xs
xsm
sm
md
lg

“ธาริต” เจอคุกอีก 1 ปี ศาลฎีการะบุปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ย้าย “ปิยะวัฒก์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ธาริต เพ็งดิษฐ์ 1 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ย้าย “ปิยวัฒน์” อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดีซึ่งมีระดับต่ำกว่า และให้ยกฟ้อง “ชาญเชาว์”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (21 มี.ค.) ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.3873/2555 ที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ อดีต ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นโจทก์ฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ และ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตรักษาราชการปลัดกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้นร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157,83

ทั้งนี้คดีดังกล่าวโจทก์ยื่นฟ้อง ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2555– 8 ตุลาคม 2555 ต่อเนื่องกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ จำเลยที่ 1 ขณะนั้น ในฐานะอธิบดี ดีเอสไอ และนายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ในฐานะรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการทำหนังสือโยกย้ายโจทก์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯดีเอสไอ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคดี ซึ่งมีระดับต่ำกว่าตำแหน่งเดิมอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดยคดีนี้ศาลชั่้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งว่า คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง แต่ภายหลังโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จำคุกนายธาริต จำเลยที่ 1 จำนวน 2 ปี เเละให้ยกฟ้อง นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาเเก้เป็น จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 ประกอบ 83 ให้จำคุก 2 ปี เเต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองรับราชการมาหลายปี เคยทำคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้เเก่จำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่เเก้ให้เป็นไปตามชั้นต้น

ต่อมาโจทก์เเละจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาเเละลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เเละจำเลยที่ 1ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายธาริตจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานหมิ่นประมาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กรณีโครงการจัดซื้อจัดจ้างโรงพัก 396 เเห่ง เเละนายชาญเชาว์เดินทางมาศาล

โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์เเละจำเลยทั้งสองไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2555 นายธาริตจำเลยที่ 1 ทำบันทึกถึงปลัดกระทรวงยุติธรรมขอให้ย้ายโจทก์กับข้าราชการอื่นอีก4คนโดยขอให้ย้ายโจทก์จากตำเเหน่งผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาไปดำรงตำเเหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษ โจทก์จึงยื่นคำร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมหรือ ก.พ.ค.จน ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2555 ว่าการย้ายโจทก์เป็นการย้ายที่ดำรงตำเเหน่งต่ำกว่าเดิม เเละไม่ใช่การย้ายประจำปี ส่วนกรณีที่โจทก์ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ถูกตั้งกรรมการสอบ เเละส่งเรื่องไปยัง ปปช.หาได้เป็นเหตุให้คู่กรณีมีอำนาจย้ายโจทก์ให้ไปดำรงตำเเหน่งที่ต่ำกว่าเดิมโดยไม่ยินยอมเเละยังถือไม่ได้ว่าโจทก์อยู่ระหว่างดำเนินการทางวินัย หรือตกเป็นจำเลยในคดีอาญา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้คู่กรณียกเลิกคำสั่งดังกล่าว ต่อมาเมื่อนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้รับทราบคำสั่งจึงมีคำสั่งยกเลิกย้ายโจทก์

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ นายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา นายธาริต จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องเเก้ไขคำให้การจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพนั้น จำเลยที่ 1 มิอาจกระทำได้เพราะการเเก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิอาญา มาตรา 163 วรรคสอง เเต่อย่างไรก็ดีเมื่อจำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวถือว่า นายธาริต จำเลยที่ 1 ยอมรับว่ากระทำผิดตามฟ้องที่ นายธาริต จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดคามฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 นายชาญเชาว์ร่วมกับจำเลยที่1กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าก่อนที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปราชการได้มีหนังสือให้จำเลยที่ 1 เเจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการขอย้ายข้าราชการ จำเลยที่1 ทำหนังสือชี้เเจงเหตุผลประกอบการพิจารณาวันที่ 20 เม.ย.2555 จำเลยที่ 2 ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ลงนามคำสั่งย้ายโจทก์ ซึ่งได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่2เป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรมที่อาวุโสลำดับ 1 เเต่มิได้รับผิดชอบดูเเลงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยตรงเพราะมี นางสุรีย์ประภา ตรัยเวช รองปลัดกระทรวงอีกคนดูเเล ดังนั้นเมื่อปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่อยู่เเละไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รักษาการณ์เเทน การที่จำเลยได้ลงนามในคำสั่งย้ายนั้นเป็นคำสั่งย้ายโจทก์กับข้าราชการอื่นอีก 4 ราย มิใช่เป็นการย้ายโจทก์คนเดียว โดยก่อนลงนามได้มีการเรียก น.ส.ฉวีวรรณ เเสนทวี นักทรัพยากรบุคคลชำนาญงานพิเศษ รักษาการเเทนผอ.กองการเจ้าหน้าที่ซึ่งทำหนังสือขอย้ายเข้าไปสอบถาม เเละได้รับการชี้เเจงยืนยันว่าสามารถทำได้ไม่ขัดต่อกฎหมายระเบียบข้อบังคับที่ใช้อยู่ ซึ่งน.ส.ฉวีวรรณก็ได้มาเบิกความต่อศาลทำนิงเดียวกัน เเสดงให้เห็นว่า นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ใช้ความระมัดระวังในการลงนามคำสั่งย้ายดังกล่าวเเล้ว ทั้งนี้ไม่ปรากฎว่า จำเลยที่ 2 ทราบปัญหาเเละความขัดเเย้งระหว่างโจทก์กับ นายธาริต จำเลยที่ 1 ภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยิ่งกว่านั้นโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่เเสดงให้เห็นมูลเหตุจูงใจ ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับ นายธาริต จำเลยที่ 1 เพื่อออกคำสั่งย้ายโจทก์ในช่วงที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ เเบะไม่ปรากฎว่าโจทก์กับ นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 มีสาเหตุโกรธเคืองกันถึงขนาดที่จำเลยที่ 2 ต้องกลั่นเเกล้งโจทก์ พฤติการณ์ดังวินิจฉัยยังฟังไม่ได้ว่า นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับ นายธาริต จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษ นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษเมื่อฟังได้ว่า นายชาญเชาว์ จำเลย 2 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้องตามที่วินิจฉัยมาเเล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าควรรอการลงโทษจำคุก นายธาริต จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่

เห็นว่าเเม้การออกคำสั่งย้ายข้าราชการจะเป็นเรื่องภายในหน่วยราชการเเละเป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด เเต่การใช้ดุลพินิจต้อวงเป็นไปตามหลักการที่กำหนดโดยกฎหมายเเละระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยต้องยึดเหตุผลเเละความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของราชการเเละพัฒนาข้าราชการเป็นหลัก การใช้อำนาจต้องไม่เป็นตามอำเภอใจหรือมีลักษณะกลั่นเเกล้ง ลำเอียงเเละมีอคติ เพราะนอกจากไม่เป็นประโยชน์เเก่ทางราชการเเล้วยังอาจก่อเกิดความเสียหายเเก่ข้าราชการนั้นๆได้ การที่นายธาริต จำเลยที่ 1 เสนอขอย้ายโจทก์ด้วยสาเหตุความเห็นขัดเเย้งกันในเรื่องสำนวนคดี โดนไม่ดำเนินการไปตามกฎหมายเเละระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งการเสนอย้ายโจทก์ไปดำรงตำเเหน่งที่ต่ำกว่าตำเเหน่งเดิมอันเห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจไปในทางกลั่นเเกล้งโจทก์ด้วยสาเหตุส่วนตัวมากกว่าที่จะคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการ พฤติการณ์เเห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายเเรงเเละไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทศจำคุกนายธาริต จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เเต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกนายธาริต จำเลยที่ 1 มีกำหนดโทษ 2 ปี เป็นโทษที่หนักไป เห็นสมควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมเเก่พฤติการณ์เเห่งการกระทำผิด

จึงพิพากษาเเก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก นายธาริต จำเลยที่1 มีกำหนด1ปีโดยไม่รอการลงโทษ เเละให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับ นายชาญเชาว์ จำเลยที่ 2 นอกจากที่เเก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


กำลังโหลดความคิดเห็น...