xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวลึกปมลับ : “บิ๊กตู่”แบเบอร์นายกฯ รัฐบาลใหม่มาแน่ มิ.ย.

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2562 ตอน “บิ๊กตู่”แบเบอร์นายกฯ รัฐบาลใหม่มาแน่ มิ.ย.

 

วันนี้มาว่าด้วยศึกชิงอำนาจชาติไทย ต้องบอกว่า นับจากนี้กระดานการเมืองมีความเข้มข้น ขึ้นทุกขณะ ต้องติดตามกันฉากต่อฉาก เพราะหลังจากเมื่อวันอังคารที่ 7พ.ค. ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.เขตทั่วประเทศรวม349  คน

การรับรองผลเลือกตั้งส. ส. เขต ได้เข้าสภาฯ ยกแผง ไม่มีการแจกใบส้ม-ใบแดง ใดๆ เพิ่มเติม จากที่เคยให้ใบส้มกับสุรพล เกียรติไชยากร   ที่ชนะการเลือกตั้งส.ส.เชียงใหม่เขต 8 เลยทำให้ไม่ครบ 350คน หายไปแค่คนเดียวเขตเดียว

จำนวนส. ส. แยกแยะเรียงรายพรรค ที่ได้ส.ส.เขตมากสุดไปหาพรรคที่ได้น้อยสุด ก็คือ เพื่อไทย  136 คน , พลังประชารัฐ   97 คน  , ภูมิใจไทย 39 คน ,ประชาธิปัตย์ 33 คน ,อนาคตใหม่  30 คน ,ชาติไทยพัฒนา  6 คน ,ประชาชาติ 6 คน  ,ชาติพัฒนา 1  คน   และ รวมพลังประชาชาติไทย 1 คน

หากดูตามตัวเลขดังกล่าว เท่ากับพรรคการเมืองปีกพรรคเพื่อไทย ที่เคยร่วมกันแถลงข่าวลงสัตยาบันตั้งรัฐบาล กันที่กรุงเทพเมื่อ 27มีนาคม จากหน้าตัก ส.ส.เขต เท่ากับมีส.ส.แล้ว 172 คน

ขณะที่ขั้วพรรคพลังประชารัฐ  ที่คาดว่าหนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่ๆ ก็คือ พลังประชารัฐ ,ภูมิใจไทย ,ชาติพัฒนา ,ชาติไทยพัฒนา และรวมพลังประชาชาติไทย รวมเสียงส.ส.เขต จะมีอยู่ 144 เสียง

แต่หาก รวมพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังรอประกอบพิธีกรรมทางการเมือง ต้องมีมติพรรคอย่างเป็นทางการก่อนถึงจะประกาศได้ว่าจะมาร่วมกับพลังประชารัฐหรือไม่ ซึ่งแนวโน้มก็ไม่น่าจะพลิกไปไหน คงมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ แน่

หากรวมประชาธิปัตย์อีก 33 เสียง จะทำให้ ฝ่ายปีก พลังประชารัฐ มีส.ส.เขตในหน้าตักแล้ว 177 เสียง เหนือกว่า ขั้วเพื่อไทยห้าเสียง

ทว่า จุดชี้ขาดว่าใครจะเป็นฝ่ายรัฐบาล แบบชัวร์ๆ ต้องหรือควรมีส.ส.ในหน้าตักเกิน 250  เสียง เกินกึ่งหนึ่งของส.ส.ในสภาฯ จึงอยู่ที่ เก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้ จากจำนวน  150 คน

โดย กกต. จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จำนวนโควต้าปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้ กันในช่วงบ่ายวันพุธนี้
แต่อย่างช้าไม่เกินวันที่ 9 พ.ค.

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ กกต.คงขอตั้งหลัก อยากรู้ผล คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะวินิจฉัยและมีมติในคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องปมปัญหาสูตรคิดเก้าอี้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่แต่ละพรรคการเมืองจะพึงได้ ตามกฎหมายลูกขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

จำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลของพลังประชารัฐที่แข่งกับเพื่อไทย อย่างมาก เพราะหากออกมาโดยที่ให้พรรคการเมืองที่ได้ส.ส. ต่ำกว่า คะแนนกลางคือประมาณ  71,574 คะแนน ได้ส. ส. 1คนตามหลักคิดของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ

พลังประชารัฐจะชิงความได้เปรียบเหนือเพื่อไทยทันทีเพราะพรรคเล็กๆที่ได้ส. ส. พรรคละ1คน มีอยู่ถึง12 พรรค คือ ประชาชนปฏิรูป –พลังธรรมใหม่-ประชาภิวัฒน์ -ประชาธรรมไทย- ประชาธิปไตยใหม่ -พลังไทยรักไทย –ไทยศรีวิไลย์-พลเมืองไทย  -ประชานิยม- ครูไทยเพื่อประชาชน –ไทรักธรรม และเพื่อแผ่นดิน

รวม 12พรรค12คน ส่วนใหญ่ จับมือไปอยู่กับพลังประชารัฐ  อาจมีแค่  1-2 พรรคใน 12พรรคที่ยังเล่นตัวอยู่

หากผลออกมาแบบนี้ พลเอกประยุทธ์ และพลังประชารัฐ ก็ได้เฮ โอกาสชนะม้วนเดียวจบอยู่ในมือ โดย มีส.ส.เกิน  250 เสียง ตั้งรัฐบาลได้แบบไร้การช่วงชิง ได้ไฟเขียวผ่านตลอดตั้งแต่การโหวตชิงเก้าอี้ ประธานสภาผู้แทนราษฏร ไปจนถึงการโหวตนายกฯ

จึงต้องจับตากันว่า โควต้าเก้าอี้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคการเมืองจะได้รับ สุดท้ายจะออกมาแบบไหน

แต่จุดสำคัญ ที่ทำให้ พลังประชารัฐ ยังแถลงการจับมือตั้งรัฐบาล ไม่ได้ แม้กกต.จะรับรองผลเลือกตั้งส.ส.ทั้งระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ไปแล้ว  เนื่องจากติดปัญหาที่ต้องรอ มติที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ จะลงมติกันว่า จะเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ หรือไม่

ซึ่งมติพรรคปชป.จะเกิดขึ้น ก็ต้องรอ  หลัง 15พ.ค. ที่จะได้ หัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรคปชป.ชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม จากกรอบปฏิทินการเมือง ที่คาดว่าจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ประมาณวันที่21 พ. ค. หากไม่มีสถานการณ์แทรกซ้อน ทำให้เงื่อนเวลาขยับออกไป คาดว่า ไม่เกิน กลางเดือน มิ.ย.  ก็จะได้เห็น โฉมหน้าค่าตา ของ รัฐบาลใหม่ ที่มี พลังประชารัฐ เป็นแกนนำพรรครัฐบาล

เพราะต้องไม่ลืมว่า ในกลางเดือนมิถุนายน ประเทศไทย จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม สุดยอดอาเซียนหรือ ASEAN Summit ครั้งที่ 34 ใน ช่วงวันที่ 20 ถึง 23 มิถุนายน

 ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ ว่าที่นายกฯ รอบสอง คงต้องการให้ รัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นรัฐบาลสมบูรณ์พร้อมอย่างเป็นทางการโดยเร็ว เพื่อมา รับงานการประชุมที่ถือว่าเป็นไฟล์บังคับ ให้เต็มที่ เพราะครั้งนี้คือการประชุมที่จะเป็นการแก้มือ  ที่ไทยเคยล้มเหลว ต้องล้มเลิกการประชุมอาเซียนซัมมิทกลางคัน เมื่อสิบปีที่แล้ว

เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2552  ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถูกกลุ่มเสื้อแดง-นปช.  นำโดย อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง บุกพังการประชุมที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช ฯ พัทยา จนอับอาจขายหน้าไปทั่วโลก


กำลังโหลดความคิดเห็น...