xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวลึกปมลับ : “ตู่ ดิจิตอล” งานเข้า หุ้น 4 รมต.ฟัน-ปล่อย?

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันอังคารที่ 15 มกราคม 2562 ตอน “ตู่ ดิจิตอล” งานเข้า หุ้น 4 รมต.ฟัน-ปล่อย?



วันนี้มาพูดถึงฝุ่นพิษทางการเมือง ที่จะทำให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลสะดุดได้
 
ประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ 3 รมต.กับอึก 1 ผู้ช่วยรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงหรือไม่ จากกรณีมีหุ้นสัมปทานไว้ในครอบครอง ประกอบด้วย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ,

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ, นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล อดีต รมช.ศึกษาธิการ ที่ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

มาถึงตอนนี้ ท่าทีของ 3 รัฐมนตรี คงไม่ลาออก จากตำแหน่ง แต่คงรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เรื่องเสร็จสิ้นเสียก่อน ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ เนื่องเพราะตามข้อกฎหมาย แม้3 รมต.ลาออกจากตำแหน่งในตอนนี้ ก็ไม่ได้มีผลทำให้ การส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญต้องยุติไป ยังไงก็ต้องส่งไปให้ศาลรธน.วินิจฉัยอยู่ดี

อยู่รอศาลชี้ขาดก็ได้ ไม่มีกฎหมายห้าม กอดเก้าอี้ไว้ก็แค่เจอเสียงค่อนแคะบ้าง ทนได้ก็ไม่เป็นไร

เรื่องแบบนี้ไม่แน่เสมอไป ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีความเห็นตรงกับกกต. หรือเห็นว่าไม่ผิดก็ได้ เพราะมุมมองข้อกฎหมาย เป็นเรื่องที่เห็นต่างกันได้ ดูจากกรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ โดนกกต.แจ้งเรื่องปกปิดไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินการถือครองหุ้น

แต่สุดท้าย เมื่อเข้าสู่การไต่สวนเชิงลึกของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ข้อเท็จจริงที่ต่างกัน มุมมองข้อกฎหมายที่ต่างกัน จนศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องนายดอน ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่มีให้เห็นกันมาแล้ว

จึงไม่แปลกที่ 3 รัฐมนตรี จะอ้างเหตุเกาะเก้าอี้ รอฟังคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคงเชื่อมั่นลึกๆ ว่า ได้มีการตรวจสอบมาก่อนแล้ว ตั้งแต่ตอนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงเชื่อมั่นในข้อมูลของตัวเองว่า หุ้นที่ครอบครองอยู่ และแจ้งต่อ ป.ป.ช.ไม่ใช่หุ้นสัมปทาน

สำหรับหุ้นเจ้าปัญหาที่ 3 รมต.รวมถึง ม.ล.ปนัดดา อดีต รมช.ศึกษาธิการ ครอบครองไว้ พบว่ามีอยู่หลายตัวเช่น หุ้นของบริษัท ท่าอากาศยานไทย -บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด-บมจ.พีทีที โกลบอล เคมีคอล - บมจ.กัลฟ์ เอนเนอร์จี ดีเวลลอปเมมท์ -บมจ.บ้านปู -บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

ดูแล้วหุ้นบางบริษัท ต้องยอมรับว่าสุ่มเสี่ยงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่าเข้าข่าย หุ้นสัมปทาน โดยเฉพาะหากเป็นลักษณะกิจการแบบร่วมทุน ยิ่งถ้ามี บริษัท ปตท. ไปถือหุ้นอยู่ด้วย ก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นหุ้นสัมปทาน

เพราะกรณีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วตอนปี  2553 ที่ถือเป็นบรรทัดฐานว่าบริษัทลูกของ ปตท. ถือว่าเข้าข่ายหุ้นสัมปทาน

แต่ถึงมีแนวคำวินิจฉัยมาแล้ว ก็ต้องรอดูกระบวนการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ หลังรับคำร้อง ว่าจะได้ข้อเท็จจริงออกมาอย่างไร

 และถ้า ศาลรัฐธรรมนูญได้ข้อสรุปว่า หุ้นบริษัทที่ 3 รัฐมนตรี และอีก 1  ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นหุ้นสัมปทานจริง จากนั้นก็จะมาดูว่า ทั้งสี่คน ได้ถือครองหุ้นไว้ หลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อ  6 เมษายน 2560 หรือไม่

ซึ่งก็พบว่า ทั้งหมด ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน ไว้ทั้งตอนรับตำแหน่งและหลังพ้นจากตำแหน่งว่าครอบครองหุ้น ที่ถูกร้องและ กกต.ไต่สวน ไว้หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้จริง  

หากผลออกมาเช่นนี้ ก็ถือว่าสุ่มเสี่ยง เพราะตามหลักกฎหมาย การถือหุ้นแม้เพียงหุ้นเดียวก็ย่อมเป็นการถือหุ้นตามความหมายในรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอํานาจบริหารหรือครอบงํากิจการ

จุดสำคัญของคดีนี้ จึงอยู่ที่ การพิสูจน์ -การมีความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมองว่า หุ้นที่ทั้งสี่คน ครอบครองไว้ คือหุ้นลักษณะประเภทใด ใช่หุ้นสัมปทานหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด ก็รอดหมด แต่หากเห็นว่า บางบริษัทใช่ คนที่ถือไว้ ก็ไม่รอด

ซึ่งคนที่ไม่รอด ก็จะมีผลทางการเมืองตามมาเช่น ถูกตัดสิทธิไม่สามารถมีตำแหน่งทางการเมืองอย่างการเป็นรัฐมนตรี จะเป็นไม่ได้อีกภายในสองปี นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เส้นทางสู้คดีเกิดขึ้นจากการยื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบ โดย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขาประจำของพรรคเพื่อไทย ที่ปัจจุบันย้ายมาอยู่พรรคไทยรักษาชาติ โดยล่าสุด เรืองไกร ก็ยังทำบทบาทนักร้องอย่างไม่ลดละ

รอบนี้ล่อเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่า ที่ บิ๊กตู่ เปิดเฟซบุ๊ก ,อินสตาแกรม ,ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ส่วนตัว ใช้สื่อสารกับสาธารณะ ขอให้ กกต.ตรวจสอบว่า เข้าข่ายเป็นเจ้าของสื่อมวลชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) ทำให้ขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา 160(6) ประกอบมาตรา 170(4) หรือไม่

เรืองไกรยกเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนดลักษณะต้องผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีว่า ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3) คือต้องไม่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

การตีความจะยึดโยงหลักการตรงไหน ก็ต้องดูที่ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนมาตรา 3 และร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพส่งเสริมส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน กำหนดความหมายของ "สื่อมวลชน"ครอบคลุมถึงสื่อดิจิทัล สื่อออนไลน์

ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องทราบว่า การเปิดเฟซบุ๊ก เว็บไซต์เข้าความหมายของสื่อมวลชนตามกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวและต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง รมต.

ส่วนสุดท้าย กกต.จะเห็นอย่างไร ก็รอฟังผล แม้จะมีความเห็นแย้งตามมาจากบางฝ่ายว่ากรณีของสื่อโซเชียลมีเดียที่เป็นสื่อสาธารณะที่ใช้กันทั่วโลกและมีบริษัทที่เป็นเจ้าของ ผู้ประกอบการระดับโลกอยู่ต่างประเทศ  ไม่น่าจะเป็นธุรกิจสื่อ

รวมถึงการเปิดเว็บไซต์ส่วนตัวด้วย ยิ่งหากเว็บไซต์ดังกล่าว ไม่ได้มีการหาโฆษณาใดๆ แต่มุ่งเน้นการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ก็ไม่น่าจะถือเป็นเรื่องทางธุรกิจ

แต่หาก กกต.จะรับไว้พิจารณาแล้วมีความเห็นให้ชัดเจน เคลียร์ทุกข้อกังขา ก็น่าจะเป็นผลดีไม่น้อยกับการสร้างบรรทัดฐานเอาไว้


กำลังโหลดความคิดเห็น...