xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวลึกปมลับ : “อนาคตใหม่” เปลี่ยนไป ยอม “กลืนน้ำลายตัวเอง”

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันอังคารที่ 26 มีนาคม 2562 ตอน “อนาคตใหม่” เปลี่ยนไป ยอม “กลืนน้ำลายตัวเอง”



การฟอร์มรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลแรกตามรัฐธรรมนูญ พ. ศ. 2560 เริ่มขยับเดินหน้าไปแล้วทั้งทางเปิดเผยและในทางลับ ของทั้งสองขั้ว คือฝ่ายเพื่อไทย ที่มีสิทธิอันชอบธรรมตามครรลองทางการเมือง จะได้โอกาสรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อน

และอีกฟากหนึ่งเป็นขั้วพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคการเมืองในเครือข่าย ที่ตอนนี้ปูเสื่อรอนอนรอคอยจังหวะที่ขั้วเพื่อไทยรวมเสียงไม่ได้

แม้ว่าการตั้งรัฐบาลคราวนี้ ยังมีกรอบเวลาที่จะรอได้อีกนานหลายสัปดาห์ เพื่อให้การประกาศรับรองผลส. ส. ให้ได้ครบจำนวนร้อยละ95 ของจำนวน ส.ส. 500 คนออกมาก่อน ที่กกต. กำหนดเส้นตายไว้ที่วันที่9 พฤษภาคม

แต่ทั้งสองขั้วก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ต้องขยับกันแต่เนิ่นๆเพื่อชิงความได้เปรียบและความแน่นอนไว้ก่อน จึงปรากฏข่าวการล็อบบี้ตั้งรัฐบาลของขั้วคสช. ออกมาว่า

การพูดคุยฟอร์มรัฐบาลประยุทธ์โฉมใหม่จบแล้ว ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพ มีนักการเมืองและพรรคที่มาพูดคุย ประกอบด้วย นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคฯ นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กับนายประภัทร โพธสุธน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา นายดำรง ภิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่า

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ปรึกษาพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย ได้ส่งตัวแทนไป พร้อมกับมีพรรคอื่นๆที่มี ส.ส.เขต หรือบัญชีรายชื่อ

พรรคการเมืองเหล่านี้ทำMOUกันไว้ ตกลงหนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี และผลออกมามีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งบวก250 ส.ว. แต่ข่าวนี้ก็ดูเหมือนจะร้อนลนโฉ่งฉ่างเกินไป

นับเป็นความเคลื่อนไหวของฟากพลเอก ประยุทธ์ ที่อาจจะไม่จริงหรืออาจจะจริงก็ได้ เพราะการพูดคุยการตั้งรัฐบาลไม่ได้มีอะไรห้ามไม่ให้ทำ แต่เป็นของที่ต้องทำ แม้แต่พรรคอนาคตใหม่ก็เปิดฉากเรื่องนี้แล้วเช่นกัน

เมื่อวานนี้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ ร่วมกันแถลงข่าว ประกาศหนุนเพื่อไทย เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเพื่อไทยกับอนาคตใหม่จัดว่าเป็นขั้วเดียวกันอยู่แล้ว

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ธนาธรและปิยบุตรยอมกลืนน้ำลายตัวเอง ที่เคยลั่นวาจาว่า จะไม่เอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีของอนาคตใหม่จะต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น

จุดยืนทางการเมืองข้อนี้ เป็นเรื่องหลักการในทางพื้นฐานประชาธิปไตย ถือว่าผู้ปกครองต้องมาจากตัวแทนประชาชน ซึ่งธนาธรและปิยบุตรเชื่อจริงจังเช่นนี้ และได้พร่ำบอกออกมาทั้งพูดและเขียนย้ำหลายครั้งก่อนการเลือกตั้ง จนคนเชื่อว่าหลักนี้จะเปลี่ยนแปรเป็นอื่นไม่ได้

แต่ไม่ทันไรก็เปลี่ยนไปในบัดดล เมื่อทั้งสองต้องการสนับสนุนคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แคนดิเดทนายกฯพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ได้เป็น ส.ส.โดยให้เหตุผลว่า เพราะคุณหญิงสุดารัตน์ได้แสดงเจตจำนงในการสมัคร ส.ส.แล้ว

การที่ทั้งธนาธรและปิยบุตรทิ้งหลักการและไม่รักษาคำพูด อ้างว่ามองไปถึงสถานการณ์ที่ใหญ่กว่า คือบนเป้าหมายต่อต้านพลเอก ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจ จึงให้น้ำหนักของเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องอื่น

นอกจากสนับสนุนเพื่อไทยและสุดารัตน์แล้ว วาระของอนาคตใหม่ยังเปิดประเด็นที่จะปิดสวิตซ์ ส.ว. คือเรียกร้องให้พรรคการเมืองมาหนุนขั้วของตนให้ได้เกิน376คน เพื่อถอดปลั๊กสว.

โดยเรียกร้องว่า ต้องหยุดบิ๊กตู่ไว้ที่ตัวเลข 124คือพลังประชารัฐ118+รวมพลังประชาชาติไทย 5 +ประชาชนปฏิรูป1 ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ฟังดูดี เป็นอุดมคติที่งดงาม แต่คงเป็นไปไม่ได้

นี่ก็เห็นแล้วว่า อนาคตใหม่ผสมพันธุ์กับเพื่อไทยแน่นอนแล้ว เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และยังรับหน้าเสื่อมารวบรวมเสียงให้เพื่อไทยด้วยอีกทางหนึ่ง จนยอมกลืนน้ำลายตนเอง และลบหลักการของตนเองทิ้งไป นับเป็นท่าทีที่เริ่มเป็นนักการเมืองกันแล้ว

อย่างไรก็ดี หากอนาคตใหม่ยังยืนยันรักษาสัจจะและอุดมการณ์ในประเด็นนายกรัฐมนตรีต้องมาจากส. ส. ดังที่เคยประกาศไว้ ก็สามารถทำได้ โดยยืนยันไม่เปลี่ยนจุดยืน หรือเสนอให้ธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมทำได้ ใครก็ว่าไม่ได้ กฎหมายก็ไม่ห้าม เพื่อไทยก็ต้องยอม

แต่นายปิยบุตรอ้างว่า หากเสนอนายธราธรเป็นนายกฯเสียแต่ตอนนี้ จะไม่สง่างาม เลยหนุนเพื่อไทยและสุดารัตน์ดีกว่า แล้วก็ยอมทรยศต่อหลักการกลืนน้ำลายตนเอง ทั้งที่การให้พรรคอันดับหนึ่งได้สิทธิ์ตั้งรัฐบาลก่อน ไม่ใช่เจตจำนงของรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงมารยาทที่เปราะบางอันหนึ่งเท่านั้น

หากแต่หลักนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.ที่ธราธร/ปิยบุตรว่ามานั้น เป็นหลักการและเนื้อแท้ในระบบประชาธิปไตยที่ถูกต้องแล้ว ทำไมต้องเปลี่ยนใจ ยืดได้หดได้แบบนี้ อ้างคุณธรรมล้มหลักการ ไม่กลัวจะถูกมองว่า เป็น”วิญญูชนจอมปลอม”หรือ?


กำลังโหลดความคิดเห็น...