xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวลึกปมลับ : เปิดศึก..ทีใครทีมัน 2 ขั้วการเมืองมีหุ้นสื่อ

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2562 ตอน เปิดศึก..ทีใครทีมัน 2 ขั้วการเมืองมีหุ้นสื่อ



 อีกหนึ่งฉากการเมืองที่สำคัญ ซึ่งจะพลาดการติดตามไม่ได้นั่นก็คือ ปมปัญหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ถือครองหุ้นสื่อในช่วงลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อ  24มีนาคมที่ผ่านมา อันเป็นคุณสมบัติ “ต้องห้าม”ในการลงสมัครรับเลือกตั้งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘

ประเด็นนี้ ถึงเวลานี้ เรื่องส.ส.มีหุ้นสื่อ  กลายเป็นเรื่อง
“ที ฮู ที ฮิท ทีใครทีมัน” กันไปแล้ว
ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

เพราะเมื่อฝ่ายค้านอย่าง พรรคอนาคตใหม่ ยื่นเรื่องให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร ส่งคำร้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า 41..ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ถือครองหุ้นในกิจการที่ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน อันเข้าข่ายขาดคุณสมบัติลงเลือกตั้ง โดยไม่ชักช้า ประธานสภาฯ ได้ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา  

โดยรายชื่อส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ใน  41 คนดังกล่าว หากแยกเป็นรายพรรค ที่เด่นๆ ก็มี
ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ 26 ราย เช่น ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้วและอดีตรมช.มหาดไทย  

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดทรมว.ศึกษาธิการ  นางปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี ส.ส.คนดังจากโลกโซเชียลมีเดีย

ส่วนของประชาธิปัตย์ก็มีพวกระดับแกนนำพรรค ติดร่ายแหถูกยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเช่น   กรณ์ จาติกวานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตรมว.คลัง นายสาธิต ปิตุเตชะ  ส.ส.ระยอง รองหัวหน้าพรรคและว่าที่รมช.สาธารณสุข  น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือตั๊น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

 ขณะที่ พรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็ก ที่ตามข่าวบอกว่ามีชื่อไปถือหุ้นสื่อ ที่น่าสนใจก็เช่น รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน คือ ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล หรือหม่อมเต่า ที่ข่าวจะไปเป็นรมว.ต่างประเทศ และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา   รวมจำนวนทั้งสิ้น 41 คน

เมื่อฉากรบด้านกฎหมายเปิดขึ้น ส่งผลให้ ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐ นอกจากจะต้องเตรียมการสู้คดีให้กับส.ส.ของพรรคตัวเองแล้ว ก็รุกกลับคืนฝ่ายค้านบ้างแล้ว โดยอ้างว่า ทางพรรคพลังประชารัฐได้ตรวจสอบ ส.ส.ฝ่ายค้าน 7 พรรคการเมือง

ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังปวงชนไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติ มีส.ส.บางราย ถือครองหุ้นในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการประเภท หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชน รวมกันมีประมาณ เกือบ20คน

พลังประชารัฐ ก็ต้องเอาคืนบ้างด้วยการเตรียมยื่นคำร้องต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการลงเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 หรือไม่  

ยุทธการ แทงมา ก็แทงกลับไประหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านในเรื่องหุ้นสื่อเวลานี้  ถือเป็น ทีฮูทีอิท ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย โดยผู้ชี้ขาด กรรมการตัดสิน ก็คือ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะพิจารณาคำร้องที่ส่งมาจากประธานสภาฯ ว่า เข้าข่ายครบองค์ประกอบในการพิจารณาหรือไม่

 มาลุ้นกันที่ศาล ซึ่งหาก คำร้องที่แต่ละฝ่าย ส่งมาผ่าน ชวน ประธานสภาฯ  ถ้ากระบวนการต่างๆ ทำถูกต้องตามขั้นตอน ก็มีแนวโน้มเช่นกันที่ศาลรธน.ต้องรับคำร้อง และสิ่งทีาต้องลุ้นต่อไปก็คือ เมื่อรับคำร้องแล้ว ทางศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำสั่งอย่างไรตามมาหรือไม่

จะมีการสั่งห้ามส.ส.ทั้งสองฝ่าย หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาทันที เหมือนกรณีของธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ หรือไม่ แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันค่อยมาก ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้คนที่ถูกร้องต้องหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่

คงทำให้ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน หายไปจากห้องประชุมสภาฯ ฝั่งละหลายสิบคน  

ทว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งให้ ธนาธร หยุดพักการปฏิบติหน้าที่ เพราะกรณีถือหุ้นสื่อ จึงมองได้ว่า อาจเป็นไปได้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจใช้ มาตราฐานเดียวกัน เพราะ เมื่อ ธนาธร โดนพักทำหน้าที่ส. ส.

คนอื่นๆที่ตามมา ศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะใช้มาตรฐานเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นธนาธรหรือส.ส.คนอื่นๆ
แต่ผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน ยังยากจะประเมิน
เนื่องเพราะเรื่องหุ้นสื่อ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อนทางข้อกฎหมายค่อนข้างมาก และในความเป็นจริง หากมีการไต่สวนข้อเท็จจริงรายบุคคล ก็อาจได้ความจริงของแต่ละคนที่แตกต่างกันได้

แม้ก่อนหน้านี้ จะมีการพูดกันมากกับคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเคยตัดสินกรณีการขาดคุณสมบัติลงสมัครส.ส.ของผู้สมัครส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่สกลนครคือ ภูเบศวร์ เห็นหลอด ที่ถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง

เพราะ ขาดคุณสมบัติ หลังถูก กกต.สกลนคร ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาคัดค้านการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เพราะตรวจสอบพบว่า ยังคงถือหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ที่แจ้งวัตถุประสงค์ในหนังสือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่าประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์

แต่นาย ภูเบศวร์  อ้างว่า เคยจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดไว้เพื่อประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้าง แต่สุดท้าย ห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว แต่ไม่เคยดำเนินกิจการใดๆ แต่ในขั้นตอนการจดจัดตั้งได้ใช้แบบฟอร์มสำเร็จรูปที่มีการวัตถุประสงค์จดจัดตั้ง ครอบคลุมทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงด้านสื่อสารมวลชนด้วย

ด้วยเหตุจากการที่ผู้สมัครส.ส.สกลนคร อนาคตใหม่ คนดังกล่าว ต้องถูกตัดสิทธิ ทั้งที่กิจการที่มีชื่อตัวเองถือหุ้น ยื่นจดแจ้งไม่เคยประกอบธุรกิจใดๆ แต่ถูกสิทธิ์  และที่สำคัญ ไม่เคยประกอบธุรกิจสื่อใดๆ

 เลยทำให้กรณีดังกล่าว จะเป็นบรรทัดฐาน ทำให้พวกส.ส.รัฐบาลและฝ่ายค้าน ที่ถูกร้องสอบถือหุ้นสื่ออาจเน่ายกแผง เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญ ยึดเอาคำตัดสินของศาลฎีกามาเป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยคำร้องคดีเกี่ยวกับหุ้นสื่อของนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

 
แต่มีข้อโต้แย้งจาก นักกฎหมายบางฝ่ายชี้ว่า  จะใช้คดีที่สกลนคร มาเป็นบรรทัดฐานไปเทียบเคียงกับทุกกรณีไม่ได้ ต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายคดี  เพราะในความเป็นจริง คดีผู้สมัครส.ส.อนาคตใหม่ ที่สกลนคร  ศาลเห็นว่า

มีการเขียนเติมในวัตถุประสงค์ตอนยื่นจดทะเบียนจัดตั้ง ว่าประกอบกิจการสื่อมวลชน ขณะที่วัตถุประสงค์ตามแบบมาตรฐานไม่มี ศาลจึงมองว่ามีความตั้งใจที่จะทำการนั้น ไม่ใช่กรอกว่าจะประกอบกิจการหลายอย่างให้ครบๆ ไป

ปมปัญหาส.ส.ถือหุ้นสื่อ สุดท้าย ส.ส.ในสภา ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะรอดกันหมด หรือจะตายหมู่ ขึ้นอยู่ที่มุมมอง การวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด จะมองเรื่องนี้กันอย่างไร?


กำลังโหลดความคิดเห็น...