xs
xsm
sm
md
lg

ลุ้นระทึก...แกนนำ นปช.กับพวกฟังคำพิพากษาคดีก่อการร้าย จำเลยยันชุมนุมตามระบอบ ปชต. ไม่ได้ทำอะไรผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - แกนนำ นปช.พร้อมจำเลยเสื้อแดงมากันพร้อมฟังคำพิพากษาคดีก่อการร้าย ปี 2553 “ตู่-จตุพร” พร้อมน้อมรับคำพิพากษา แม้โทษสูงถึงประหารชีวิต ด้าน “เต้น-ณัฐวุฒิ” ท่องคาถาไม่ได้ทำอะไรผิด เรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย แต่หากต้องคำพิพากษาก็พร้อมประกันตัวสู่ในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป



เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 701 วันนี้ (14 ส.ค.) ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี อดีตประธาน นปช., นายจตุพร หรือตู่ พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ หรือเต้น ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี เลขาธิการ นปช., นพ.เหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายอริสมันต์ หรือกี้ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี แกนนำและแนวร่วม นปช.รวม 24 คน เป็นจำเลยที่ 1-24 ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1, 135/2 ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา ให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 116, 215, 216 และร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 รวม 6 ข้อหา กรณีพวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. - 20 พ.ค. 2553 เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นประกาศยุบสภา ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

โดยวันนี้ นายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายจตุพร, นพ.เหวง แกนนำและแนวร่วม นปช.ที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาฟังคำพิพากษาครบทุกคน นอกจากนี้ยังมีนางธิดา ถาวรเศรษฐ อดีตประธานที่ปรึกษา นปช.ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วย พร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นปช. และชาวบ้านที่มาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวว่า ตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมาพวกเราทุกคนได้ทำหน้าที่ในการต่อสู้คดี กฎหมายของไทยเป็นกฎหมายลักษณะกล่าวหา ตั้งแต่ขั้นตอนของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ อัยการ และศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย วันนี้พวกเราทำได้แค่เตรียมหัวใจ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็จะน้อมรับคำตัดสินของศาล ตอนนี้มีข้อหาเดียวคือก่อการร้าย ที่มีอัตราโทษเดียวเท่านั้นคือประหารชีวิต ไม่มีโทษเป็นอย่างอื่น ไม่มีโทษจำคุก เพราะฉะนั้นวันนี้ก็คือตายกับไม่ตายเท่านั้น นี่คือโลกของความเป็นจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำ นปช.และจำเลยอื่นๆ ได้เตรียมความพร้อมที่จะฟังคำพิพากษาอย่างไรบ้าง นายจตุพรกล่าวว่า ขั้นตอนมันเลยมาหมดแล้ว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือการเตรียมหัวใจอย่างมีสติ เพราะว่าอัตราโทษอย่างที่บอกคือประหารชีวิตและพร้อมน้อมรับชะตากรรม เชื่อว่าในวันนี้จำเลยจะมาศาลครบทุกคน แต่สมมติว่ามากันไม่ครบ ตนก็จะร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยที่มาศาลในวันนี้ฟัง ส่วนจำเลยที่ไม่มาก็ให้ฟังคำพิพากษาในภายหลัง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าจำเลยจะมาครบทุกคน

เมื่อถามว่าหากศาลมีคำพิพากษาจำคุกหรือประหารชีวิตจะใช้สิทธิประกันตัวหรือไม่ นายจตุพรกล่าวว่า ตนเองยังไม่ทราบว่าศาลจะตัดสินอย่างไร รอให้ถึงขั้นตอนนั้น และรอฟังผลที่ชัดเจนเสียก่อนว่าผลลัพธ์ออกมาอย่างไร ตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ หลังจากนั้นจึงรู้ว่าจะทำอย่างไร แต่คดีนี้มี 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ดังนั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาในวันนี้ จำเลยยังสามารถยื่นอุทธรณ์ ฎีกาได้

ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวว่า การสู้คดีเราก็ได้รวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆ แสดงต่อศาลอย่างครบถ้วน หลายประเด็นปรากฏชัดในขั้นตอนพิจารณาคดีว่ารัฐบาลขณะนั้นจงใจที่จะสร้างข้อมูลหลักฐานที่ผ่านการปรุงแต่งเพื่อให้ฝ่ายจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ซึ่งแกนนำ นปช.ได้แสดงหลักฐานต่อศาล ขณะเดียวกัน ฝ่ายพยานโจทก์ขึ้นเบิกความก็พบว่ายังไม่ได้ระบุตัวตนของคนกระทำความผิด ส่วนใหญ่เป็นการให้ปากคำในภาพรวมของสถานการณ์ความเคลื่อนไหว ซึ่งกระบวนการพิจารณาคดีหรือคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็เคารพน้อมรับ เพราะตลอดเวลาที่ออกมาต่อสู้ทางการเมือง พวกตนก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด

เมื่อถามว่า มีความมั่นใจในพยานหลักฐานหรือไม่เพียงใด นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เราเชื่อมั่นในความจริง ยืนยันมาตลอดว่าเจตนาในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของ นปช.ในปี 2553 เรามีข้อเรียกร้องเดียวคือรัฐบาลขณะนั้นยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานที่สุดตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่กำลังเจ้าหน้าที่จะเข้ามาขอคืนพื้นที่ก็ไม่ปรากฏความสูญเสีย การปะทะใดๆ ระหว่างประชาชนผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสถานการณ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ความรุนแรงก็ขยายไปเรื่อยๆ จนมีการประกาศเขตกระสุนจริง เกิดการต่อสู้กันราวกับสงครามกลางเมือง เพื่อสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค. 2553

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความกังวลในข้อกล่าวหาก่อการร้ายที่มีโทษประหารชีวิตหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตนไม่รู้สึกว่าข้อกล่าวหานี้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด การก่อการร้ายต้องมีเจตนาเฉพาะที่ปรากฏ เช่นสร้างเหตุการณ์ลุกลามบานปลายให้เป็นความรุนแรง แต่ของเราไม่มี เรามีเจตนาชัดเจนชุมนุมเรียกร้องการยุบสภาเท่านั้น แม้ข้อกล่าวหาโทษสูงสุดประหารชีวิต แต่เรายังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพวกเราในการต่อสู้ หากคำพิพากษาเป็นผลลบก็เตรียมเรื่องหลักประกันต่อสู้คดีศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาต่อไป ไม่ว่าจะออกมาแบบไหนทุกอย่างก็ต้องเดินไปข้างหน้า

เมื่อถามถึงข้อหาอื่น เช่น ข้อหามั่วสุมชุมนุม ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการถอนฟ้องไปใช่หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เข้าใจว่าพนักงานสอบสวนดีเอสไอและอัยการมุ่งเน้นข้อหาก่อการร้าย อาจเป็นเพราะในเหตุการณ์สูญเสียของประชาชนจำนวนมาก การตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย เพื่ออธิบายความสูญเสียดังกล่าวหรือไม่ว่าการชุมนุมมีกองกำลังที่จะมาทำร้ายประชาชนเพื่อสร้างสถานการณ์ อย่างที่รัฐบาลขณะนั้นพูดเรื่องชายชุดดำฆ่าและทำร้ายกันเอง เมื่อข้อกล่าวหาของพวกเราไปถึงขนาดนั้น คดีจึงไปไกลถึงข้อหาก่อการร้าย แต่เรายืนยันว่าเรามีความบริสุทธิ์ใจ เชื่อมั่นในความจริงที่ปรากฏ

ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านนั้น ศาลนัดสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. จำเลยที่ 2 และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยที่ 3 ได้ขึ้นเบิกความเป็นพยาน 2 ปากสุดท้ายต่อศาล และทั้งสองได้ยื่นให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาล พร้อมตอบคำถามทนายความจำเลยประกอบด้วย โดยภายหลังเบิกความเสร็จ จำเลยยังติดใจจะซักถามพยานโจทก์อีกหลายปาก แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ รวมทั้งคดีอื่นที่นำมาผูกรวมพิจารณาเฉพาะคดีที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเพียงข้อหาเดียว คือข้อหาร่วมกันเป็นผู้ก่อการร้ายเท่านั้น ส่วนข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาอื่นๆ นั้นเป็นเพียงองค์ประกอบของความผิดฐานเป็นผู้ก่อการร้าย โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษในแต่ละข้อหาที่เป็นองค์ประกอบของความผิดมาด้วยแต่อย่างใด มีเฉพาะนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ที่ถูกฟ้องข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์อีกข้อหาหนึ่งเป็นคดีต่างหาก ซึ่งข้อเท็จจริงที่มีการสืบกันมานั้น ศาลเห็นว่าเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีแล้ว อีกทั้งศาลได้ให้เวลาในการพิจารณาคดีมานานพอสมควร และได้ให้วันนัดสืบพยานจำเลยมาหลายนัดแล้ว แม้จะมีการสืบพยานต่อไป ก็ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงที่มีการสืบพยานมาแล้วเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงไม่อนุญาตให้กำหนดวันสืบพยานเพิ่มอีก จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยที่เหลือทั้งหมด โดยให้ฝ่ายจำเลยทำคำแถลงปิดคดีเข้ามาภายใน 45 วัน และหากมีข้อเท็จจริงสิ่งใดเพิ่มเติม ก็ให้จำเลยส่งประกอบคำแถลงปิดคดีเข้ามาได้ พร้อมกำหนดวันฟังคำพิพากษาคดี นปช.ในวันนี้ คือ 14 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

สำหรับคดีนี้อัยการ ได้ยื่นฟ้องกลุ่มแกนนำ นปช.มาตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งใช้เวลาพิจารณาพยานหลักฐานและสืบพยานบุคคล มานานร่วม 9 ปี จึงได้นัดฟังคำพิพากษา โดยฝ่ายจำเลยได้สืบพยานบุคคลประมาณ 20 ปาก ล้วนเป็นแกนนำ นปช.ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีนี้ โดยจำเลยทั้ง 24 คน ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ อายุ 71 ปี, นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 54 ปี, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 44 ปี, นายเหวง โตจิราการ อายุ 68 ปี, นายก่อแก้ว พิกุลทอง อายุ 54 ปี, นายขวัญชัย สาราคำ หรือขวัญชัย ไพรพนา อายุ 67 ปี, นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก อายุ 61 ปี, นายนิสิต สินธุไพร อายุ 63 ปี อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย, นายการุณ หรือเก่ง โหสกุล อายุ 52 ปี อดีต ส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อายุ 68 ปี

นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง อายุ 68 ปี อดีตลูกน้องคนสนิทเสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล), นายสุขเสก หรือสุข พลตื้อ อายุ 43 ปี, นายจรัญ หรือยักษ์ ลอยพูล อายุ 48 ปี การ์ด นปช., นายอำนาจ อินทโชติ อายุ 63 ปี อดีตทหารพราน ฉายามือปืน 9 นิ้ว, นายชยุต ใหลเจริญ อดีตหัวหน้าการ์ด นปช., นายสมบัติ หรือแดง หรือผู้กองแดง มากทอง อายุ 57 ปี, นายสุรชัยหรือหรั่ง เทวรัตน์ อายุ 34 ปี คนสนิท เสธ.แดง, นายรชต หรือกบ วงค์ยอด อายุ 38 ปี อดีตลูกน้อง เสธ.แดง, นายยงยุทธ หรือบัง ท้วมมี อายุ 61 ปี ผู้ติดตาม เสธ.แดง จำเลยที่ 1-19 คดีหมายเลขดำที่ อ.2542/2553, นายอร่าม แสงอรุณ อายุ 58 ปี หัวหน้าการ์ด นปช. อดีตลูกน้องคนสนิท เสธ.แดง จำเลยคดี อ.4339/2553, นายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ อายุ 38 ปี อดีตคนสนิท เสธ.แดง, นายสมพงษ์ หรืออ้อ หรือแขก หรือป้อม บางชม และนายมานพ หรือเป็ด ชาญช่างทอง อายุ 58 ปี กลุ่มการ์ด นปช. จำเลยคดีหมายเลขดำที่ อ.757/2554 และนายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 55 ปี จำเลย คดีหมายเลขดำที่ อ.4958/2554




กำลังโหลดความคิดเห็น...