xs
xsm
sm
md
lg

5G...เส้นทางสู่มหาอำนาจของโลก (Cyber Weekend)

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ อดีตประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและโฆษกพรรคภูมิใจไทย ผู้ที่เคยตัดสายสะดือทำคลอดความถี่ 3G ในประเทศไทย ให้ความเห็นเรื่องเทคโนโลยี 5G ในทุกมิติ ทุกมุมมอง ที่ไม่ควรพลาด

5G กำลังเป็นเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (driverless cars) ไปจนถึงเมืองแห่งอนาคต (future cities) จึงทำให้ทั้ง 2ประเทศ (จีนและสหรัฐฯ) มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อจะที่จะเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางของมาตรฐานเทคโนโลยี mobile internet 5G

5G กำลังจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ ทรงอิทธิพลที่สุดเทคโนโลยีหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ ซึ่ง5G ไม่เพียงแต่ทำให้มนุษย์สามารถดาวน์โหลดข้อมูลขนาดมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเท่านั้น แต่ยังทำให้อุปกรณ์และสิ่งของรอบตัวคนนับหลายพันล้านชิ้น สามารถเชื่อมโยงกันเองและเชื่อมโยงกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง แบบออนไลน์ ทุกที่ ทุกเวลาและมีความชาญฉลาดในการวิเคราะห์ข้อมูลจนทำให้ในทศวรรษหน้านับจากนี้ เราจะได้เห็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองและเมืองที่มีการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด

5G จะเปลี่ยนรูปแบบการผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรมการผลิตอย่างชัดเจน เช่น โรงงานผลิตสินค้าแบบดั้งเดิมจะถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วภายใน 5 ปีให้กลายเป็นโรงงานอัตโนมัติ (automation) โดย 5G จะไปควบคุมหุ่นยนต์ (Robot) และ sensor ในโรงงาน และจะเกิดขึ้นในทุกๆ อุตสาหกรรมในรูปแบบที่แตกต่างกัน จนทำให้แรงงานที่ผลิตออกมาทำงานในรูปแบบดั้งเดิม ไม่สามารถทำงานในตำแหน่งงานรูปแบบใหม่ในอนาคตได้อีกต่อไป ดังนั้นประเทศจึงต้องเร่งให้มีการปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถ (Reskill) ของแรงงานอย่างมากในทศวรรษนี้

*** 5G ทำให้เกิดการ disruption

5G จะเข้ามาพลิกสถานการณ์หรือเกิดการ disruption ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เช่น1.อุตสาหกรรมเกมจะพลิกโฉม5G ทำให้การเชื่อมต่อของอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็น VR หรือ AR จะเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ (cloud) ด้วยการหน่วงของเวลาหรือ delay ที่ต่ำมากจนทำให้การเล่นเกมปราศจากอุปสรรคการหน่วงของเวลา จนทำให้มิติของเกม การเรียน และการฝึกอบรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือด้วยความหน่วงเวลาที่ต่ำมากทำให้การควบคุมและสั่งการเป็นไปอย่างเรียลไทม์

2.การขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (autonomous driving) จะเกิดขึ้น5G จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ การเชื่อมต่อรถยนต์กับรถยนต์ รถยนต์กับสิ่งของ รถยนต์กับคน คนกับสิ่งของ จะปรากฏขึ้นด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเรียลไทม์จนทำให้ระบบเซ็นเซอร์หรือ IoT ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้รถยนต์มองเห็นรถยนต์ และมองเห็นสิ่งรอบข้างหรือที่เรียกว่าการสื่อสารแบบ Vehicle to anything (V-to-X) จนคาดการณ์ว่าในปี 2035 ความชัดเจนของยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองจะปรากฏเป็นการทั่วไป และจะนำไปสู่การเกิดเมืองsmart citiesเพราะเนื่องจากสรรพสิ่งต่างๆ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานได้อย่างอัตโนมัติ

3.การผ่าตัดระยะไกล (Remote robotic surgery) 5G จะยกระดับการแพทย์และสาธารณสุข ในรูปแบบการรักษาทางไกล (telehealth) ซึ่งขณะนี้มีการวิจัยและทดลองการผ่าตัดข้ามประเทศที่เกิดขึ้นจริงแล้ว และคาดว่าจะมีอุปกรณ์เชิงพาณิชย์เกิดขึ้นภายในปี 2020 หมายถึงในอนาคต การแพทย์จะเข้าถึงผู้คนทั่วโลก ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษยชาติดีขึ้นมาก เนื่องจากเทคโนโลยีจะเชื่อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับผู้ป่วยแม้ว่าจะอยู่คนละสถานที่กันก็ตาม

4.สายการผลิตมีแต่หุ่นยนต์ (Production-line robotics) เมื่อการเชื่อมต่อสิ่งต่างๆ รวมไปถึงเซ็นเซอร์เกิดขึ้นด้วยระบบ 5G ก็จะทำให้หุ่นยนต์สามารถเข้ามาแทนแรงงานในสายการผลิตในโรงงานอุตสากรรม ส่งผลกระทบให้โรงงานทำงานแบบอัตโนมัติ เนื่องจากระบบ 5G สามารถทำให้ข้อมูลในเซ็นเซอร์และแขนกลหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันได้ด้วยการส่งข้อมูลและคำนวณวิเคราะห์ได้อย่างเรียลไทม์ ดังนั้น 5G จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (workflow) ในองค์กรต่างๆ รวมถึงระบบซัปพลายเชนต่างๆ จะมีความรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงไปด้วยการทำงานแบบอัตโนมัติ ดังนั้น 5G ถือได้ว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกม (game-changer) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคตอันใกล้

5. AR และ VR เกิดขึ้นจริงVirtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) จะเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และจะมีคุณภาพดีขึ้น ด้วยการหน่วงของเวลาหรือ delay ที่ต่ำมาก รวมทั้งตลาดของ VR/AR จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอุตสาหกรรมเกม esports กำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเข้าถึงคนในยุค Gen Z และ Gen Alpha มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอุปกรณ์สวมใส่ VR/AR จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีราคาถูกลงจนทำให้กลายเป็นอุปกรณ์ส่วนตัวรวมไปถึงติดตั้งที่บ้านและสถานที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วไป และจะทำให้ผู้สวมใส่สามารถรับชมวิดีโอคอนเทนท์ได้แบบอินเตอร์แอ็คทีฟด้วยประสิทธิภาพสูง

***ทั่วโลกลุย 5G

ปัจจุบันการประมูลคลื่นความถี่ 5G ได้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก และมีหลายๆประเทศ ได้มีการเริ่มวางโครงข่าย 5G แล้ว ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร จัดการประมูลคลื่นความถี่สำหรับ 5G ในเดือนเมษายน 2018 ในย่านความถี่ 2.3 GHz โดย O2 เป็นผู้ชนะการประมูล และคลื่นความถี่ในย่าน 3.4 GHz - 3.6 GHz ให้กับผู้ประกอบการ 4 ราย ได้แก่ O2, Vodafone, EE และ Three โดยคาดว่าจะมีการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 3.6 GHz - 3.8 GHz และ 700 MHz ในปี 2020

เกาหลีใต้สามารถจัดสรรใบอนุญาตคลื่นความถี่ ทั้งในย่านความถี่ 3.5 GHz จำนวน 280 MHzและในย่านความถี่ 28 GHz จำนวน 2,400 MHz ได้สำเร็จ ในเดือนมิถุนายน 2018 โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูล คือ SK Telecom, KT, และ LG U+ ซึ่งผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่เป็นจำนวน 3.3183 ล้านล้านวอน (3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) สูงกว่าราคาตั้งต้นถึง 340,000 ล้านวอน (ราคาตั้งต้น 3.3 ล้านล้านวอน) ซึ่งสามารถเปิดให้บริการ 5G ในเกาหลีใต้ได้ในช่วงเดือนมีนาคม 2019

รัฐบาลสเปน ได้รับเงินจากการประมูลคลื่นความถี่ 5G เป็นมูลค่า 438 ล้านยูโร (510.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 โดยสเปนจัดการประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 3.6 GHz - 3.8 GHz จำนวน 200 MHz ซึ่งจะเป็นกุญแจในการให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ในประเทศ โดยรัฐบาลได้กำหนดราคาตั้งต้นการประมูลไว้ที่ 100 ล้านยูโรโดยผู้ให้บริการได้แก่ Movistar, Orange, Vodafone ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ 5G โดยมีอายุใบอนุญาต 20 ปี

อิตาลี จัดการประมูลคลื่น5G ในเดือนกันยายน 2018 ในย่านความถี่ 700 MHz, 3.6 GHz - 3.8 GHz และ 26 GHz ซึ่งดำเนินการประมูลทั้งสิ้น 171 รอบ ใช้เวลา 14 วัน โดยการเสนอราคาจากผู้ประกอบการสูงถึง 6.55 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นที่น่ากังวลแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ผู้บริโภค

ฟินแลนด์ มีการประมูลคลื่นย่าน 3410 ถึง 3800 MHz สำหรับ 5G ในเดือนตุลาคม 2018 โดยผู้ให้บริการ 3 ราย ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ ได้แก่ Telia Finland, Elisa และ DNA มูลค่ารวมทั้งสิ้น 77 ล้านยูโร หรือประมาณ 89 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งฟินแลนด์เป็นประเทศแรกในยุโรปที่มีการจัดสรรคลื่นความถี่ในย่าน 3.5 GHz เพื่อให้บริการ 5G โดยผู้ประกอบการสามารถเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2019 หลังจากนั้นมีการวางแผนประมูลคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz ในปี 2020

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ 5G จะกลายเป็นต้นเหตุประเด็นขัดแย้งระดับโลกโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศ'make America great again' และจีนได้ประกาศที่จะเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ภายในปี 2030



อย่างไรก็ตามสงครามทางการค้า 5G ก็ยังต้องดำเนินต่อไปอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดของ 5G ทั่วโลกกำลังเกิดขึ้นจริงแล้วทั่วโลก ซึ่งจากการคาดการณ์ของ IHS Markit คาดว่า 5G จะมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจโลกถึง 12.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯภายในปี 2035

ในเกาหลี Samsung ได้ประกาศแผนการลงทุนภายใน 3 ปีข้างหน้าด้วยเม็ดเงินสูงถึง 22 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีต่างๆ คือ AI, 5G และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์และอุปกรณ์การแพทย์ โดยบริษัทจะเพิ่มจำนวนนักวิจัยด้าน AI ถึง 1,000 คนทั่วโลก ซึ่งการเคลื่อนไหวของบริษัทในครั้งนี้ เป็นการบ่งบอกถึงบริษัทกำลังผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่และไมโครชิปเพื่ออุตสาหกรรมต่างๆ ที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม เนื่องจาก 5G จะมีผลกระทบวงกว้างในทุกอุตสาหกรรม

5G กำลังมีผลกระทบต่อประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทั้งนี้สหรัฐฯ มีข้อเสียเปรียบจีนในการวางโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมระบบ 5G เนื่องจากในสหรัฐอเมริกา การจัดสรรคลื่น 5G นั้นเกิดจากการประมูลคลื่นที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานอิสระที่กำกับดูแล กิจการโทรคมนาคมของสหรัฐฯFederal Communications Commission (FCC) จึงทำให้การลงทุนที่เกิดจากมูลค่าคลื่นที่สูงมากอาจเป็นอุปสรรคในการขยายโครงข่ายจนอาจทำให้สหรัฐฯมีการขยายโครงข่ายที่ช้ากว่าจีน ซึ่งจีนมีการบริหารคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน โดยรัฐบาลจีนสามารถกำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่โอเปอเรเตอร์ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลเพียง 3 รายหลัก ให้ทำการขยายโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วตามนโยบายของรัฐบาล โดยไม่มีการประมูลคลื่นที่เป็นอุปสรรคในการลงทุนขยายโครงข่ายเหมือนในสหรัฐฯ

***ทรัมป์ก็สนใจ

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้หันมาสนใจประเด็นการจัดสรรคลื่น 5G โดยมีแนวคิดที่จะใช้หลักการในการใช้คลื่นความถี่ร่วมเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดจากระบบการประมูล ซึ่งอาจจะใช้ไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุค 5G อีกต่อไป เนื่องจากคลื่นที่ใช้กับ5G นั้นมีความต้องการอย่างต่ำถึง 100 MHz ต่อหนึ่งโอเปอเรเตอร์ ซึ่งถ้าหากใช้วิธีการประมูลคลื่นแบบเดิมก็อาจจะทำให้ราคาคลื่นสูงเกินไปจนไม่สามารถที่จะทำให้เกิดระบบ 5G ได้เลย โดยขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตระหนักแล้วว่า อุปสรรคที่จะขยายโครงข่าย 5G นั้นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่สามารถตามทันระบบเศรษฐกิจใหม่ได้

แม้แต่ประเทศที่เป็นมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐฯอย่างอังกฤษ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศBoris Johnson ก็ได้เคยพูดว่า เทคโนโลยีของจีนกำลังจะแซงหน้าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ แล้ว โดยกล่าวว่า 'จีนกำลังชนะแล้ว พวกเขามีเทคโนโลยี 5G เขาได้พบทางสว่างแล้วทั้งนี้เป็นเพราะระบบของจีนไม่เหมือนกับระบบของสหรัฐฯ' (อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ The Guardian)

ในขณะที่สหรัฐฯ ต่อต้านทุกวิถีทางที่เกี่ยวกับความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีของจีน แต่จีนก็ไม่ได้ลดละความพยายามที่จะเป็นผู้นำเทคโนโลยี 5G โดยจีนพยายามรุกคืบไปที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น โปรตุเกสซึ่งในขณะนี้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในโปรตุเกสชื่อว่า 'Altice' ได้ทำข้อตกลงร่วมมือกับ Huawei เพื่อที่จะเตรียมการวางโครงข่าย5G แล้ว และเป็นที่ทราบกันในวงการโทรคมนาคมระดับโลกว่าในขณะนี้ จีนได้รุกคืบเข้าไปเพื่อที่จะทำการวางโครงข่าย 5G ในหลายประเทศ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดที่คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่าจะมีการเริ่มวางโครงข่ายก่อนกลางปี 2019 และยังมีข่าวด้วยว่าในสิ้นปี 2019 จะมีการวางโครงข่าย5G ซึ่งจะมีการปูพรม สถานีฐานครอบคลุมเยอรมนีในช่วงเดือนธันวาคม 2019

ข้อมูลจากองค์กรทรัพย์สินทางปัญญา (World Intellectual Property Organization ) หรือ WIPO ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้สหประชาชาติ (United Nations) พบว่าบริษัท Huawei และ ZTE เป็น 2บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการจดสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยี จึงเป็นการตอกย้ำว่าจีนกำลังเป็นผู้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคตและมีแนวโน้มที่กำลังจะครองอำนาจในเศรษฐกิจโลก
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสัญชาติจีน จะถูกสหรัฐฯกดดันในการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ โดยมีการออกกฎเพื่อกีดกันการใช้อุปกรณ์และการวางโครงข่ายของ Huawei และ ZTE ในสหรัฐฯและเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลสหรัฐฯได้ตัดการให้บริการที่เกี่ยวข้องของกับบริษัท China Mobile ออกจากตลาดของสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลในด้านความมั่นคงของชาติ

หลังจากนั้นประเด็นด้านความมั่นคงของชาติที่มีความระแวงHuawei ในสหรัฐฯ ก็ได้แพร่กระจายไปสู่ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร รวมไปถึงญี่ปุ่น ซึ่งออสเตรเลียได้ทำการระงับการวางโครงข่าย 5G โดยHuawei แล้ว ส่วนญี่ปุ่นได้ประกาศแล้วว่าจะยุติการจัดซื้อเทคโนโลยีจากHuawei สำหรับกิจการของรัฐบาลและทางทหาร


จีนกำลังพยายามที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ในระดับโลก ซึ่งมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะมีความเป็นไปได้อย่างมาก โดยจีนได้มีความชัดเจนในระดับรัฐบาลว่าจีนจะต้องเข้าร่วมในการวางมาตรฐานระบบ 5G ในระดับสากลไม่ว่าจะเป็นในระดับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และในระดับสมาคมผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมระดับโลก (GSMA) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นต้น โดยการเข้าร่วมดังกล่าวของกลุ่มประเทศเหล่านี้มีเบื้องหลังที่แท้จริงเพื่อแย่งชิงการกำหนดมาตรฐานสากลของระบบ 5G ซึ่งถ้าประเทศใดสามารถเป็นหัวหอกในการกำหนดมาตรฐานดังกล่าว ก็จะทำให้อุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ของประเทศนั้น สามารถขยายอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจโลกได้โดยง่าย

ดังนั้นภาพที่ชัดเจนในปี 2019 จึงไม่ต้องสงสัยว่า สงครามทางการค้าระหว่างประเทศในโลกตะวันตกและประเทศในโลกตะวันออก จะมีความเข้มข้นและรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสากรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ 5G


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...