xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวลึกปมลับ : “บิ๊กตู่”พยัคฆ์ติดปีก ไพ่เหนือกว่าพรรคร่วมรัฐบาล

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562 ตอน “บิ๊กตู่”พยัคฆ์ติดปีก ไพ่เหนือกว่าพรรคร่วมรัฐบาล



การเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่5 มิถุนายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า ส. ว. กับพรรคร่วมรัฐบาล เทคะแนนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ็ก เป็นนายกรัฐมนตรี รอบสอง ด้วยคะแนนรวม 500 เสียง ไม่ขาดไม่เกิน เป็นที่ฮือฮาและกลายเป็นฉายาว่า รัฐบาล500 ไปแล้วโดยบังเอิญ

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีอาจมีเสียงส. ส. ฝ่ายสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ แตกแถวบ้าง แต่กลับไม่เป็นปัญหา ส. ส. พรรคร่วมอยู่ในแถวอย่างพร้อมเพียง มีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส. ส. ภูมิใจไทยคนเดียวที่เป็นฮีโร่ ส่วนเสียงสมาชิกวุฒิสภา หรือส. ว. ยิ่งแน่นปึ้ก ไม่มีกบฏแม้แต่คนเดียว

ผลลัพธ์นี้แสดงว่า พรรคร่วมรัฐบาล กับ ส. ว. เป็น “สายเลือดเดียวกัน และไหลไปในทิศทางเดียวกัน” ย่อมเป็นที่ปลื้มใจคสช. ที่เลือกส. ว. 250 คนเข้ามาแล้วได้ดั่งใจ ไม่ผิดหวัง

การขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพลเอก ประยุทธ์ที่เลือกโดยรัฐสภา ถือว่าพอคุยโม้ได้ เพราะมีเสียงสนับสนุนจากส. ส. ตัวแทนประชาชนเกินกึ่งหนึ่ง คือได้เสียง251 เสียงพ้นเส้นแบ่งความชอบธรรมแบบเฉียดฉิว

ความจริงพลเอกประยุทธ์ ต้องการเสียงเกินแค่ 126 เสียงบวกกับส. ว. อีก250 เสียง ก็แอ่นอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่มันจะไม่ชอบธรรมตามกติกาและมารยาททางการเมือง ที่แย่งชิงตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ได้อันดับหนึ่ง ก็พอประมาณแล้ว

ยังจะใช้เสียงส. ส. น้อยกว่าครึ่งเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ดูแล้วจะเกเรมากไปหน่อย เป็นการทำอะไรที่ไม่เกรงใจคน และเป็นเรื่องขาดความเหมาะสม จนเกินกว่าที่สังคมจะรับได้

จึงจำเป็นต้องกว้านเสียงส. ส. มาให้ได้เกินกึ่งของสภาผู้แทน ราษฎร ก็จะได้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ต้องถูกเย้ยหยันไปตลอด หากแต่ส่วนเสียงส. ว. ที่ตบเท้ากันแบบไม่ตกหล่นเลยแม้แต่เสียงต่างหาก ที่กลายเป็นช่องทางให้หลายฝ่ายจับประเด็น มาติฉินนินทา

ถ้าหากวางแผนเอาตัวเลขแค่400 เสียงรวมสองสภา ก็งามแล้ว ตัดส. ว. ออกไปสัก 100เสียง โดยให้งดออกเสียงไป ก็น่าจะดูดีกว่า เพราะได้374 เสียงคือกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในที่ประชุมวันนั้น ก็คือชนะ จะชนะกี่เสียงก็คือผู้ชนะมนระบบ อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจัดเต็มถึง500เสียง

พอตัวเลขชนะด้วยเสียงเต็มพิกัด เหตุก็เลยเกิด เสียงก่นด่าบรรดาส. ว. ก็กระพือแรง ยิ่งนานยิ่งดังในทางลบ ดังนั้นจะเป็นภาระหนักให้ส. ว. ที่ต่อไปจะขยับอะไรในวันข้างหน้า จะตกเป็นเป้าที่ถูกจับตา ตามจับผิดไปทุกเรื่อง

ในทางตรงกันข้ามบ้าง ในการเลือกนายกฯ ถ้าหากพลิกมาเป็นฝ่ายขั้ว 7 พรรคการเมือง ที่นำโดย เพื่อไทย และอนาคตใหม่ รวมเสียงส.ส. ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร

คำตอบ ก็คือพลเอก ประยุทธ์ ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ดี เพราะมีเสียงส. ว.เป็นฐานอันมั่นคง ที่ก็อ้างได้ว่าถูกต้องตามระบบ ตามรัฐธรรมนูญ แต่พลเอก ประยุทธ์ก็คงเป็นนายกรัฐมนตรีที่อาจจะถูกกล่าวหาไปต่างๆนานาตลอดไป จนอยู่ไม่เป็นสุขบนเก้าอี้นายกฯ

มาถึงตอนนี้จึงเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ที่มีนักการเมืองพูดถึงเหตุผลการเข้ามาอยู่พรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ดีไซน์มาให้พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี การเลือกนายกฯครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจน

สำหรับนักการเมืองนั้น ร้อยทั้งร้อย เมื่อคิดลงเล่นการเมืองล้วนมาแล้วอยากเป็นฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่น่าจะมีใครที่ลงเล่นการเมืองแล้ว อยากมาเป็นฝ่ายค้าน

ดูอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่เมื่อก่อนและช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ประกาศป่าวๆว่าจะไม่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลานั้นคนของพรรคประชาธิปัตย์ไปขึ้นเวทีไหน ก็ใช้ประเด็นต่อต้านพลเอก ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ เป็นเรื่องหลักเรื่องหนึ่งกับการหาเสียง

แม้แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคคนใหม่ ก็พูดซึ่งมีหลักฐานฟ้องในเรื่องนี้ชัดเจนทั้งบนเวทีปราศรัยและเวทีดีเบต หรือนายองอาจ คร้ามไพบูลย์ ก็พูดไม่เอาพลเอก ประยุทธ์ และไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ออกทีวีไปทั่วประเทศ เช่นกัน จนถูกนำคลิปมาเผยแพร่จับผิดในตอนนี้

เพราะการเลือกตั้งผ่านไป ยังไม่ทันไร คนประชาธิปัตย์ก็เป็น “สำรวยลืมคำ” กลืนน้ำลายตนเองเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อย่างไม่ยอมฟังเสียงทัดทานใดๆ

เรื่องนี้ต้องทำใจและควรเข้าใจว่า ธรรมชาตินักการเมืองไทยเป็นรัฐบาลย่อมดีกว่าเป็นฝ่ายค้าน เพราะจะได้ปากไม่แห้ง ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนมา ซูฮกยกมือไหว้

แต่หลังจากเสร็จเลือกนายกรัฐมนตรี ปัญหาใหม่ก็เกิด เมื่อการแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรีจำนวน35 คนกลับมาอลเวงอีกครั้ง เนื่องจากข่าวว่า พรรคพลังประชารัฐอยากเก็บกระทรวงเศรษฐกิจและกระทรวงใหญ่ไว้ดูแลเอง

เรื่องที่ได้ให้คำมั่นสัญญากัน หรือตามที่ดีลกันไว้ก่อนวันเลือกนายกฯ กับพรรคร่วมจะไม่เป็นไปตามนั้นทั้งหมด กก็ปรากฎว่าพรรคที่เดือดร้อนก็เป็น“ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย”

และในทันทีคนจากสองพรรค ได้ออกมาว้ากใส่ว่าพลังประชารัฐ ว่าจะทบทวนการร่วมมือกับพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล ถ้าหากเก้าอี้ที่ตีตราจองไว้หลุดไป

เสียงขู่นี้ ดูแล้วยังไม่จริงจังสักเท่าไหร่ ดูเหมือนขู่ไปกลัวไป กลัวที่ “บิ๊กตู่”จะย้อนใส่ เพราะข่าวจากทางพลังประชารัฐก็บอกว่า การดีลกันก่อนหน้านั้น พรรคร่วมพูดเองเออเองเสียมากกว่า

ทางพลังประชารัฐไม่ได้เอากระทรวงใหญ่ไปประเคนให้ และไม่ได้ตกลงรับข้อเสนอเลย รวมทั้งไม่เคยรับปากเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพราะฉะนั้น จึงมองได้ว่าแม้การร่วมตั้งรัฐบาลจะผ่านมาไกลแล้ว แต่ยังต้องงัดข้อกันต่อไป ต้องรอพลเอก ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
ถึงเวลานั้น พลเอก ประยุทธ์ คือพยัคฆ์ติดปีก และไม่อยู่เป็นเบี้ยล่างใคร จะตัดสินให้ใครอยู่ หรือจะให้ใครไป?


กำลังโหลดความคิดเห็น...