xs
xsm
sm
md
lg

ศาลยืน “ปึ้ง” ผิด คืนพาสปอร์ตให้ “แม้ว” แต่ปรานีรอลงอาญา เหตุป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองลุกลามคอ-ท้อง เพิ่มโทษปรับ 1 แสน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เดินทางมาฟังคำพิพากษาตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (10 ต.ค.)
MGR Online - องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิพากษา “ปึ้ง-สุรพงษ์” ผิดออกพาสปอร์ตให้ “ทักษิณ” ทั้งที่กำลังหนีคดี อุทธรณ์จำเลย 6 ข้อ ฟังไม่ขึ้น แต่ศาลปรานีแก้ให้รอลงอาญา 2 ปี เหตุป่วยเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ลุกลามที่คอและท้อง โดยเพิ่มโทษปรับ 1 แสนบาท

วันนี้ (10 ต.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.สนามหลวง เมื่อเวลา 12.00 น.เศษ องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา รวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบ ในคดีหมายเลขดำที่ อธ.อม.3/2561 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุรพงษ์ หรือปึ้ง โตวิจักษณ์ชัยกุล อายุ 66 ปี อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1

คดีนี้ อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเมื่อเดือน มี.ค. 2560 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ. 2560 ชี้มูลความผิดทางอาญาต่อนายสุรพงษ์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ได้ลงนามในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2554 ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่นๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว อันเป็นการกระทำที่ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548 ข้อ 21(2) (3) และ (4) ทำให้กระทรวงการต่างประเทศ เสียหาย

โดยคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2561 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดโดยให้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าการกระทำความผิดของจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลซึ่งหลบหนีให้สามารถเดินทางในต่างประเทศได้สะดวก และเป็นผลบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ
นายสุรพงษ์ หรือปึ้ง โตวิจักษณ์ชัยกุล เมื่อครั้งเดินทางมาฟังคำพิพากษาเมื่อ 19 มิ.ย.61
ต่อมา “นายสุรพงษ์” อดีตรมว. ต่างประเทศ จำเลย ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ระหว่างนั้นได้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 5 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
ขณtที่วันนี้ “นายสุรพงษ์” จำเลยได้เดินทางมา พร้อมกับคนใกล้ชิด และทนายความ พร้อมฟังคำพิพากษา ซึ่งมาถึงศาลฎีกาตั้งแต่ เวลา 08.00 น. ก่อนถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เวลา 11.00 น. โดย “นายสุรพงษ์” สวมเสื้อผ้าชุดขาวนั่งรถเข็น สวมหน้ากากอนามัย-แว่นตาดำ และสวมหมวกลักษณะเบเร่ต์ด้วยเนื่องจากมีอาการป่วยหนัก ซึ่งในการฟังคำพิพากษานี้ ศาลก็ได้จัดเจ้าหน้าที่พยาบาลไว้พร้อมสำหรับกรณีมีเหตุฉุกเฉินด้วย

กระทั่งเวลา 12.00 น. หลังองค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน ร่วมลงมติทำคำพิพากษาแล้ว จึงได้อ่านคำตัดสิน โดย “องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์” พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็น

ซึ่งประเด็นโต้แย้งเรื่องอำนาจการไต่สวน ป.ป.ช. ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 กรณีมีเหตุสงสัยนายกรัฐมนตรี , รัฐมนตรี , ส.ส. , ส.ว. และข้าราชการการเมือง กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ , กรณีนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา ผู้กล่าวหา ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง , การมีมติของ ป.ป.ช.ในคดีและการแจ้งข้อกล่าวหากระทำมิชอบ ซึ่งนายภักดี โพธิศิริ 1 ใน กรรมการ ป.ป.ช.ขาดคุณสมบัติ นั้นฟังไม่ขึ้น โดยองค์คณะฯ เห็นว่าการแจ้งข้อกล่าวหาและการไต่สวนนั้นกระทำโดยชอบแล้ว

ส่วนอุทธรณ์ที่ว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ เห็นว่า นายทักษิณ ได้ยื่นคำร้องขอออกหนังสือเดินทาง ส่งผ่านสถานทูตไทย ในกรุงอาบูดาบี ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมื่อวันที่ 24 ต.ค.54 แล้วต่อมาเมื่อคำร้องส่งมาถึงกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวง , อธิบดีกรมการกงสุล , ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและเขตแดน ได้ประชุมร่วมทำบันทึกเรื่องดังกล่าวเสนอจำเลย ซึ่งขณะนั้นเป็น รมว.ต่างประเทศ ทราบ โดยจำเลยได้เกษียนคำสั่ง (ข้อความในหนังสือราชการ) 25 ต.ค.54 แจ้งกลับไปว่าให้ออกหนังสือเดินทางกับนายทักษิณเพราะรัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐบาลเดิมแล้ว ขณะที่ปรากฏตามข่าวสื่อมวลชนในช่วงเดือน ธ.ค.54 จำเลยให้สัมภาษณ์ยอมรับว่ามีการพิจารณาออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ และคำสัมภาษณ์ทำนองว่าจะให้เป็นของขวัญปีใหม่นายทักษิณ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการเกษียนสั่งเรื่องดังกล่าวมาแล้ว 2 เดือนทั้งที่นายทักษิณ ถูกศาลพิพากษาจำคุกและถูกออกหมายจับในคดีร้ายแรงอีกหลายคดี การปลดชื่อนายทักษิณ ออกจากบัญชีรายชื่อที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ทั้งที่ต้องตรวจสอบก่อนออกหนังสือเดินทาง และออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณจึงไม่ถูกต้อง โดยการที่จำเลยเกษียนคำสั่งในบันทึกทันทีและเสร็จสิ้นทั้งกระบวนการในวันเดียวกัน เชื่อว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นในการออกหนังสือเดินทางนี้ตั้งแต่ต้น

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าจะไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงนั้น เห็นว่า จำเลยในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ถือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกระทรวงมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการในกระทรวงได้ประกอบกับตามหลักการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีสามารถมอบนโยบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏิบัติ รัฐมนตรีจึงเป็นเจ้าพนักงานมีส่วนเกี่ยวข้องในหน้าที่ดังกล่าว และหาหกระทำนั้นเป็นไปโดยเจตนาที่จะกระทำต่อกฎหมายโดนตรงแล้วสั่งการก็ย่อมจะต้องรับผิดด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามฟ้อง

ที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น “องค์คณะฯ” เสียงข้างมาก โดยอ้างว่าเคยประกอบคุณงามความดีประโยชน์ประเทศชาติมานั้น เห็นว่า จำเลยเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างยาวนานหลายด้านจนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ แต่จำเลยกลับมีพฤติการณ์ในการช่วยเหลือบุคคลที่ถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกที่อยู่ระหว่างการออกหมายจับเพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษา และยังมีคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาอีกหลายคดี โดยจำเลยย่อมทราบดีว่าการที่นายทักษิณ ได้รับหนังสือเดินทางจะทำให้สามารถหลบหนีการติดตามจับดุมได้โดยสะดวก อันเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอย่างหนึ่ง ดังนั้นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดโทษจำคุก 2 ปีนั้นเหมาะสมพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

สำหรับประเด็นที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เนื่องจากมีอายุมากแล้ว และภายหลังจากมีการพิจารณาคดีก็ได้ส่งผลต่อสุขภาพ จำเลยมีอาการป่วยหลายโรคทั้งเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง รวมทั้งมะเร็งซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและช่องท้องนั้น เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ไม่เคยปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและเมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติความประพฤติ สภาพความผิด กับที่ได้ความว่าหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีนี้วันที่ 19 มิ.ย.61 จำเลยมีอาการเจ็บป่วยเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง รวมทั้งมะเร็ง ซึ่งต้องรักษาอาการที่โรงพยาบาลต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้วจึงเห็นควรให้โอกาสรอการลงโทษจำเลย แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

“องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์” จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยโทษจำคุกนั้นรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา และลงโทษปรับด้วยเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังองค์คณะวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว ญาติของนายสุรพงษ์ จำเลย ก็ได้นำเงินชำระค่าปรับแล้ว ส่วนนายสุรพงษ์ได้นั่งรถตู้พยาบาลของ รพ.ศิริราช เพื่อไปรักษาอาการป่วยทันที


กำลังโหลดความคิดเห็น...