xs
xsm
sm
md
lg

ดีอีเร่งศึกษาแผนดาวเทียมรับมือสัมปทานไทยคมสิ้นสุด(Cyber Weekend)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อประเทศไทย เริ่มมีแนวคิดในการเปิดเสรีดาวเทียม ในขณะที่เมื่อกว่า 25 ปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) คือบริษัทดาวเทียมสื่อสารรายเดียวที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย แต่ในปี 2564 ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ไทยคม 5 และไทยคม 6จะหมดอายุสัมปทานและทรัพย์สินต้องคืนกลับมาเป็นของรัฐ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งผ่านการเห็นชอบร่างแนวทางดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมวงโคจรประจำที่ (Geostationary -Satellite Orbit : GSO) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในการให้สิทธิดาวเทียมต่างชาติในการส่งและรับสัญญาณ (แลนด์ดิ้ง ไลท์) ในประเทศไทยได้

ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหม่ ต้องเร่งศึกษารายละเอียดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเปิดเสรีและการให้สิทธิแลนด์ดิ้ง ไลท์ ให้ต่างชาติเข้ามาประกอบกิจการดาวเทียมในประเทศไทยได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องระดับนโยบายของประเทศทำให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต้องกำกับดูแล ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องทำหน้าที่ในการรับจดใบอนุญาตและแลนด์ดิ้ง ไลท์ ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.) ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการรอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา

***ดีอีดูนโยบายดาวเทียม

'วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา' รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมของกระทรวงดีอีก่อนที่ผู้รับสัญญาสัมปทานในกิจการดาวเทียมสื่อสาร คือ ไทยคม จะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 2564 นั้น กระทรวงดีอีได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเพื่อศึกษาแนวทางการประกอบกิจการอวกาศและอุตสาหกรรมดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดทิศทางการวางนโยบายการกำกับดูแลในมิติของการเปิดให้กิจการดาวเทียมมีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น
วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา
ดังนั้นการกำกับดูแลจึงต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทำแผนการศึกษาข้อมูลของต่างประเทศ โดยการหารือกับประเทศญี่ปุ่นที่สำนักงานนโยบายอวกาศแห่งชาติเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ทำให้เห็นรูปแบบการดำเนินการพบว่าที่ญี่ปุ่นมีการเปิดเสรีให้ผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติเข้ามาดำเนินการ อาทิ เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดิอาระเบีย และมีการแยกหน้าที่การดำเนินงานที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงด้านไอซีทีของญี่ปุ่นจะวางแผนการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะมอบนโยบายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องให้ปฎิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้อีกครั้งหนึ่ง

สำหรับในประเทศไทยเองหลังจากที่กฎหมายใหม่กำลังจะมีผลบังคับใช้จึงจำเป็นต้องแยกอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดีอีและสำนักงานกสทช.ให้ชัดเจน เพราะตามกฎหมายใหม่ การขอใบอนุญาตการประกอบกิจการต้องเป็นอำนาจของกสทช.ส่วนกระทรวงจะทำหน้าที่วางแผนนโยบายการประกอบกิจการ เพื่อรองรับการเปิดเสรีดาวเทียมในไทย

***ดาวเทียมอินเทอร์เน็ตคืออนาคต

ดาวเทียมส่วนใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นวงโคจรต่ำสามารถยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ครั้งละหลายพันดวง ซึ่งปัจจุบันมีดาวเทียมบนท้องฟ้าทั่วโลกประมาณ 1,000 ดวง จากเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมามีแค่ 200 ดวง แต่ในอนาคตปี 2564 ดาวเทียมวงโคจรต่ำจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เห็นได้ชัดจากการที่ อีลอน มัสก์ เจ้าของสเปซ เอ็กซ์ และเทสล่าได้ใบอนุญาตดาวเทียมดังกล่าวไปแล้ว 10,000 ดวง ซึ่งเขาจะยิงขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อไหร่ก็ได้ ก็จะเป็นเหมือนการสร้างดีมานด์ในอุตสาหกรรมด้วย

เนื่องจากดาวเทียมในอนาคตจะไม่ใช่เพียงแค่ดาวเทียมสื่อสาร แต่จะมีดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเกิดขึ้น เพราะแนวโน้มของโลกมุ่งไปสู่การลงทุนในบริการที่เกิดจากดาวเทียมแบบวงโคจรไม่ประจำที่ (Non-Geostationary Satellite Orbit : NGSO) เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO) และดาวเทียมวงโคจรระยะปานกลาง (Medium Earth Orbit : MEO) ที่มีขนาดเล็กและสามารถส่งขึ้นไปบนฟ้าได้ครั้งละหลายพันดวง ดาวเทียมเหล่านี้สามารถให้บริการได้หลากหลาย เช่น การส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูง การส่งสัญญาณโทรทัศน์ด้วยเทคโนโลยีภาพที่คมชัดมากขึ้น รวมถึงการสำรวจ การนำทาง และการถ่ายภาพที่มีความชัดเจนในระดับสูงมาก

'ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ดาวเทียม NGSO สามารถให้บริการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ต และข้อมูลแบบความเร็วสูง (Low Latency) ซึ่งทำให้ภาคพื้นดินสามารถรับสัญญาณได้ในเวลาต่ำกว่าเสี้ยววินาที การรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วในระดับที่ไม่มีดาวเทียมสมัยก่อนทำได้ ดาวเทียม NGSO จึงเป็นเครื่องมือทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องใช้การรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เช่น ยานยนต์ไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle : UAV) บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในที่ทุรกันดารเพื่อให้คนที่อยู่นอกเมืองเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโดรนสำรวจในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เป็นต้น' วรรณพร กล่าว

***ญี่ปุ่นเก็บค่าใบอนุญาตรายละ 40,000 บาท

'ผศ.ประพันธ์พงษ์ ขำอ่อน' รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยต้องศึกษารายละเอียด การกำหนดเงื่อนไข ของการเปิดเสรีดาวเทียมที่ไม่เป็นการกีดกันต่างชาติและไม่ทำให้ประเทศไทยมีผลเสีย เพื่อนำเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

จากนั้นกระบวนการเมื่อผ่านบอร์ดอีดีแล้วจึงนำเสนอเข้าครม.เพื่อเห็นชอบ แต่เงื่อนไขที่เสนอจะออกมาในรูปแบบของประกาศหรือกฎเกณฑ์อย่างไรนั้น ทางมหาวิทยาลัยจะมีการนำเสนอทางเลือกให้รัฐบาลตัดสินใจด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย

สำหรับโครงการดังกล่าว เริ่มทำโครงการตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.-13 พ.ค. 2562 โดยศึกษาทั้งรูปแบบการดูงานต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องแลนดิ้ง ไลท์ ทำงานอยู่ เป็นต้น และการศึกษาจากรายงานของแต่ละประเทศกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย จีน, อินเดีย ,อินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, บราซิล ,แอฟริกาใต้ ,อังกฤษ และกฎระเบียบโดยรวมของสหภาพฯยุโรป เป็นต้น

จากการศึกษาดูงานในประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้เข้าพบกับกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร พบว่า มีการเปิดเสรีดาวเทียมตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งเขาให้โอกาสต่างชาติเข้ามาประกอบกิจการในประเทศญี่ปุ่นแบบเสรีทั้งแบบที่เข้ามาตั้งบริษัทลูกในประเทศญี่ปุ่น หรือจะเข้ามาแบบไม่มีบริษัทลูกก็ได้ แต่ต้องมีคนที่สามารถติดต่อได้ในประเทศญี่ปุ่น โดยต่างชาติที่จะเข้ามาประกอบกิจการสามารถเข้ามาจดทะเบียนได้ด้วยการเสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียวอยู่ที่ 1.5 แสนเยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 45,000 บาท

แต่หากในอนาคตต้องการขยายบริการที่นอกเหนือจากการขออนุญาตก็ค่อยมาจ่ายเพิ่ม ทำให้มีจำนวนบริษัทที่จดบริษัทในประเทศญี่ปุ่นกว่าหมื่นราย เพราะเขาต้องการให้ผู้บริโภคในประเทศมีทางเลือกหลากหลาย เมื่อการแข่งขันเกิด การให้บริการก็จะดีขึ้น ใครที่อยู่ในตลาดไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวเพื่อเสนอทางเลือกให้ผู้บริโภค

ขณะที่การกำกับดูแล ประเทศญี่ปุ่นจะมีกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายกฎหมายและรอบด้านเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการต่างชาติทำผิด เช่น หากมีการทำธุรกิจในลักษณะครองตลาด ก็จะมีกฎหมายดูแลอีกฉบับหนึ่งซึ่งการทำงานจะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงที่ดูแลกฎหมาย ส่วนเรื่องความมั่นคง ก็จะมีกฎมาควบคุมอีกทีหนึ่ง

แน่นอนว่าการกำกับดูแลในประเทศไทยอาจจะทำเหมือนประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆจึงจำเป็นต้องศึกษาและรอบด้านและไม่ช้าจนเกินไป





Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...