xs
xsm
sm
md
lg

แกนนำ พท.แห่ให้กำลังใจ “โอ๊ค” ขึ้นศาลคดีฟอกเงิน นัดพิพากษา 25 พ.ย.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR online - แกนนำพรรคเพื่อไทย แห่ให้กำลังใจ “โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร” ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ตามที่ศาลนัดตรวจหลักฐานในคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย กับกลุ่มกฤษดามหานคร 10 ล้านบาท เจ้าตัวมั่นใจ ยันมาศาลตามที่นัดไม่ขาดแน่ รวมทั้งวันพิพากษา 25 พ.ย.ด้วย ด้าน “ภูมิธรรม” ไม่เชื่อ พปชร. รวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ พร้อมแอบหวังซีก พท.กำชัยตั้งรัฐบาล



ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี วันนี้ (23 พ.ค.) เวลา 10.00 น. ศาลตรวจพยานหลักฐานคดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ชินวัตร อายุ 39 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.2561 จากกรณี “นายพานทองแท้” รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎา บุตรชายคนละ 12 ปีร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย , นายรัชฎา บุตรชาย และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการ ยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย โดยชั้นศาล “นายพานทองแท้” จำเลย ก็ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร

ซึ่งวันนี้ “นายพานทองแท้” ที่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 1 ล้านบาท เดินทางมาพร้อมกับน้องสาวทั้งสอง คือ นางพินทองทาหรือเอม คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร หรืออุ๊งอิ๊งค์ ชินวัตร ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้ง พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย , นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย , คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติศิริ ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ, นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวนายทักษิณ , นายชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย และคณะอดีตรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข , นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช และ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ และกลุ่มเพื่อนนายพานทองแท้จำนวนหนึ่ง ก็เดินทางมาร่วมให้กำลังใจด้วย

ขณะที่การตรวจพยานหลักฐานคดีในวันนี้ เป็นการตรวจหลักฐานต่อเนื่องจากที่ศาลให้อัยการโจทก์ และทนายความจำเลย ยื่นระบุบัญชีพยานแต่ละฝ่าย พร้อมเสนอประเด็นนำสืบโต้แย้งเสนอต่อศาล ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือน ม.ค.2562 - เม.ย.2562 โดยฝ่ายอัยการโจทก์เสนอบัญชีพยานบุคคล 21 ปากซึ่งในจำนวนนั้น 12 คนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไว้แล้ว และพยานเอกสาร 27 ลำดับ ส่วนจำเลยยื่นบัญชีพยานบุคคล 15 ปาก และพยานเอกสาร 47 ลำดับ ซึ่งจำเลยก็รับข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2547 ได้รับโอนเงินเป็นเช็คจากนายวิชัย 10 ล้านบาทผ่านเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพฯ แต่เป็นเงินที่ร่วมการลงทุนกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย

ทั้งนี้เมื่อศาลพิจารณาคำฟ้อง และประเด็นโต้แย้งทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว เห็นควรกำหนดประเด็นวินิจฉัย 2 ข้อ 1.คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งได้สอบสวนสำนวนของจำเลยแล้ว ต่อมาพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้สอบสวนรวบรวมหลักฐานในเรื่องเดิม ถูกแทรกแซงหรือชี้นำการสอบสวน เป็นการดำเนินการโดยมิชอบหรือไม่ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ 2.กรณีที่จำเลยรับโอนเงินจากนายวิชัยและนายรัชฎานั้นเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินโดยมิชอบที่เป็นการกระทำผิดฐานฟอกเงินจากการทุจริตหรือไม่
สำหรับพยานที่จะดำเนินการไต่สวนนั้น ศาลพิเคราะห์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะวินิจฉัยในคดีแล้ว เห็นควรกำหนดลักษณะพยานเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มตรวจสอบการกระทำผิด , กลุ่มลงทุนธุรกิจ , กลุ่มตรวจสอบเส้นทางการเงิน และกลุ่มพนักงานสอบสวน ซึ่งพยานของจำเลยในกลุ่มลงทุนธุรกิจและกลุ่มพนักงานสอบสวนบางปากก็พยานคนๆ เดียวร่วมกับของฝ่ายอัยการโจทก์ด้วย ดังนั้นศาลจึงเห็นควรไต่สวนพยานโจทก์-จำเลย และตัวจำเลยเองรวมทั้งสิ้น 5 ปาก โดยจะเป็น ปปง.ที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน , นักธุรกิจ , กลุ่มพนักงานสอบสวนดีเอสไอ และตัวจำเลย ซึ่งพยานนั้นก็จากฝ่ายโจทก์ 3 ปาก และฝ่ายจำเลย 2 ปาก ส่วนพยานลำดับอื่นๆ มีบันทึกถ้อยคำในสำนวนของโจทก์ที่รู้เห็นประเด็นตามที่ศาลกำหนดให้ไต่สวนพยานนั้นอยู่ แต่หากไต่สวนพยานเสร็จสิ้นแล้วเห็นว่ายังไม่ครบถ้วนศาลก็จะเรียกพยานมาไต่สวนเพิ่มเติม
และเนื่องจากคดีนี้มีการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินที่มีรายละเอียดอยู่มาก จึงให้คู่ความทำเป็นแผนภูมิแสดงเส้นทางการรับ-โอนเงินของจำเลย เพื่อนำสืบประกอบการไต่สวนพยานบุคคลด้วย โดยศาลก็จะออกหมายเรียกพยานเพื่อมาไต่สวน ในวันนัดที่ 24, 25, 26 ก.ย.นี้ ซึ่งก่อนจะเริ่มไต่สวนพยานศาลจะนัดตรวจความพร้อมการนำพยานเข้าสืบก่อนในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ขณะที่ศาลกำชับให้คู่ความเตรียมพยานให้พร้อม และให้ตัวจำเลยเดินทางมาศาลทุกนัด

อย่างไรก็ตามทนายความจำเลยได้แถลงต่อศาลว่า ติดใจที่จะนำสืบประเด็นของนายวิชัยและนายรัชฎา ที่เคยให้ชั้นดีเอสไอเกี่ยวกับการลงทุนและโอนเงินธุรกิจในสำนวนคดีอื่นมาประกอบ เพื่อแสดงให้เห็นเจตนาของการทำธุรกิจระหว่างจำเลยและนายรัชฎาด้วย ซึ่งศาลให้ทนายความทำเป็นคำร้องชัดเจนยื่นเข้ามาเพื่อพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป ขณะที่ศาลได้ชี้แจงกับจำเลยและทนายความจำเลยย้ำด้วยว่า กระบวนพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง เป็นระบบไต่สวนที่ศาลจะทำการซักถามพยานด้วยตนเองจากพยานทั้งสองฝ่ายเสนอ ซึ่งศาลจะพิจารณาว่าพยานปากใดมีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยบ้าง โดยเมื่อศาลซักถามพยานตามประเด็นข้อพิพาทแล้ว คู่ความสามารถส่งประเด็นคำถามให้ศาลซักถามพยานเพิ่มเติมได้ หากเห็นว่ายังไม่ครบถ้วนและหากคู่ความเห็นว่ามีพยานปากใดที่ต้องการเสนอให้ศาลไต่สวนเพิ่มเติม ก็สามารถยื่นเป็นคำร้องเข้ามาให้วินิจฉัยได้ ส่วนจะมีความจำเป็นต้องไต่สวนพยานจากที่เดิมกำหนดไว้ หรือเพิ่มวันนัดอีกหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาอีกครั้ง โดยในชั้นนี้ศาลเห็นควรกำหนดวันไต่สวนพยานไว้ 3 นัด 24-26 ก.ย.นี้พร้อมกำหนดวันพิพากษาคดีล่วงหน้าไว้ก่อนในวันที่ 25 พ.ย. นี้ เวลา 10.00 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจพยานหลักฐานคดีทุกกล่าวหาฟอกเงินทุจริตฯปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย นายพานทองแท้ ชินวัตร กล่าวถึงกรณีที่ศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานคู่ความทั้งสองในวันที่ 24-26 ก.ย. รวม 3 วัน พร้อมกำหนดวันอ่านคำพิพากษาล่วงหน้าไว้ก่อนในวันที่ 25 พ.ย. นี้ เวลา 10.00 น. ซึ่งตนมั่นใจ และพร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งทุกอย่างอยู่ในกระบวนการอยู่เเล้ว ศาลนัดมาเมื่อใดตนก็พร้อมมาทุกนัด โดยไม่ขอพูดประเด็นการเมืองใดๆ ส่วนเรื่องการฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 พ.ย.ตนก็ไม่หวั่นใจ

หลังจากนั้น นายพานทองเเท้ ก็ได้เดินทางกลับโดยที่ยังมีสีหน้ายิ้มเเย้มทักทายกับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นรถตู้

นายภูมิธรรม เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ว่า 7 พรรคเราคุยกันเกือบทุกวันในสถานการณ์ ขณะนี้ก็ต้องยืนยันว่า จนถึงวันนี้ 245 เสียงยังแข็งแรง ไม่มีปัญหาอะไร ขณะนี้ก็ใกล้วันเข้ามาแล้ว ยังยืนยันในข้อตกลงทั้ง 7 พรรคเหมือนเดิม ก็พยายามพูดคุยกับพรรคอื่นๆ วันนี้เราไม่ได้เร่งรัดอะไร ก็รอการตัดสินใจถึงวันที่ 25 พ.ค. เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจว่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกมาจะตัดสินใจไปในทิศทางไหนอย่างไร ตรงนั้นจะชัดเจน

ส่วนการเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย คืบหน้าหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังเชื่อว่าทั้งหมดที่คุยกันมีความคืบหน้าไปในทางที่ดี หลายส่วนก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันในแต่ละพรรคแต่ละส่วนของตัวเอง ความคิดเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นหลายส่วน ก็ต้องรับฟังกันให้กว้างขวางที่สุด เราต้องการทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนทั้งหมดว่าการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ทางออกของประเทศชาติที่ดีที่สุดจริงๆ เพียงแต่ว่าวันนี้เราอยู่ในช่วงของการต่อสู้ทางจิตวิทยา มีคนพยายามจะบอกว่าเรียบร้อยแล้วทุกวัน ตนรอเพียงตั้งโต๊ะนั่งแถลงข่าว มีหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคจับมือกัน อย่างนั้นถือว่าทุกอย่างยุติ วันนี้ยังเป็นแค่พยายามสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ก็พูดไปได้ทุกวัน

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่ทางพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บอกว่ายุติ เรียบร้อยแล้ว ตนนับยังไงก็ได้ 130 เสียง นับพรรคเล็กรวมให้แล้ว ของเราชัดเจน 245 เสียง ส่วนพรรคที่เหลือมีท่าทีชัดเจนก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ต่อ และใช้เรื่องนี้หาเสียงเลือกตั้งเป็นทิศทางหลักมาตั้งแต่ต้น ตนก็ยังไม่เชื่อว่าพรรค พปชร. จะสามารถรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ การที่บอกว่าตัวเองพร้อมจะเป็นนายกฯ ได้แน่นอน หวังพึ่งเสียง ส.ว. ตนเรียนแล้วว่าต้องพยายามสะท้อนเจตนารมณ์ประชาชน ที่ประชาชนสะท้อนผ่านการเลือกตั้ง ส.ว. โดยมารยาทต้องทำหน้าที่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนให้มากที่สุด ทั้งนี้ ถ้าชัดเจนในวันที่ 25 พ.ค. สะท้อนเจตนารมณ์ของพรรคการเมือง 7 พรรค สามารถร่วมมือพรรคอื่นอีกเลือกประธานสภาได้ จากนั้นก็เลือกนายกฯ เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนหาก ส.ว.โหวตให้ฝ่ายพรรคพลังประชาชรัฐ จะทำให้ได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะอยู่ได้นานแค่ไหนนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราไม่ได้ไปสรุปแทนคนอื่นว่าเขาจะได้ข้างมากข้างน้อย เราพูดในหลักการชัดเจนตั้งนานแล้วว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งมั่นคงต้องได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แม้จะพยายามใช้วิธีการพิเศษพิสดารในการได้มาซึ่งนายกฯ แล้วไปจัดตั้งรัฐบาล เสียงข้างน้อยจะทำงานไม่ได้ เพราะการบริหารทั้งหมด การออกกฎหมายต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เรื่องจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีเสียงเกิน 251 เสียงขึ้นไป จะมีปัญหามาก และทำให้ประเทศยิ่งเสียโอกาสไปเรื่อยๆ ผู้ที่จะดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่เป็นผลดีต่อระบอบประชาธิปไตย และไม่เป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาประเทศ อย่าฝืนความเป็นจริงของธรรมชาติ หรือฝืนความต้องการของพี่น้องประชาชน วันที่ 25 พ.ค. ยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร เสียงเรียกร้องจากสาธารณชนต้องการให้การเมืองอยู่ในสภาวะปกติที่จะเอื้อประโยชน์กับประชาชนโดยรวม ต้องจับตาดูวันที่ 25 พ.ค. อาจมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะส่งคนชิงตำแหน่งประธานสภาฯ หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราได้ทำหน้าที่ในนามของพรรคการเมืองอันดับ 1 ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติเราคงดำเนินการไปตามครรลอง แต่สถานการณ์นี้เราเปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากสมาชิกของเราผ่านเว็บไซต์แล้ว ใครสมควรจะเป็นผู้แทนของพรรคที่จะไปดำเนินการอะไรก็ให้เสนอชื่อมา ปิดการเสนอชื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 24 พ.ค. ถ้าชัดเจนแล้ว และอยู่ที่การเมืองในวันเปิดประชุมสภา ถ้าเป็นสภาวะปกติคงเสนอชื่อตัวแทนของพรรคเพื่อไทยที่จะสมัครในตำแหน่งต่างๆ





กำลังโหลดความคิดเห็น...