xs
xsm
sm
md
lg

Mio หวัง 3-5 ปีขึ้นแชมป์ตลาดกล้องติดรถไทยแซงแบรนด์จีน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เควิน เกา (เสื้อเทา)
มีโอ้ (Mio) ขอ 3-5 ปีขึ้นแชมป์ตลาดกล้องติดรถยนต์ไทยหลังคว้าแชมป์โลกด้วยยอดขายรวม 50 ล้านเครื่อง ระบุวันนี้ตลาดกล้องติดรถยนต์ไทยยังจิ๋ว แม้จะมีคำสั่งให้ส่วนลดเบี้ยประกันรถยนต์เมื่อปี 2560 เป็นตัวกระตุ้น แต่ก็เชื่อว่ามีรถเพียง 10% ในตลาดไทยเท่านั้นที่ติดกล้องหน้ารถ ตัวเลขนี้น้อยกว่าญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน หรือฮ่องกง ที่มีสัดส่วนมากกว่า 50-70% เบื้องต้น ส่ง 4 รุ่นใหม่บุกตลาดบน เคาะราคาเกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยกล้องติดหน้ารถส่วนใหญ่ในไทย และส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จีนที่เน้นราคาประหยัด

เควิน เกา ผู้อำนวยการฝ่ายขาย Mio ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวในงานเปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่นท็อปสุด MiVue 792 ที่แจ้งเกิดในไทยเป็นที่แรกว่า Mio เป็นแบรนด์ที่มียอดขายอันดับ 1 ในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทย Mio หวังทำยอดจำหน่ายกล้องติดหน้ารถ 5,000 เครื่องภายในปีนี้ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 10,000 เครื่องได้ในปีหน้า

“เราหวังส่วนแบ่งการตลาด 5% ในปีนี้ และ 10% ในปีหน้า คาดว่า 3-5 ปีข้างหน้า จะเป็นผู้นำตลาด เราอยากให้คนนึกถึง Mio เป็นแบรนด์แรกเมื่อพูดถึงแดชแคม” ผู้บริหาร Mio ระบุโดยประเมินจากปริมาณรถยนต์ใหม่ในไทยที่ติดกล้องราว 9 หมื่นถึง 1 แสนคันต่อปี ซึ่งคิดเป็น 10% ของตลาดรถใหม่ที่คนไทยออกรถใหม่ระหว่าง 9 แสนถึง 1 ล้านคันต่อปี

ผู้บริหาร Mio ย้ำว่า สัดส่วนรถติดกล้องในไทยที่คิดเป็น 10% นี้ เติบโตขึ้นจากแรงผลักดันที่คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. ได้ออกคำสั่งมีผลบังคับตั้งแต่ 3 มี.ค.2560 ให้ส่วนลดจากเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ 5-10% กับรถยนต์ที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดหน้ารถ เพราะภาพจากกล้องแดชแคมเหล่านี้ช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่สะดวกขึ้น บริษัทประกันภัยจ่ายค่าสินไหมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ โอกาสช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ เพราะผู้ขับขี่ใช้ความระมัดระวังมากขึ้น
สรัณย์ ธีรวชิรกุล
สรัณย์ ธีรวชิรกุล ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ไฮเทค ไมโคร ซิสเท็ม จำกัด แสดงความมั่นใจในคุณภาพกล้องติดรถ Mio ว่าจะสามารถทำส่วนแบ่งตลาดแซงหน้าแชมป์ในตลาดไทยอย่างกล้องจีน โดยเชื่อว่า ในตลาดกล้องติดรถไทย 1 แสนเครื่องต่อปีนั้น ราว 80-90% เป็นเครื่องราคาประหยัดสัญชาติจีน

“กล้องติดรถจีนใช้ไปแค่ 3 เดือน หรือ 1 ปีก็ต้องซื้อใหม่ บ้านเราอากาศร้อน บางทีจุกยางอาจเสีย บางทีระบบไม่อ่าน จุดนี้ตลาดไต้หวันเรียนรู้มาก่อน เพราะเคยใช้กล้องจีนเหมือนกัน ค่ายรถก็เรียนรู้ว่า การแถมกล้องจีนไปก็ไม่เกิดผลดี เพราะไม่น่าเชื่อถือ”

นอกจากจำหน่ายปลีกผ่านตัวแทนจำหน่ายร้านค้าปลีก Mio ระบุว่าจะร่วมมือกับค่ายรถ และโชว์รูมระดับบนทั้งเบนซ์ และบีเอ็มดับลิว เพื่อให้บริการในฐานะอุปกรณ์เสริมของรถยนต์รุ่นใหม่ สำหรับการคุยกับตลาดรถยนต์ระดับแมสอย่างโตโยต้า หรือฮอนด้า กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนครึ่งปีหน้า โดยขณะนี้ Mio มียอดจำหน่ายกล้องติดรถยนต์รวมมากกว่า 50 ล้านเครื่อง เป็น 1 ใน 3 บริษัทแดชแคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับแนวทางพัฒนาในอนาคต Mio ระบุว่า กล้องติดรถกำลังจะถูกพัฒนาให้เป็นกล้องออนไลน์สไตล์ IoT ซึ่งขณะนี้มีให้บริการแล้วที่ญี่ปุ่นในชื่อระบบ DVR (Driving Recorder) จุดเด่นที่เหนือกว่ากล้องปัจจุบันที่ต้องเชื่อมกับโทรศัพท์มือถือ คือ ความสามารถส่งข้อมูลได้เอง รวมถึงการรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้อัตโนมัติ คาดว่าระบบนี้จะแจ้งเกิดภายใต้ชื่อแบรนด์ Mio ได้ในปี 2019

อีกจุดยืนสำคัญของ Mio คือ การเป็นแบรนด์ในเครือซินเน็ค (Synnex) และมีเทค (MiTec) ซึ่งทำธุรกิจหลากหลายทั้งด้านอาหาร เคที และอุปกรณ์ไอที รายได้ของกลุ่มบริษัทนี้มีมูลค่ารวมกว่า 3.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

“ในส่วนของ Mio กับประเทศไทย Mio เก่งมาจากตลาดจีพีเอส เราเคยเปิดตัวจีพีเอสรุ่นแรกในไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากจีพีเอสตลาดหด เราเลยเน้นกล้อง และเริ่มทำตลาดไทยอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบัน Mio ก็ยังผลิตสินค้ากลุ่มจีพีเอส อยู่มากกว่า 30 รุ่น เพราะในยุโรป และอเมริกา ก็ยังใช้งานจีพีเอสพกพา”
ทีมผู้บริหาร Mio
คุณภาพกล้อง Mio ที่ว่าเด่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพันธมิตร คือ โซนี่ ที่เป็นผู้ผลิตเลนส์ให้กล้อง Mio ยังมีโรงงานทดสอบแสงสภาพจริง ทำให้คุณภาพวิดีโอชัด หลายรุ่นมีระบบทัชสกรีนที่หน้าจอ และรองรับไวไฟ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องดึงเอสดีการ์ด แต่ใช้ไว-ไฟดึงไฟล์วิดีโอมาได้เลย โดยที่ระหว่างดึงไฟล์ ระบบไว-ไฟก็จะยังใช้งานอื่นได้ตามปกติ

กล้องบางรุ่นของ Mio ยังมีระบบบอกพิกัดจุดตรวจจับความเร็วของตำรวจไทยด้วย ทำให้เตือนผู้ขับให้ลดความเร็วลงได้ทันการณ์

อีกจุดเด่น คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ใช้ Mio ไม่ต้องค้นหาเวลา แต่สามารถกดปุ่มเดียวเพื่อให้ไฟล์บริเวณนั้นไม่ถูกลบ และเมื่อไรที่มีเชื่อมต่อ จะดึงไฟล์ที่ต้องการได้โดยที่ภาพใหม่จะไม่รันทับ จุดนี้ผู้บริหาร Mio ย้ำว่าไฟล์ที่ได้จะครอบคลุมวิดีโอล่วงหน้าก่อนอุบัติเหตุ 5 นาทีด้วย

ขณะนี้ Mio วางจำหน่ายกล้องรุ่นใหม่ 4 รุ่น คือ Mivne 786 ซึ่งรองรับการทำเฟซบุ๊กไลฟ์ได้ (ราคา 7,900 บาท) ยังมีรุ่น C380D ที่เป็นเลนส์โซนี่ (ราคา 8,900 บาท) และรุ่น Mivne 792 ที่จำหน่ายในราคาเท่ากัน รุ่นรองลงมา คือ A30 ซึ่งราคาเริ่มที่ 4,900 บาท

“เราต้องโชว์ให้ได้ว่า ทำไมต้องซื้อแบรนด์เรา Mio จึงเจาะกลุ่มบน เราเน้นคุณภาพช่างติดตั้งและการเก็บสายให้เรียบร้อย ราคาสินค้าเราอยู่ระหว่าง 3,500-8,900 บาท ถือว่าสูงในตลาด แต่ก็ต่ำกว่ากลุ่มเกาหลีที่ราคาราว 2 หมื่นบาท ซึ่งเป็นกล้องที่ติดหน้า และหลังรถ” ผู้บริหาร Mio ทิ้งท้าย.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...