xs
xsm
sm
md
lg

"Robot Tax" สัญญาณอันตรายของยุคออโตเมชั่น (Cyber Weekend)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1589 สมัยนั้น มีการบันทึกเอาไว้ว่า มร.วิลเลียม ลี (William Lee) ได้สร้างเครื่อง Stocking frame หรือเครื่องทอผ้าอัตโนมัติเครื่องแรกของโลกขึ้นสำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเครื่องจักรดังกล่าวสามารถทำงานได้เร็วกว่าแรงงานคนประมาณ 10 เท่า และอาจถือเป็นต้นกำเนิดแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ เพราะมันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคการผลิตอีกหลายอย่างตามมา นั่นคือ ภาคการผลิตสามารถผลิตสินค้าในจำนวนเท่าเดิมได้ แต่ใช้เวลา และแรงงานที่น้อยลง ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่น้อยลงด้วย

ต่อมาในยุค'70 โลกเริ่มเข้าสู่ยุคของตู้เอทีเอ็ม โดยในช่วงแรกนั้น ตู้เอทีเอ็มไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากนัก แต่ในที่สุดก็กลายเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งของธนาคารที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย น่าสังเกตว่าการเกิดขึ้นของตู้เอทีเอ็มนั้นไม่ได้ทำให้ตำแหน่งอย่างพนักงานธนาคารหายไปจากสารบบงาน ตรงกันข้าม พนักงานธนาคารยังมีอยู่ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย สาเหตุเพราะการมีตู้เอทีเอ็มเกิดขึ้นทำให้ธนาคารสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก เมื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ธนาคารก็สามารถนำเงินนั้นมาขยายสาขาได้มากขึ้นตามไปด้วย ผลก็คือมีการจ้างพนักงานธนาคารเพิ่มมากขึ้น

แต่ Job Description ของพนักงานธนาคารทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่าแตกต่างจากพนักงานธนาคารในยุค'70 ชนิดที่เรียกว่าหนังคนละม้วน เพราะพวกเขาต้องรับหน้าที่ "ขาย" ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ให้คำแนะนำในการลงทุน ฯลฯ

กลับมาสู่ยุคปัจจุบัน มีรายงานหลายชิ้นที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น การคาดการณ์เรื่องระบบอัตโนมัติที่จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานในสหรัฐอเมริกาถึง 6 เปอร์เซ็นต์ภายในปี ค.ศ. 2021 ของฟอเรสเตอร์รีเสิร์ช (Forrester Research) ขณะที่พาดหัวข่าวในช่วงที่ผ่านมาก็อาจทำให้หลายคนวิตกกังวลว่า เปอร์เซ็นต์การเข้ามาแทนที่มนุษย์ของหุ่นยนต์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้ และนั่นทำให้เกิดคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ขึ้นมา นั่นก็คือ

"แล้วเราควรจะเก็บภาษีหุ่นยนต์ไหม?"

เรื่องของ Robot Tax หรือภาษีหุ่นยนต์ แม้จะฟังดูแปลก ๆ แต่ก็เป็นคำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากนักการเมืองที่นำประเด็นนี้มาใช้ในการหาเสียง หรือในกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกแย่งงาน กระทั่งบิล เกตส์ (Bill Gates) ก็ยังเคยออกมาสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวเช่นกัน

โดยบิล เกตส์ให้ความเห็นว่า บริษัทที่นำหุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นเข้ามาใช้งานแทนการจ้างงานมนุษย์ควรจะเสียภาษีในส่วนนี้ เพื่อที่ภาครัฐจะได้นำภาษีนี้ไปใช้ในการดูแลคนชรา และนำไปใช้พัฒนาทักษะให้กับผู้ที่ตกงาน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จะได้มีเงินมอบให้กับผู้ที่ไม่มีงานไม่มีรายได้ให้พอประทังชีวิตต่อไป

ด้วยระบบออโตเมชั่น คนรวยจะรวยยิ่งขึ้น

คำกล่าวนี้อาจไม่ไกลเกินจริง โดย เบน ทาร์นอฟฟ์ (Ben Tarnoff) จากเดอะการ์เดียนได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

"ในยุค 1600 เครื่องจักรอย่าง Stocking frame ได้สร้างปัญหาใหญ่ให้กับแรงงานในยุคนั้นมาแล้ว เพราะเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า เราก็ยิ่งใช้แรงงานน้อยลงในการผลิตสินค้าจำนวนเท่าเดิม แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่างช่วงของการเกิด Stocking frame กับโลกทุกวันนี้ก็คือ ยุคของ Stocking frame แรงงานยังมีความจำเป็น ขณะที่เทคโนโลยีในอนาคตนั้นอาจเก่งจนไม่เหลืองานอะไรให้มนุษย์ต้องทำแล้วนั่นเอง"

"แทนที่จะ Transform งาน เทคโนโลยีจะเริ่มกำจัดตำแหน่งงานที่มนุษย์ทำได้ออกไป และแทนที่จะสร้างความร่ำรวยให้นายทุนโดยใช้คนงานน้อยลง ระบบออโตเมชันจะสร้างความร่ำรวยโดยที่นายทุนไม่ต้องจ้างแรงงานอีกเลย"


โดยทาร์นอฟฟ์มองว่า หากยุคนั้นมาถึงจริง โลกจะเผชิญหน้ากับปัญหาความเหลื่อมล้ำขั้นสูงสุด

"ถ้าโลกเราเข้าสู่ยุคที่คนรวยได้โดยไม่ต้องทำงาน ฟังดูน่าจะดี แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าใครเป็นเจ้าของความร่ำรวยนั้น ๆ และใครบ้างที่ถูกตัดออกไปจากระบบ ใครบ้างที่ถูกตัดอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย เพราะทุกวันนี้ เราอยู่ภายใต้ระบอบทุนนิยม ค่าแรงก็คือสิ่งที่แรงงานได้รับตอบแทน ซึ่งแน่นอนว่า ต้องได้รับน้อยกว่าเจ้าของบริษัทอยู่แล้ว และในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เงินจำนวนนี้ก็ยิ่งน้อยลงกว่าแต่ก่อน ค่าแรงที่บริษัทจ่ายให้พนักงานนั้นหดตัวลงมากเมื่อเทียบกับส่วนที่บริษัทจ่ายให้กับเจ้าของกิจการ"

โดยทาร์นอฟฟ์เผยว่า ในช่วงปี ค.ศ. 1973 - 2011 นั้น เทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแรงงานคนได้ถึง 80.4 เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าตอบแทนที่แรงงานได้รับเพิ่มขึ้นเพียง 10.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

แต่ที่แย่กว่าก็คือ ระบบออโตเมชั่นที่จะเกิดขึ้นในโลกยุคต่อไปจะทำให้คนรวยสามารถรวยขึ้นได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาแรงงานอีกแล้ว และนั่นก็หมายความว่าไม่ต้องจ่ายค่าแรงให้พนักงานอีกแล้วด้วย ส่วนพนักงานเมื่อไม่ได้ค่าแรง ก็เท่ากับถูกตัดออกจากระบบเศรษฐกิจ สูญเสียโอกาสในการสร้างฐานะ หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะพวกเขาไม่มีเงินที่เป็นเครื่องมือแสดงอำนาจในทางสังคมและเศรษฐกิจอีกต่อไป

"ในยุคที่ภาคการผลิตยังต้องการแรงงานอยู่ เป็นยุคที่ชนชั้นแรงงานมีอำนาจอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาสามารถประท้วง หยุดงาน เพื่อให้นายจ้างหันมาเพิ่มค่าแรงได้ แต่ในยุคที่ระบบออโตเมชั่นมาถึง นั่นคือระบบเศรษฐกิจไม่ต้องการพวกเขาแล้ว"

อย่างไรก็ดี หุ่นยนต์และระบบออโตเมชั่นต่าง ๆ ไม่ใช่ปัญหา เพราะในฐานะสิ่งประดิษฐ์มันสามารถอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้หลายประการ และมีประโยชน์มากต่อกระบวนการผลิต แต่ปัญหาที่แท้จริงอาจมาจากความโลภของคนก็เป็นได้

ดังนั้น การจุดประเด็นเรื่อง "Robot Tax" จึงอาจเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้สังคมเปิดกว้างและทำให้มองเห็นภัยที่แท้จริงของหุ่นยนต์ที่ไม่ใช่การที่มันฉลาดกว่าเราแล้วคิดได้ว่าควรสังหารมนุษย์ให้หมดไปแบบที่เราเคยคุ้นตาจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด แต่เพราะหุ่นยนต์เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มมากขึ้น

ภาษีหุ่นยนต์อาจจะมีหรือไม่มีผลต่อการสะกัดปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น ๆ แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการถกปัญหานี้ร่วมกันอย่างแน่นอน

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...