xs
xsm
sm
md
lg

โอ้โห 'Blockchain' !?!(Cyber Weekend)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

สุวิชชา สุดใจ  Managing Director, Digital Products บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด
ความท้าทายใหม่ของธุรกิจตัวกลางกำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วยแรงกดดันของเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า 'บล็อกเชน (Blockchain)' ภายใต้แนวคิดของแพลตฟอร์มแบบเครือข่ายที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีสำเนาข้อมูลกิจกรรมเดียวกันโยงใยอยู่บนโลกออนไลน์ แม้ว่าก่อนหน้านี้แวดวงการเงินจะเริ่มรู้จักกันในส่วนของ บิทคอยน์ (Bitcoin) หรือสกุลเงินดิจิตอลที่แพร่หลายในโลกออนไลน์เท่านั้นก็ตาม แต่ด้วยมูลค่าที่มากมายในระบบการเงินทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจกับบล็อกเชนอย่างจริงจังมากขึ้น

**** บล็อกเชนคืออะไร

บล็อกเชนกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสงสัยว่าแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร ซึ่งหากมองแบบผิวเผินแล้วบล็อกเชนก็เป็นเพียงหนึ่งแพลตฟอร์มที่ทำงานบนโลกออนไลน์โดยที่ไม่ต้องผ่านการเข้าใช้งานแบบเบราเซอร์แม้ว่าจะอยู่บนโลกออนไลน์เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ตก็ตาม และหากมองให้ลึกลงไป การสร้างบล็อกเชนขึ้นมาสักหนึ่งเครือข่ายย่อมหมายถึงการสร้างบล็อกขึ้นมาร้อยเรียงข้อมูลทั้งหมดให้ประสานกันเป็นเครือข่ายบนโลกออนไลน์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลผ่านบล็อกไปยังจุดหมายแต่ละบล็อกปลายทางได้อย่างปลอดภัย โดยที่แต่ละบล็อกมีข้อมูลชุดเดียวกันและพร้อมอัปเดตใหม่ทุกครั้งที่เกิดการกระทำใหม่ขึ้นกับบล็อกเชน ทำให้การปลอมแปลงหรือลบจากบล็อกใดบล็อกหนึ่งเป็นไปได้ยากนั่นเอง และนอกจากนั้นกระบวนการเปลี่ยนแปลงยังถูกบันทึกไว้ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวจึงทำให้เกิดกระบวนการที่ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และเชื่อถือได้อย่างดี

สุวิชชา สุดใจ Managing Director, Digital Products บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด อธิบายเกี่ยวกับ Blockchain หรือ DLT (Distributed Ledger Technology) ว่า Blockchain คือระบบการทำงานบนฐานข้อมูลออนไลน์ประเภทหนึ่งที่ช่วยให้การทำธุรกรรมเป็นไปได้รวดเร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น รวมทั้งยังโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ จากเดิมที่ปัจจุบัน ข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ในขณะที่ Blockchain ใช้ระบบการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่อนุญาตให้สมาชิกในระบบทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ ซึ่งการอัปเดทข้อมูลจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีการตกลงและเห็นชอบร่วมกันระหว่างบุคคลส่วนใหญ่ที่อยู่ในระบบเดียวกันเท่านั้น โดยเมื่อข้อมูลถูกบันทึกลงในระบบแล้ว ข้อมูลนั้นจะไม่สามารถถูกลบทิ้งได้

กลับมาที่บิทคอยน์ที่หลายคนรู้จักควบคู่กับคำว่าบล็อกเชน ด้วยความต้องการโอนเงินของชาวญี่ปุ่นที่มีนามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ซึ่งต้องการโอนเงินในรูปแบบที่ไม่ต้องผ่านธนาคาร ไม่ต้องระบุตัวตน แต่ต้องปลอดภัยและมีพยานรับรู้ที่เชื่อถือได้ บิทคอยน์บล็อกแรกในระบบบล็อกเชนจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 3 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดของการเข้ารหัสเงินดิจิตอลแบบ crypto-currency ซึ่งก็คือการกระจายข้อมูลที่ประกอบกันเป็นเงินดิจิตอลออกเป็นส่วนย่อยๆให้ไปอยู่ในระบบออนไลน์ ซึ่งก็คือบล็อกเชนนั่นเอง และเมื่อต้องการใช้บิทคอยน์ก็ต้องทำงานไม่ต่างจากการขุดเหมืองทองอย่างที่หลายคนเข้าใจ หรืออธิบายให้ง่ายก็คือการใช้งานคอมพิวเตอร์คุณภาพสูงเพื่อถอดรหัสย้อนกลับการกระจายเงินแบบ crypto-currency เพื่อรวมข้อมูลของเงินที่กระจายอยู่กลับมาเป็นบิทคอยน์อีกครั้ง

และเพื่อให้ไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อในระบบบิทคอยน์ จึงมีการเพิ่มความยากของการถอดรหัส ตามปริมาณบิทคอยน์ที่ถูกขุดพบ ซึ่งเท่ากับว่าเมื่อบิทคอยน์เหลือน้อยความยากก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งบล็อกของบิทคอยน์ในระบบทั้งหมดมีอยู่เพียงแค่ 21 ล้านบล็อกเท่านั้น โดย 1 บล็อกมีค่าเท่ากับ 25 บิทคอยน์ และ 1 บิทคอยน์มีค่าเท่ากับ 1 ซาโตชิ ( 1 บิทคอยน์ แลกเป็นเงินได้ราว 20,000 บาท) ซึ่งชื่อหน่วยที่เล็กที่สุดเป็นการตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติกับผู้สร้างบล็อกแรกขึ้นมา จะเห็นได้ว่าการสร้างบิทคอยน์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการดึงบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์เท่านั้นเอง ด้วยคุณสมบัติของการเชื่อมต่อแบบบล็อก การอัปเดตข้อมูลพร้อมกันทั้งหมด การสร้างข้อมูลชุดเดียวในแต่ละบล็อก หรือแม้กระทั่งความเร็วของเขียนข้อมูลซึ่งใช้การบีบอัดข้อมูลขนาดเล็กมาก ทำให้บล็อกเชนกลายเป็นเครือข่ายที่น่าจับตามมอง

**** อุตสาหกรรมบล็อกเชน

ด้วยคุณสมบัติของบล็อกเชนที่ต้องการตัดตัวกลาง หรือพ่อค้าคนกลางออกจากระบบ และแทนที่ด้วยความสามารถของบล็อกเชน ทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมตัวกลางเริ่มสั่นคลอนโดยเฉพาะกลุ่มการเงินการธนาคาร แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือการกลัวตกขบวนเทคโนโลยี แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าบล็อกเชนมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิดนัก และไม่เพียงกลุ่มการเงินเท่านั้นที่มองเห็น บล็อกเชนเริ่มขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆมากขึ้น ทั้งกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ การเกษตร การค้าเพชร หรือแม้กระทั่งวงการอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเป็นอย่างมาก

ในประเทศไทยกลุ่มธุรกิจการเงินเริ่มการเคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้งหน่วยขึ้นมาทดลองหรือจัดการด้านเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ Fintech โดยนับตั้งแต่ กสิกรไทยที่จัดตั้ง บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป ขึ้นมาดูแลด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 20 ล้านบาท พร้อมงบวิจัยและพัฒนาอีกปีละ 5,000 ล้านบาท ขณะที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ได้จัดตั้ง บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส เพื่อวิจัยและพัฒนา Fintech ด้วยงบลงทุนกว่า 1,760 ล้านบาท และธนาคารกรุงศรี ก็ได้จัดตั้ง กรุงศรี เวนเจอร์ แคปิตอล ด้วยเงินลงทุนกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความเคลื่อนไหวที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ของกลุ่ม SCB ที่ล่าสุดจับมือกับ Ripple ผู้ให้บริการบล็อกเชนทางการเงินแบบไพรเวทที่มีเครือข่ายธนาคารเข้าร่วมกว่า 50 ธนาคารทั่วโลก ซึ่งเริ่มมีการทดลองการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบบล็อกเชนกันแล้ว

ความน่าสนใจของบล็อกเชนในมุมของการเงินคือความรวดเร็วของการเชื่อมต่อระบบ การอัปเดตทุกบล็อกพร้อมกันทำให้เกิดสำเนาที่เหมือนกันอยู่ทั่วโลกในเวลาเพียงไม่กี่วินาที และท้ายที่สุดต้นทุนของการโอนจะลดลงจากตัวกลางที่น้อยลง ขณะที่การโอนเงินจากเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางซึ่งต้องใช้เวลาในการยืนยันตัวตน และค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนตัวกลางที่เงินเดินทางผ่าน ทำให้การนำระบบบล็อกเชนมาใช้ซึ่งเชื่อว่าจะโอนเงินข้ามโลกได้แบบเรียลไทม์ได้รับการกระตุ้นอย่างมีเหตุผล

ขณะที่ในมุมของอสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีแนวการพัฒนาบล็อกเชนในกลุ่มประเทศซิมบับเว ซึ่งมีการทุจริตในเรื่องของที่ดินโดยการปลอมแปลงเอกสารกันอย่างแพร่หลาย การสร้างระบบบล็อกเชนขึ้นเพื่อนำข้อมูลที่ดิน ชื่อผู้ครอบครอง หรือแม้กระทั่งรายละเอียด และประวัติซื้อขายที่ดินนั้นๆ เข้าสู่ระบบบล็อกเชน ทำให้ผู้ปลอมแปลงไม่สามารถทำได้จากจุดเดียว ซึ่งก็เป็นการยากที่จะตามไปแก้ไขในทุกบล็อกที่มีอยู่ในระบบ นอกจากนี้ระบบบล็อกเชนยังเป็นระบบการตรวจสอบสิทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการคัดลอกสำเนากระจายอยู่ทั่วทุกบล็อกร้อยเรียงแบบลบไม่ได้

ขณะที่มุมของอีคอมเมิร์ซ มีการสร้างเครือข่ายที่ไม่ต่างจากอีเบย์เกิดขึ้น ภายใต้ชื่อ Blockmarket ซึ่งทำงานอยู่บนระบบบล็อกเชนของ Blockchain Foundry โดยเป็นการจับคู่ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายแบบเป็นตลาดกลาง ซึ่งไม่ผ่านระบบเว็บไซต์ที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการโพสต์ขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันระหว่างกันเสมือนหนึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์เอง ด้วยวิธีการซื้อ-ขายด้วยกระเป๋าเงินออนไลน์ของตนเอง ทำให้ลดขั้นตอนพ่อค้าคนกลางและค่าธรรมเนียมที่ถูกลง และเพิ่มสถานะของการใช้เงินสกุลดิจิตอลที่หลากหลายมากขึ้นเข้าไปด้วยเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการค้าขาย โดยค่าธรรมเนียมส่วนน้อยถูกจ่ายเป็นค่าแพลตฟอร์มเท่านั้น นับเป็นการปฏิวัติวงการอีคอมเมิร์ซที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่ง

**** อนาคตของบล็อกเชน

ปัจจุบันบล็อกเชนอยู่ในยุคเริ่มต้น หรือที่บางคนเรียกว่า Blockchain 1.0 ซึ่งเป็นการสร้างบล็อกแบบพื้นฐาน เป็นการเชื่อมต่อที่ยังไม่ซับซ้อนแต่ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ โดยสังเกตได้จากการตื่นตัวของหลากหลายอุตสาหกรรมที่เริ่มลงทุนด้านเทคโนโลยีมากขึ้น และในอนาคตเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุค Blockchain 2.0ซึ่งจะเป็นการเพิ่มแอปพลิเคชันให้สามารถทำงานร่วมกับบล็อกเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะสามารถเขียนคำสั่งให้ทำงานตามต้องการได้แบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดภาระการทำงานของมนุษย์

แน่นอนว่าแนวความคิดปัญญาประดิษฐ์ก็จะถูกนำมาควบรวม เพื่อสร้างการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดการใช้งานจริงในอนาคต แบบที่เรียกว่าเปลี่ยนแปลงโลกนั้น ก็อาจจะต้องใช้เวลานานกว่า 10-20 ปี เพราะนอกจากเทคโนโลยีที่จะต้องลองผิดลองถูกกันแล้ว การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อเข้าสู่ยุคบล็อกเชนนั้นก็ต้องใช้เวลาไม่ต่างจากการเปลี่ยนผ่านยุคโทรศัพท์สายมาสู่ยุคมือถือเช่นกัน
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...