xs
xsm
sm
md
lg

ลุ้นฎีกา “สมคิด บุญถนอม” คดีฆ่า “อัลรูไวลี” นักธุรกิจซาอุฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

พล.ต.อ.สมคิด บุญถนอม เดินทางมาศาล
ฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีอัยการโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ และพวก คดีอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุฯ ที่ต้องสงสัยพัวพันการตายของนักการทูตซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2532-2533 โดยศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้อง

วันนี้ (22 มี.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังพิพากษา คดี อ.119/2553 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางวักดะห์ ซาเล็ม ฮาเหม็ด อัลรูไวรี มารดานายมูฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.อ.สรรักษ์ จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง รวม 5 คน ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา

โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2553 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อประมาณปี 2530 เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลซาอุฯ ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ กับรัฐบาลประเทศอิหร่านที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา รวมทั้งสาเหตุที่รัฐบาลซาอุฯ ปราบปรามสลายการชุมนุมของกลุ่มประท้วงกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์ที่มาแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุฯ ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่นักการทูตของรัฐบาลซาอุฯ ในประเทศต่างๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2532 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตของสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย เสียชีวิต 1 คน เหตุเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ แจ้งขอร้องต่อรัฐบาลไทยให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่สถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่นักการทูตอย่างเต็มที่ และแจ้งเตือนถึงกรมตำรวจในขณะนั้นและกระทรวงการต่างประเทศของไทยในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง

แต่ต่อมาวันที่ 1 ก.พ. 2533 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตซาอุฯ อีก 2 ครั้ง เสียชีวิตรวม 3 ราย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา กทม. รัฐบาลไทยขณะนั้นสั่งการให้ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อ.ตร.(ขณะนั้น) ติดตามและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ กระทั่งระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ. 2533 ต่อเนื่องกันจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยจำเลยที่ 1 มียศเป็น พ.ต.ท.ตำแหน่ง รอง ผกก. จำเลยที่ 2 และ 3 มียศ ร.ต.อ.ตำแหน่ง รอง สว. จำเลยที่ 4 ยศ ร.ต.ท.ตำแหน่ง รอง สว. และจำเลยที่ 5 ยศ จ.ส.ต.ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ซึ่งพวกจำเลยได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตามสืบสวนจับกุมคนร้ายที่ฆ่านักการทูตซาอุฯ โดยจำเลยกับพวกบังอาจร่วมกันลักพาตัวนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุฯ พระญาติกษัตริย์ซาอุดีอาระเบีย จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุฯ เนื่องจากจำเลยหมดเข้าใจว่านายอัลรูไวลีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนักการทูตซาอุฯ เพราะมีความขัดแย้งกันเรื่องจัดส่งแรงงานไทย

โดยจำเลยบังคับนำตัวนายอัลรูไวลีไปหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังไว้ที่โรงแรมฉิมพลี แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม. บังคับข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อซักถามข้อเท็จจริงเพื่อให้นายอัลรูไวลียอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่านักการทูตซาอุฯ ทั้งนี้ จำเลยมีเจตนาฆ่านายอัลรูไวลีจนถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อปกปิดความผิดของตนในความผิดที่จำเลยร่วมกันลักพาตัวนายอัลรูไวลีมาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกายเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ดังกล่าวมา คำฟ้องระบุด้วยว่าจำเลยทั้งห้ายังได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อยทำร้ายร่างกายนายอัลรูไวลีโดยวิธีการต่างๆ และร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตายสมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ โดยนำศพของนายอัลรูไวลีไปเผาทำลายภายในไร่ท้องที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อปิดบังการตายหรือปิดบังสาเหตุของการตาย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา แขวงบางกะปิ เขตบางกะปิ แขวงคลองตัน เขตพระโขนง และที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เกี่ยวพันกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2552 จำเลยทั้งห้าได้พบกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม โดยแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ยึดแหวนของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี ที่สวมใส่อยู่ขณะเกิดเหตุจำนวน 1 วงของกลาง จำเลยทั้งห้าแถลงให้การปฏิเสธต่อสู้คดีโดยตลอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2557 เนื่องจากเห็นว่าในชั้นสืบพยานโจทก์ไม่ได้นำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัยเข้ามาเบิกความเพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสถามค้าน โจทก์อ้างส่งแต่เพียงบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ฉบับลงวันที่ 31 พ.ค. 2556 ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าที่ต้องรับฟังอย่างระมัดระวัง เมื่อศาลได้พิจารณาถึงพยานเหตุผลแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแหวน ที่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเป็นของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี การให้การตามบันทึกถ้อยคำของ พ.ต.ท.สุวิชชัยที่ระบุว่าตนเองอยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่จำเลยอุ้มนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี ไปที่โรงแรมฉิมพลีย่านคลองตัน มีความแตกต่างและขัดแย้งในสาระสำคัญจากที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวนเมื่อปี 2535 และ 2536 ว่าทราบเหตุการณ์มาจากคำบอกเล่าของจำเลยที่ 5 ขณะที่ตนอยู่ที่พัทยา จึงเป็นข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ พยานแวดล้อมที่เป็นพนักงานและหุ้นส่วนของโรงแรมฉิมพลีต่างไม่มีใครเบิกความยืนยันว่าเห็นนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี มาที่โรงแรมฉิมพลี ทั้งไม่เห็นจำเลยทั้งห้าร่วมกันนำตัวนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี มาที่โรงแรมฉิมพลีแต่อย่างใด

การที่โจทก์ไม่นำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัยมาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งห้าเป็นผู้กระทำผิด เท่ากับโจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน ลำพังมีเพียงบันทึกถ้อยคำของ พ.ต.ท.สุวิชชัยเป็นพยานบอกเล่าและมีข้อพิรุธหลายประการดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงไม่น่าเชื่อถือ ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลลงโทษจำเลย

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้อง เห็นว่าคดีนี้ครั้งแรกพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีไปแล้ว แต่ภายหลังมีการอ้างคำให้การใหม่ของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอมาดำเนินคดีใหม่ ซึ่งคำให้การดังกล่าวและแหวนที่อ้างว่าเป็นของนายโมฮัมหมัดนั้นเคยปรากฏในสำนวนที่พนักงานอัยการเคยมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว พยานหลักฐานดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่

ส่วนประเด็นว่าจำเลยที่ 2-5 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลย พานายโมฮัมหมัดเข้าไปในโรงแรมฉิมพลี เพียงแต่รับฟังได้ว่าเคยมีการใช้โรงแรมดังกล่าวเป็นที่รวมพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วน พ.ต.ท.สุวิชชัย พยานโจทก์ที่อ้างว่ามีการจับกุมตัวชาวซาอุฯ มาสอบสวน แต่ก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าพนักงานสอบสวนนั้นมีใครบ้างที่เป็นผู้จับกุมและฆาตกรรมเผานายโมฮัมหมัด คำให้การจึงเป็นเพียงเเต่การคาดคิดของ พ.ต.ท.สุวิชชัยว่าผู้ที่กระทำจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสายงานซึ่งก็คือจำเลยที่ 2-5 ขณะที่พยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.สุวิชชัยนั้นเป็นเพียงพยานบอกเล่าจากผู้อื่นซึ่งจะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ทราบ อีกทั้งเมื่อ พ.ต.ท.สุวิชชัยได้ทราบความดังกล่าวกลับไม่นำไปเล่าให้ผู้บังคับบัญชาฟัง

แม้ภายหลัง พ.ต.ท.สุวิชชัยจะไปให้การต่อดีเอสไอว่าตัวเองเป็นผู้พบเห็นนายโมฮัมหมัดด้วยตัวเองที่โรงแรมเเละพบแหวนของนายโมฮัมหมัดตั้งเเต่ปี 2546 ซึ่งควรที่จะนำมาให้พนักงานสอบสวนในขณะนั้น แต่กลับปล่อยเวลาทิ้งไว้ถึง 5 ปีแล้วค่อยนำแหวนไปซ่อมก่อนมามอบให้พนักงานสอบสวนซึ่งอาจทำให้หลักฐานเสื่อมสลายไปได้ ขณะที่เจ้าของร้านเพชรและช่างซ่อมแหวนเบิกความว่า แหวนที่นำมาซ่อมนั้นไม่มีร่องรอยไฟไหม้ ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัยอ้างว่าได้แหวนมาจากจำเลยที่ 4 ที่นำมาจากก้นถังน้ำมัน 200 ลิตรที่เผาทำลายนายโมฮัมหมัด ขณะที่ญาติของนายโมฮัมหมัดก็ไม่อาจยืนยันว่าแหวนดังกล่าวเป็นของนายโมฮัมหมัด

แม้โจทก์จะมี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ มาเบิกความเพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ต.ท.สุวิชชัย แต่ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่ง พล.ต.ท.ชลอระบุว่าได้ฟังมาจาก พ.ต.ท.สุวิชชัยเองเท่านั้น ประกอบกับอัยการโจทก์ก็ไม่ได้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัยมาเบิกความต่อศาลเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2-5 ซักถามให้ได้ความอย่างชัดแจ้ง จึงมีเพียงคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัยในชั้นสอบสวน และบันทึกถ้อยคำที่ยื่นมาภายหลังที่รับฟังไม่ได้ อีกทั้งคำให้การยังกลับไปกลับมา ไม่มีการเชื่อมโยงให้เห็นว่ามีการกระทำถึงนายโมฮัมหมัดถึงแก่ความตาย

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำให้นายโมฮัมหมัดถึงแก่ความตาย พิพากษายืน


กำลังโหลดความคิดเห็น...