xs
xsm
sm
md
lg

“ปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว” เคนต์ วอลเกอร์ รองประธานกูเกิลยืนยัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เคนท์ วอลเกอร์ (Kent Walker)
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่กูเกิล (Google) เลือกใช้ประเทศไทยประกาศความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติในเอเชียแปซิฟิก (ESCAP) หรือ UN ESCAP เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นที่ตั้งในระดับภูมิภาคของหน่วยงานดังกล่าว

ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงอย่าง เคนต์ วอลเกอร์ (Kent Walker) รองประธานอาวุโสฝ่ายกิจการทั่วโลก และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกฎหมายของกูเกิล เดินทางมาลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ ESCAP ในการนำ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้าไปช่วยเหลือสังคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

พร้อมไปกับการเปิดโครงการ AI Impact Challenge ให้องค์กรที่สนใจพัฒนา AI นำเสนอไอเดีย รวมถึงข้อเสนอแนะในการพัฒนา เพื่อให้องค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เข้าร่วมชิงทุนมูลค่ากว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐด้วย

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าว เคนต์ ได้เปิดโอกาสให้นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคเอกชนจากทั่วเอเชียแปซิฟิก เข้ามาร่วมพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยมีรัฐมนตรีจากออสเตรเลีย บินมาร่วมหารือถึงการนำ AI ไปใช้งานด้วย แต่กลายเป็นว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเลยแม้แต่คนเดียว แสดงให้เห็นถึง “ความไม่ใส่ใจและไม่พร้อมของประเทศไทยในการที่จะคว้าโอกาสสำคัญที่จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง”

ที่ผ่านมา เคนต์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ช่วยคนสำคัญของ “ซุนดาร์ พิชัย” ซีอีโอของกูเกิล ในแง่ของการเป็นมือขวา ที่คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ทั้งในแง่ของกฎหมาย และการสร้างหลักการต่างๆ เพื่อนำมาใช้งานภายในองค์กร


โดยเฉพาะหลักในการพัฒนา AI ของกูเกิล 7 ประการที่เปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นการมองโลกในแง่ดีเป็นหลัก เพื่อให้การพัฒนา AI ของกูเกิล ถูกนำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ หรือทำให้โลกกลัวเทคโนโลยีมากขึ้น

อย่างกรณีล่าสุด ที่มีการนำ AI มาใช้งานในประเทศไทย จากความร่วมมือระหว่างกูเกิล กับโรงพยาบาลราชวิถี ที่ร่วมกันทำวิจัยในการคัดกรองเบาหวานขึ้นตา จากรูปถ่ายม่านตา เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็น ที่ให้ความแม่นยำถึง 97% และเริ่มนำมาใช้งานแล้วในประเทศไทย

จากตัวอย่างดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาช่วยในการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ ในรูปแบบของการเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะสุดท้ายแล้ว เมื่อนำ AI มาใช้งาน ผู้บริโภครับรู้แล้วว่าเป็นโรคอะไร แนวทางในการรักษาก็จะขึ้นอยู่กับแพทย์เช่นเดิม

ขณะเดียวกัน เมื่อมีข้อมูลสุขภาพของประชากรในภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ทีมงานที่ทำวิจัยทางด้านสุขภาพของกูเกิล ก็จะมีข้อมูลที่นำไปใช้ในการวิเคราะห์ได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้ามองในแง่ดี ก็จะช่วยให้เทคโนโลยีพัฒนาได้เร็วขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพเพื่อนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาเหล่านี้ จะอยู่บนพื้นฐานของการไม่เปิดเผยตัวตนของคนไข้ และคนไข้ที่ได้รับการเก็บข้อมูลจะต้องทราบถึงการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานตามสิทธิส่วนบุคคลด้วย

เมื่อเห็นแนวทางดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อสังคมแล้ว สิ่งที่หน่วยงานรัฐควรทำ คือ การวางมาตรการในการกำกับดูแลให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ที่สำคัญ คือ หน่วยงานกำกับดูแลควรต้องมีความรู้และความเข้าใจในการนำ AI มาใช้งานด้วย ไม่ใช่ออกมากำกับทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่า AI คืออะไร เพราะจะทำให้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเทคโนโลยี

***AI จะเติบโตในทิศทางไหน?

เคนต์ เล่าให้ฟังต่อว่า เมื่อพูดถึง AI ทุกคนอาจจะคิดไปว่าเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในความเป็นจริง ทุกวันนี้ AI อยู่รอบตัวผู้บริโภคอยู่แล้ว เพียงแต่คำอย่าง AI เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมา และทำให้คนทั่วไปมองข้ามการใช้งานหลายๆ อย่างรอบตัวไป

พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ถ้าคุณใช้งาน Gmail วิธีที่นำมาใช้ในการคัดกรองอีเมลขยะ (Spam) หรือถ้าใช้เครื่องมือแปลภาษา (Google Translate) การที่แปลภาษาออกมาได้ถูกต้องและแม่นยำภายในก็ต้องใช้ AI มาช่วย ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริโภค องค์กรธุรกิจ จะมองเห็นรูปแบบหรือวิธีการนำมาใช้หรือไม่


อย่างที่เห็นในปัจจุบัน เริ่มมีการนำ AI ไปใช้ทางการแพทย์ ทางการเกษตรที่นำไปช่วยคำนวณในการเพิ่มผลผลิต อย่างการเลือกช่วงเวลาเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม หรือแม้แต่ในธุรกิจพลังงาน กูเกิล ดาต้า เซ็นเตอร์ มีการนำ AI มาช่วย และทำให้สามารถประหยัดพลังงานลงถึง 35% โดย AI จะเข้าไปช่วยในธุรกิจที่มีรูปแบบการทำงานเฉพาะตัว ด้วยการเก็บสะสมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสสำคัญให้แต่ละองค์กรสามารถเติบโตได้ในยุคดิจิทัล

สิ่งที่กูเกิล พยายามสื่อสารในเวลานี้ คือ เรื่องของการสร้างรูปแบบการนำ AI ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ อย่างการนำ AI มาวิเคราะห์รูปภาพ เพื่อช่วยให้คนตาบอดสามารถรับรู้ได้ว่า วัตถุที่อยู่ข้างหน้าคืออะไร หรือแม้แต่การเก็บข้อมูลแผ่นดินไหวแต่ละครั้ง เพื่อนำมาคำนวณสถานที่ว่าจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกบริเวณใดบ้าง

แต่แน่นอนว่า ทุกแง่มุมที่กูเกิลแสดงให้เห็น คือ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในแง่ดี ขณะที่มีกลุ่มคนบางกลุ่มมองว่าอาจมีคนนำไปใช้ในทางที่ไม่ได้ดี ดังนั้น สิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญเลย คือ เรื่องของหลักการในการพัฒนา AI เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเท่าที่เป็นไปได้

*** มีโอกาสปล่อยให้ AI ตัดสินใจด้วยตัวเอง?

อีกประเด็นที่กูเกิล ถูกถามถึงบ่อยมากที่สุด คือ เรื่องของการพัฒนา AI มาคิดแทนมนุษย์ เคนต์ กลับให้มุมมองว่า จริงๆ แล้ว การคิดของ AI ก็เกิดขึ้นจากการป้อนข้อมูลของมนุษย์ ดังนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะนำ AI ไปใช้งานมากกว่า

พร้อมยกตัวอย่างการตัดสินใจเรื่องของรถยนต์ไร้คนขับที่มักเกิดคำถามขึ้นว่า ในสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดอุบัติเหตุ รถไร้คนขับจะเลือกรักษาชีวิตของคนนั่ง หรือคนเดินถนนทั่วไป แน่นอนว่า คำตอบส่วนใหญ่จะอยู่ที่การเลือกทางใดทางหนึ่ง แต่เคนต์ มองว่า สิ่งที่ AI ควรทำ คือ ป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์แบบนั้น

หรือในกรณีการนำไปใช้ทางการแพทย์ AI จะเข้ามาช่วยนำเสนอข้อมูลให้แก่แพทย์ ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ AI เป็นคนบอกแก่ผู้บริโภคว่าเป็นโรคอะไร แล้วต้องรักษาอย่างไร ดังนั้น ก็จะไปไม่ถึงสถานการณ์ที่ AI มาแย่งอาชีพเฉพาะทางเหล่านี้แน่นอน

*** พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลใหม่

เมื่อถามถึงความสำคัญของประเทศไทยต่อกูเกิล เคนต์ ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่สำคัญมากสำหรับกูเกิล ทั้งในแง่ของการใช้งานบริการต่างๆ ของกูเกิล ไปจนถึงองค์กรธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ที่หันมาทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะการโฆษณาที่ไม่ใช่แค่การทำตลาดในไทย แต่ขยายออกไปสู่ตลาดโลกด้วย

อีกส่วนหนึ่งคือ กูเกิล อยากเข้าไปร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์อย่างไทยแลนด์ 4.0 ในแง่ของการนำ AI ไปใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทย

“ที่ผ่านมา กูเกิลมีความร่วมมือที่ดีกับรัฐบาลมาโดยตลอด รวมถึงการจัดงานในครั้งนี้ในประเทศไทย ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำงานร่วมกัน ประกอบกับการที่ประเทศไทยใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งแล้ว ก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่”

*** ยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

ในแง่ของความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เคนต์ ยืนยันว่า ผู้ใช้สามารถเข้าไปตั้งค่าการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ได้ พร้อมยกตัวอย่างที่ใกล้ตัว คือ เมื่อต้องการทราบสภาพการจราจรในการเดินทางจากบ้านไปยังสถานที่ทำงาน ถ้ามีการเปิดให้กูเกิลเข้าถึงพิกัดสถานที่เวลาออกเดินทาง ระบบก็จะส่งข้อมูลการจราจรมาให้ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่ต้องการข้อมูลเหล่านี้ ก็สามารถเข้าไปปิดได้

นอกจากนี้ ยังให้ความเห็นว่า ความตื่นตัวในเรื่องการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องการปรับนำกฎหมายควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจากยุโรป อย่าง GDPR เข้ามาใช้งาน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในภูมิภาคนี้


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...