xs
xsm
sm
md
lg

“เศรษฐพงค์” ฟันธงปี 2019 เป็นปีแห่งการทำโพลจากประชาชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล อดีตรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทข.) ได้คาดการณ์ไว้ว่า “ในปี 2019 ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี social media จะทำให้สถาบันและบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมจะได้รับความน่าเชื่อถือลดลงอย่างมาก เพราะประชาชนจะเริ่มทำโพลกันเองบน social media และมีความแม่นยำกว่า” และยังให้ข้อมูลต่อไปว่า

2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของจำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น 20% ทุกๆ ปี และมาผู้ใช้ social media ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านรายทุกๆ วันนับมาเป็นเวลาสองปีแล้ว โดยมีจำนวนผู้ที่เพิ่งใช้ social media เป็นครั้งแรกภายในปี 2017 ปีเดียวถึง 250 ล้านราย ซึ่งมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ใช้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากผู้ใช้ในทวีปแอฟริกา

ประชากรทั่วโลกมีประมาณเกือบ 8 พันล้านคน และมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถึง 5.5 พันล้านคน โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะมีการซื้อขายสินค้าและทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Mobile-first shoppers) เกือบทั้งหมดภายในทศวรรษที่จะถึงนี้ จนทำให้บริษัท social media มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปสู่การทำกิจกรรมทุกกิจกรรมของมวลมนุษยชาติ

สถิติการใช้ Facebook ของคนทั่วโลกที่ใช้งานอยู่มีถึงกว่า 2 พันล้านคน, YouTube มีผู้ลงทะเบียนถึง 1.8 พันล้านคน, Instagram มีผู้ใช้ 1 พันล้านคน และ LINE มีผู้ลงทะเบียนถึง 600 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย ที่มีผู้ใช้ social media ถึง 51 ล้านคน (74% ของประชากร) และผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 55.56 ล้านคน (80% ของประชากร) และผู้ใช้ social media ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ 46 ล้านคน (67% ของประชากร) และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ คนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตมีค่าเฉลี่ยอยู่กับอินเทอร์เน็ตถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น จึงชัดเจนว่า social media จึงมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

จากที่ social media ที่มีคนทั่วโลกนับร้อยล้านพันล้านคนมาเกาะอยู่บนเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube, Line, Instagram และอื่นๆ ได้กลายเป็นแหล่งวิเคราะห์ความคิดเห็นโดยตรงจากประชาชนจำนวนมหาศาลแบบ realtime แล้ว ยกตัวอย่างเช่น Facebook มีการให้บริการตั้งคำถาม เพื่อขอความคิดเห็นในรูปแบบการโหวต, การแสดงความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบบน YouTube

กระบวนการด้าน Data analytics และ AI ที่สามารถทำการเชื่อมโยง (cross platform) ความเห็นในเรื่องเดียวกันระหว่าง Facebook และ YouTube ด้วยการโยงความเห็นในมิติของข้อความกับ video ได้อย่างแนบเนียน จนทำให้การทำโพลบน social media เริ่มจะมีความแม่นยำ และน่าเชื่อถือกว่าการทำโพลจากสถาบัน และบริษัทรูปแบบดั้งเดิม ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การลงทุนในการทำโพลของสถาบัน และบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิมนั้น สูงกว่าการทำโพลบน social media เป็นอย่างมาก และยังใช้เวลาในการวิเคราะห์ที่ช้ากว่า social media มากอีกด้วย

ปรากฏการณ์ที่เราเริ่มเห็นการโหวตกันเองง่ายๆ ของประชาชน เช่น การเปรียบเทียบความนิยมนักการเมือง ก็เริ่มมีให้เห็นใน Facebook ซึ่งไม่ได้เกิดจากการทำโพลของสถาบันวิจัยใดๆ แต่เกิดจากการร่วมมือกันเองจากประชาชนจำนวนมากบน social media ซึ่งเราจะเริ่มเห็นระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากความร่วมมือ (Collaborative economy) จากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

อีกปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น คือ บริษัทที่ทำ cryptocurrency และเทคโนโลยี Blockchain ก็เริ่มนำเสนอระบบการโหวตด้วยการใช้ App บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน (Blockchain Voting System) แล้ว ซึ่งในปัจจุบันมีหลายประเทศเริ่มทดลองใช้แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, เซียร์ราลีโอน, สวิสแลนด์ และอีกหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการยอมรับแพร่หลายในภาคเอกชน และสังคมเครือข่าย social media จนจะทำให้สถาบัน และบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิม จะเริ่มหมดสภาพ และไม่ได้รับความน่าเชื่อถือเหมือนที่ผ่านมาในอดีต

จากการทำโพลจากภาคประชาชนที่จะเริ่มเกิดขึ้นในคนรุ่น Gen Y และ Gen Alpha โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ก็จะทำให้สถาบัน และบริษัททำโพลรูปแบบดั้งเดิม กำลังจะหมดสภาพ และไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งจะทำให้การสื่อสารระหว่างประชาชนคนไทย กับผู้บริหารประเทศ เกิดขึ้นโดยตรงมากขึ้นด้วย social media โดยมีการเชื่อมโยงกันอย่างหนาแน่น และ realtime ซึ่งจะมีความลึกซึ้งกว่าที่เห็นกันในวันนี้อย่างมากจนทำให้แนวคิด “Future Government” ที่อำนาจรัฐจะลดลง และอำนาจประชาชนจะเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นจริงในทศวรรษจากนี้ไป

พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ ได้สรุปว่า “ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป เราจะได้เห็น social media ทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้การทำโพลของประชาชนนับแสนนับล้านคนบน Facebook หรือ YouTube มีความแม่นยำอย่างยิ่ง จนทำให้สถาบันโพลที่มีชื่อเสียงค่อยๆ เสื่อมถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...