวะการแข่งขันที่ทุกรายไม่ได้ทุ่มตัดราคา หรือแย่งชิงลูกค้ากันเหมือนในช่วงไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้การประกาศผลประกอบการของโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย ต่างมีแนวโน้มที่ดีขึ้นทั้งในเชิงรายได้ และจำนวนฐานลูกค้า

หนึ่งในประเด็นหลักที่ทำให้ผลประกอบการของทั้ง 3 เครือข่ายดีขึ้น เนื่องจากเป็นไตรมาสแรกหลังจากที่ทั้ง 3 เครือข่ายยุติการทำตลาดในรูปแบบของเน็ตซิมความเร็วคงที่แบบไม่จำกัด และเปลี่ยนมาเป็นแพกเกจในรูปแบบใหม่กลับมาเป็นในรูปแบบของกำหนดปริมาณการใช้งาน

เหตุผลที่ทั้ง 3 ค่ายพร้อมใจกันเลือกเดินในแนวทางนี้ เนื่องมาจากช่วงที่ผ่านมาคุณภาพเครือข่ายของทั้ง 3 ค่ายเจอปัญหาจากปริมาณการใช้งานดาต้าจำนวนมหาศาลของผู้ใช้ ส่งผลกระทบไปยังลูกค้าที่ใช้งานแพ็กเกจเน็ตความเร็วสูง ไม่ได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีพอ ซึ่งถ้าเป็นในแนวทางนี้ต่อไปจะไปไม่รอดกันทั้งหมด

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันทุกค่ายต่างหันมาเน้นการเพิ่มคุณภาพของเครือข่ายกันเป็นหลัก เพราะต้องเตรียมความพร้อมของเครือข่ายให้รองรับการใช้งานดาต้าที่เพิ่มสูงขึ้นของลูกค้า

ขณะเดียวกันแนวทางการทำตลาดของเอไอเอสในช่วงนี้ ก็จะเน้นการทำตลาดแบบผสมผสานระหว่างมือถือและไฟเบอร์บรอดแบนด์ ด้วยการเดินเกมรุกในตลาดภูมิภาคไล่จากภาคอีสาน ต่อด้วยภาคใต้ และภาคเหนือ โดยในแต่ละพื้นที่เอไอเอสมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกินครึ่งทั้งหมด
ปรัธนา ลีลพนัง
นอกจากนี้ เอไอเอส ยังเตรียมในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้บนโครงข่าย 5G ด้วยการเข้าไปร่วมทดลองทดสอบในพื้นที่ต่างๆ ตามที่ทางกสทช.กำหนด เพื่อศึกษาถึงการนำ 5G ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อที่เมื่อเริ่มให้บริการ 5G ก็จะพร้อมนำไปใช้งานในทันที

"ช่วงยุคของ 3G และ 4G ในประเทศไทยอาจจะตามหลังประเทศอื่นๆ แต่ไม่ใช่ในยุคของ 5G เพราะตอนนี้การทดลองทดสอบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอยู่ในระดับเดียวกับในยุโรป และจีนแล้ว ที่เหลือคือขึ้นอยู่กับทรัพยากรคลื่นความถี่ที่จะนำมาใช้ทั้งในส่วนของย่านคลื่นความถี่ต่ำ และย่านคลื่นความถี่สูง ซึ่งการที่กสทช. ประกาศโร้ดแมปออกมาถือเป็นเรื่องที่ดี"

ถัดมาในส่วนของดีแทค เริ่มกลับมาสร้างสีสันในตลาดอีกครั้งด้วยการกลับมาเน้นการทำตลาดที่เข้าถึงอารมณ์ของผู้ใช้งาน ต้อนรับการเข้ามารับตำแหน่งของ CMO คนใหม่ "ฮาว ริ เร็น" ที่ประเดิมแคมเปญแรกด้วยการทำให้ลูกค้าเติมเงินได้เข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับดีแทคนานขึ้น

ฮาว ริ เร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมาดีแทคอยู่ในช่วงของการขยายโครงข่าย 4G ให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น ซึ่งผลตอบรับที่เห็นได้คืออัตราการไหลออกของลูกค้าที่เริ่มชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้านี้

"ที่ผ่านมาลูกค้าอาจจะเจอปัญหาสัญญาณบ้าง ทำให้ตอนนี้เมื่อเครือข่ายพร้อมก็ถึงเวลาแล้วที่จะเข้าหาลูกค้า ทำให้ถึงเวลาแล้วที่จะมีการทำแคมเปญพิเศษเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกดีที่ได้ใช้งานดีแทค และจะเข้มข้นมากขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลังนี้"
ฮาว ริ เร็น
การที่ ดีแทค อยู่ในจุดที่แตกต่างจากคู่แข่งอื่นๆ เพราะโฟกัสที่การเป็น Mobile Conectivity หรือผู้ให้บริการเครือข่ายที่ชัดเจนรายเดียว ดังนั้นในการทำจุดต่างให้เข้มแข็งคือต้องทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่ายที่สุด เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคมักจะเจอปัญหาเรื่องของแพ็กเกจที่ซับซ้อนเกินไป

"เราต้องการให้ผู้บริโภคมองว่า ดีแทค เข้าถึงง่าย (Simple) ซื่อสัตย์ (Honest) และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น (More Human) ด้วยการนำเสนอ Personalization ไปยังผู้ใช้งานทุกคน ด้วยการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานในการให้บริการ"

ขณะที่ทางทรูมูฟ เอช ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีจำนวนฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา จะยังคงเน้นการทำตลาดแบบคอนเวอร์เจนซ์ธุรกิจโทรศัพท์ เข้ากับบริการไฟเบอร์ ผสมผสานไปกับดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเฉพาะการนำคอนเทนต์พรีเมียร์ลีกมาเป็นจุดขายในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ศิริพจน์ คุณากรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า กลุ่มทรูจะเน้นการขยายช่องทางการขายและพื้นที่ให้บริการ ด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรและคู่ค้า เพื่อนำมาต่อยอดสินค้า และบริการ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเติบโตต่อไปได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังยังมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทั้ง 3 โอเปอเรเตอร์ต้องเจอคือเรื่องของการยุติการให้บริการ 2G ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่ปัจจุบันเหลือจำนวนผู้ใช้งานโครงข่ายอยู่กว่าล้านราย ทำให้ต้องมีการเร่งทำแคมเปญเฉพาะในลูกค้ากลุ่มนี้ให้มีการเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้รองรับการใช้งาน 3G/4G

สำหรับผลประกอบการของทั้ง 3 ค่ายมือถือในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เอไอเอส สร้างรายได้จากการให้บริการทั้งหมด 4.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไร 7.7 พันล้านบาท โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจโทรศัพท์มือถือเป็นอันดับ 1 ด้วยฐานลูกค้า 41.5 ล้านราย หรือคิดเป็น 48% ของตลาด
ศิริพจน์ คุณากรพันธุ์
ขณะที่กลุ่มทรูรายได้รวมอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท กำไร 1.1 พันล้านบาท มีฐานลูกค้าโทรศัพท์มือถือ 29.8 ล้านราย ขณะที่ดีแทค มีรายได้ 2 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท จากจำนวนฐานลูกค้า 20.6 ล้านราย

จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการทุกรายต่างมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เพียงแต่เอไอเอส ยังเป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในตลาดตอนนี้ จากการที่ครองส่วนแบ่งตลาดเกือบครึ่ง และสามารถสร้างกำไรในระดับที่สูงกว่าอีก 2 ค่ายที่เหลือ

ส่วนในแง่ของจำนวนผู้ใช้บริการทรูมูฟ เอช เป็นผู้ให้บริการรายเดียวที่มีจำนวนลูกค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น ในขณะที่เอไอเอส และดีแทค มีการลดจำนวนของลูกค้าเติมเงินลง ซึ่งทุกรายต่างเพิ่มจำนวนฐานลูกค้าในระบบรายเดือน และมีค่าบริการเฉลี่ย (ARPU) ที่เพิ่มขึ้น

การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในช่วงหลังจากนี้ คือการที่โอเปอเรเตอร์ทุกรายต่างเร่งเตรียมความพร้อมในการลงทุนพัฒนาเครือข่ายให้รองรับการใช้งาน 5G ที่จะเริ่มต้นทยอยติดตั้งเครือข่ายกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ซึ่งก็คือวันที่ทั้ง 3 ค่ายจะได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 700 MHz จากทางกสทช.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...