xs
xsm
sm
md
lg

ศาลฎีกาเลื่อนพิพากษาแกนนำ นปช.นำม็อบล้อมบ้าน “ป๋าเปรม” เหตุ “วีระกานต์” ป่วยเข้า รพ. นัดอีกครั้ง 23 ก.ย.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - ศาลเลื่อนอ่านฎีกา คดีแกนนำ นปช.นำม็อบเสื้อแดงชุมนุมล้อมบ้าน “ป๋าเปรม” สี่เสาเทเวศร์ เหตุ “วีระกานต์” ป่วยเข้าโรงพยาบาล นัดฟังคำพิพากษาอีกครั้ง 23 ก.ย.นี้



ที่ห้องพิจารณา 701ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 11.00 น. ศาลได้มีคำสั่งเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีชุมนุมล้อมบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เมื่อปี 2550หมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายนพรุจ หรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน, นายวันชัย นาพุทธา, นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.), นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการ, ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้ผู้ที่มั่วสุมเลิกไปแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง , 215, 216, 297, 298 ประกอบมาตรา 33, 83, 91

กรณีสืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค. 2550 แกนนำและแนวร่วม นปช.นำขบวนผู้ชุมนุมหลายพันคนจากเวทีปราศรัยเคลื่อนที่สนามหลวงไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ บ้านพักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อเรียกร้องกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังขู่เข็ญ ซึ่งนายนพรุจ จำเลยที่ 1 ได้ใช้ไม้เสาธงตีประทุษร้ายร่างกาย ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นามจันทร์เจียม เป็นเหตุให้กระดูกข้อมือแตกเป็นอันตรายสาหัส

โดยวันนี้ นายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาวฯ จำเลยที่ 1, นายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5, นายวิภูแถลง จำเลยที่ 6, นพ.เหวง จำเลยที่ 7 เดินทางมาศาล โดยมีแกนนำ นปช.หลายคนเดินทางมาให้กำลังใจด้วย ทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ภรรยา นพ.เหวง และอดีตประธาน นปช., นายยศวริศ ชูกล่อม รวมทั้งแนวร่วม นปช.อีกกว่า 30-40 คน

ส่วนนายวีระกานต์ จำเลยที่ 4 ไม่ได้มาศาล คงมีเพียงทนายความมายื่นคำร้องขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากนายวีระกานต์ จำเลยที่ 4 มีอาการป่วยเวียนศีรษะ เดินเซ ปัสสาวะไม่ออก โดยแพทย์ให้พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ลาดพร้าว ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนำใบรับรองแพทย์ส่งศาลด้วย

ขณะที่ศาลได้ตรวจสำนวนแล้ว ทราบจากรายงานของเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 23 ก.ค.และวันนี้ ว่าส่งหมายแจ้งวันฟังคำพิพากษาฎีกาให้นายวีระกานต์ จำเลยที่ 4 และนายณัฐวุฒิ จำเลยที่ 5 ไม่ได้แต่วันนี้จำเลยที่ 5 มาศาลถือว่าทราบนัดแล้ว ส่วนจำเลยที่ 4 ยังไม่ได้รับหมายไม่ทราบนัด แต่วันนี้ทนายความจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเลื่อนประกอบใบรับรองแพทย์มา กรณีมีเหตุให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไปก่อน โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง ในวันที่ 23ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น. โดยกำชับให้นายประกันของจำเลยที่ 1, ที่ 4-7 พาตัวจำเลยทั้ง 5 คน ตามวันนัดดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ ก่อนเข้าห้องพิจารณาเพื่อฟังคำพิพากษา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. จำเลยที่ 5 กล่าวว่า ตนเองไม่ได้กังวลใจ เพราะว่าทุกคดีที่ถูกกล่าวหาในการเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้สู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด แต่คำพิพากษาของศาลจะเป็นอย่างไร เราก็พร้อมที่จะน้อมรับและให้ความเคารพ จึงไม่มีความวิตกกังวลใดๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ต่อสู้และพิสูจน์กันตามกระบวนการ เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจในการต่อสู้คดี และเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในคืนวันดังกล่าว โดยเป็นความเชื่อมั่นของคนที่ตกเป็นจำเลย ส่วนเรื่องของกระบวนการยุติธรรมและคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็เคารพ

“จนถึงวินาทีนี้ยังถือว่าคดียังไม่สิ้นสุด จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกา เพราะฉะนั้น ผมคงไม่คิดอะไรไปก่อนล่วงหน้า นอกจากแสดงความเชื่อมั่นและบริสุทธิ์ใจว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาเรายืนยันหลักการสันติวิธี แล้วจุดมุ่งหมายเดียวในการต่อสู้คือเพื่อผลักดันให้สังคมไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อบริสุทธิ์ใจอย่างนี้ อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกกังวล” นายณัฐวุฒิกล่าว

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นข้อต่อสู้ที่ยื่นต่อศาลฎีกานั้น เราว่าไม่ได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านสี่เสาเทเวศร์เป็นการไปใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ส่วนเหตุการณ์วุ่นวายเผชิญห้ากันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้ชุมนุม นปช.เกิดขึ้นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังใช้แก๊สน้ำตาเข้ามาพยายามสลายการชุมนุม ทั้งที่พวกตนไปที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ได้พูดคุยหารือและทำความตกลงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นหัวหน้าชุดควบคุมสถานการณ์ขณะนั้นซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ว่าภายในเวลาไม่เกินเที่ยงคืนของวันเกิดเหตุการณ์ก็จะกลับไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงตามปกติ ก็ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อศาลฎีกา ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล

เมื่อถามว่าในชั้นฎีกาได้ยื่นหลักฐานอะไรเพิ่มเติมให้ศาลพิจารณาบ้าง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ได้นำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกา โดยทีมกฎหมายก็ได้นำคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มาศึกษากันโดยละเอียดก่อนจะยื่นให้ศาลฎีกาพิจารณา ตอนนี้ก็รอฟังคำพิพากษาของศาลว่าท่านจะวินิจฉัยแต่ละประเด็นอย่างไร ส่วนวันนี้จำเลยทุกคนจะมาครบหรือไม่นั้น ก็ยังไม่ได้สอบถามกัน แต่ทราบว่าหลายคนก็เดินทางมาถึงศาลแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า สุดท้ายแล้วถ้าหากต้องคำพิพากษาจำคุกให้เข้าเรือนจำ ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้อย่างไรบ้าง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตั้งแต่วินาทีที่ออกมาต่อสู้และต่อต้านการรัฐประหาร ตนก็ต้องพร้อมสำหรับการสูญสิ้นอิสรภาพ คิดว่าถ้าวันนี้จะต้องไร้อิสรภาพอีกครั้งอย่างน้อยที่สุด ก็มีคนที่เสียสละสูญเสียมากกว่า คือคนที่บาดเจ็บล้มตาย ไปในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็มีพี่น้องประชาชนที่ร่วมขบวนการได้ส่งกำลังใจมาให้ ถ้าวันนี้ได้กลับบ้านก็ยืนยันหลักการต่อสู้เดิม หรือถ้าไม่ได้กลับบ้านก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากที่ต่อสู้กันมา

ด้าน นพ.เหวง จำเลยที่ 7 กล่าวว่า จำเลยทุกคนทราบแล้วว่าศาลนัดฟังคำพิพากษา ส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ไม่ว่าจะพิพากษาว่าอย่างไร หากต้องเข้าเรือนจำก็ไม่มีปัญหาอะไร

ขณะที่นายจตุพรที่มาพร้อมกับนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจ ซึ่งคดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของตนเองนั้นแยกเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง คงรอให้คำพิพากษาในคดีนี้ผ่านพ้นไปก่อน คดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ เดิมมีจำเลยทั้งหมด 15 คน แต่อัยการได้ทำสวนยื่นฟ้องคดีมาก่อน 7 คน ส่วนสำนวนคดีชุดหลังมีตนเองกับประชาชนอีกคนถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้น

“เส้นทางของพวกเรามี 2 ทางเท่านั้น ไม่ตายก็ติดคุก เพราะฉะนั้นก็มาให้กำลังใจกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร เราเป็นพี่น้องที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วพวกเราคล้ายๆ กัน คือ ยกชีวิตและอิสรภาพทั้งหมดให้กับการต่อสู้ ซึ่งเราน้อมรับคำตัดสินของศาลมาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนการต่อสู้คดีของตนเองก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วแต่ดุลพินิจของศาล”

ขณะที่นายนพรุจ จำเลยที่ 1 ให้สัมภาษณ์ พร้อมมีหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับสื่อมวลชน โดยกล่าวว่า ตนรู้สึกหนักใจคดีนี้มาก จึงขอความเป็นธรรมจากพี่น้องสื่อมวลชน ตนเองยืนยันและสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในคืนที่เกิดเหตุ เพราะตนเองยึดมั่นในแนวทางการต่อสู้สันติวิธี อหิงสา ตนเองไม่เคยทำร้ายใคร แต่ถ้าหากศาลตัดสินว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน ตนเองถือว่า คงเป็นกรรมในอดีตชาติที่ตนเองเคยทำไว้ แม้วันนี้ตนเองจะต้องเดินเข้าเรือนจำ ก็จะขอไปทำหน้าที่จิตอาสาในเรือนจำในฐานะนักโทษจิตอาสา แต่ตนได้ยื่นขอความเป็นธรรมต่อศาลฎีกาไว้ว่า ใบรับรองแพทย์ของตำรวจที่อ้างว่าถูกตนเองทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น มีข้อพิรุธเป็นประเด็นในการต่อสู้คดี ซึ่งตนเองถูกดำเนินคดีหลายคดีและคดีนี้เป็นคดีสุดท้ายแล้ว

นายนพรุจกล่าวอีกว่า ตนต่อสู้เรื่องไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพราะว่ามีใบรับรองแพทย์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เสียหาย ที่เราไม่ได้นำมาสืบในศาลชั้นต้น โดยพบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งวันเกิดเหตุวันที่ 22 ก.ค. 2550 นั้นตนเองอยู่บนหลังคารถ หากตำรวจได้รับบาดเจ็บก็น่าจะเป็นอุบัติเหตุ และตนเองเป็นฝ่ายที่ถูกกระทืบมากกว่า โดยตนเองถูกกระชากลงมาจากหลังคารถแล้วก็ถูกทำร้ายซึ่งได้แจ้งความไว้แล้วด้วย ยืนยันว่าเราต่อสู้ด้วยสันติวิธี ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้น เกิดจากการต่อสู้ที่พี่น้องทำกันเองตนไม่รู้เรื่องด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25-26 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยส่วนตัวเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์น่าจะยังไม่คุ้นชินกับระบบรัฐสภาที่หลายฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็นจึงแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวบ้าง หากฉุนเฉียวแล้วประชาชนมีอยู่มีกินก็ทนได้ แต่หากฉุนเฉียวแล้วประชาชนลำบากรัฐบาลก็อยู่ยาก ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ส่วนตัวนั้นไม่เชื่อมั่นแต่ก็เอาใจช่วย และไม่สามารถให้คะแนนหรือคาดหวังการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ได้ และกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ดูแลงานด้านความมั่นคงแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นการลดทอนอำนาจของพล.อ.ประวิตร เชื่อว่าทั้งสองคนต่างมีทีมงานเป็นของตัวเอง และไม่ทราบว่าการปรับเปลี่ยนลักษณะนี้ มีนัยยะอะไรในรัฐบาลหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 16 ก.ย. 2558 ให้จำคุกนายนพรุจ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฯ ส่วนนายวีระกานต์, นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง, นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 จำคุกคนละ 4 ปี 4 เดือน ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายฯ และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานฯ และให้ยกฟ้อง นายวีระศักดิ์ กับ นายวันชัย จำเลยที่ 2-3

ต่อมา นายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ ต่อสู้ว่าไม่อยู่ในวันที่เกิดเหตุ ส่วน 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียวและเป็นการกระทำลักษณะเพื่อปกป้องการถูกคุกคาม ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในการลงโทษ ส่วนนายวีระศักดิ์ กับนายวันชัย จำเลยที่ 2-3 ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้น อัยการโจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงยุติไป

ขณะที่คดีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2560 ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ที่ 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 อุทธรณ์ต่อสู้ว่าการกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวนั้นฟังขึ้นบางส่วน เนื่องจากการชุมนุมของจำเลยมีเจตนาเดียวเพื่อให้เกิดความวุ่นวาย และความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานนั้นก็รับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่ตัวการร่วม

ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า 4 แกนนำ นปช. จำเลยที่ 4-7 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม ให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7คนละ 2 ปี 8 เดือน ส่วนของนายนพรุจ อดีตแกนนำพิราบขาว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

โดยจำเลยทั้ง 5 คน ได้ยื่นฎีกาสู้คดี และยื่นประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวคนละ 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขเดิม คือห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ได้รับอนุญาต

ส่วนคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1-2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2799/2557เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2557 ในความผิดฐานเดียวกันจากเหตุการณ์เดียวกันนั้น ทั้งสองให้การปฏิเสธ ปัจจุบันคดีดังกล่าวศาลอาญามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราวเพื่อรอฟังผลคำพิพากษาคดีถึงที่สุดสำนวนแรกเพื่อมาประกอบการพิจารณาตามที่จำเลยร้องขอ โดยการยื่นฟ้องที่แยกสำนวนของนายจตุพรนั้นได้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจตุพรพ้นจากเอกสิทธิ์คุ้มครองของความเป็น ส.ส.แล้ว ขณะที่ระหว่างนั้นคดีสำนวนแรกสืบพยานไปเกือบเสร็จสิ้นแล้ว และอัยการโจทก์รอตัวผู้ต้องหาจะฟ้องเพิ่มอีก จึงไม่ได้รวมพิจารณาคดีไปพร้อมกันกับสำนวนแรกกลุ่มนายวีระกานต์

อย่างไรก็ดี สำหรับคดีนี้มีผู้ต้องหาที่อัยการสั่งฟ้องทั้งหมด 15 ราย โดยอัยการยื่นฟ้องนายวีระกานต์ อดีตประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ, นายวิภูแถลง, นพ.เหวง 4 แกนนำ นปช.กับพวกซึ่งเป็นผู้ชุมนุม รวม 7 คนไปก่อน ซึ่งยังมีผู้ต้องหาอีก 4 ราย ที่อัยการรอตัวยื่นฟ้อง ประกอบด้วย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย, นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ, นายบรรธง สมคำ และ ม.ล.วีระยุทธ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา หรือนายวิชิต เพียโคตร ส่วน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้ต้องหาร่วมได้เสียชีวิตแล้ว และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาร่วมอีกรายขณะนี้ได้หลบหนีไปต่างประเทศจึงยังไม่ได้ดำเนินคดี









กำลังโหลดความคิดเห็น...