xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวลึกปมลับ : “อภิสิทธิ์”เจองานหิน สยบคลื่นในสู้ศึกนอก

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


รายการ “ข่าวลึก ปมลับ” ออกอากาศทาง NEWS1 ล้วงปมลึก คลายปมลับ ตีแผ่ประเด็นร้อน กับ นพรัฐ พรวนสุข บก.ข่าวการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ผู้จัดการ 360 วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ตอน “อภิสิทธิ์”เจองานหิน สยบคลื่นในสู้ศึกนอก



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแม่ทัพถือธงฟ้านำพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้าอีกครั้ง หลังจากที่ชนะในรอบการหยั่งเสียงจากสมาชิกพรรค และมติที่ประชุมใหญ่พรรคยอมรับมอบความไว้วางใจให้อภิสิทธิ์อยู่ต่อไปอีกสมัย

เท่ากับ อภิสิทธิ์จะได้รับโอกาสแก้ตัวให้สู้ศึกเลือกตั้ง ที่เคยแพ้ทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยมาแล้วสองครั้ง ตั้งแต่ปี2548 ที่ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อมาจาก นาย บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่แสดงสปิริตลาออกหลังจากที่เลือกตั้งแพ้พรรคไทยรักไทย

หากเลือกตั้งปีหน้า ประชาธิปัตย์โดยการนำของอภิสิทธิ์ยังเป็นแค่ไก่รองบ่อน ไม่ได้ส. ส. มาเป็นอันดับหนึ่ง อภิสิทธิ์ก็ถูกทำแฮททริค แพ้สามครั้งติดต่อกัน จะทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องถอยตัวเอง ต้องลงจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเขาจะไม่รับตำแหน่งใดในพรรคอีก ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

คาดการณ์ไปข้างหน้า โอกาสอภิสิทธิ์จะฉลองชัยหลังการเลือกตั้งปี62 ดูแล้วรางเลือนมากกว่าสดใส เพราะว่าหน้ากระดานการเมืองวันนี้เพื่อไทยยังกุมสภาพได้อย่างเหนียวแน่น ส่วนตัวสอดแทรกคือพรรคพลังประชารัฐ ของท้อปบู๊ตก็ไม่แพ้ไม่ได้

สภาวะเช่นนี้ ทำให้อภิสิทธิ์เจองานหินกว่าเดิม ที่เคยผ่านมาสองครั้ง

แต่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งตามกฎหมายใหม่ ที่บีบให้พรรคใหญ่จะได้ส. ส. ปาร์ตี้ลิสท์น้อยกว่าความเป็นจริง เพราะไปได้ส. ส. เขตแล้ว รวมทั้งขณะนี้ชัดเจนว่าทิศทางการทำศึกเลือกตั้ง พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยกำหนดยุทธศาสตร์เอาชนะส. ส. เขตเข้ามาให้ได้ก่อน ยิ่งมากได้เท่าไหร่ยิ่งดี

จึงมีความเป็นไปได้ว่า โอกาสเพื่อไทยทำสำเร็จได้มีอยู่สูงมาก จะส่งผลให้ผลรวมจำนวนส. ส. เพื่อไทยอาจจะเกินที่จะมาแบ่งปันสัดส่วนส. ส. บัญชีรายชื่ออีก หรืออาจจะพอบ้างได้แต่น้อย ถึงน้อยมาก หากปรากฏตัวเลขเช่นนี้ จะเป็นโอกาสของประชาธิปัตย์ ที่ผกผันกับเพื่อไทย มาตั้งแต่สนามเลือกตั้งเข้ามาถึงการคิดสัดส่วนส. ส.

เมื่อเพื่อไทยชนะเขตมาก ประชาธิปัตย์ก็จะแพ้การเลือกตั้งเขตเท่านั้น เพราะเป็นคู่ชกกันทั่วทุกเขต แต่ถึงจะแพ้ ประชาธิปัตย์มีโอกาสได้คะแนนเสียงมาก เพราะเป็นพรรคเก่าแก่มีฐานเสียงหน้าแน่นกระจายทั่วประเทศ

ฉะนั้น เมื่อนำคะแนนเต็ม “รองแชมป์”ของประชาธิปัตย์มาบวกกันทั้งประเทศ ประชาธิปัตย์ก็จะมีตัวเลขควรได้จำนวนผลรวมส. ส. มาก แต่ผลการสู้ที่เขตแพ้มา นับหัวส. ส. ที่ควรจะได้ในความเป็นจริง จะขาดไปเยอะ ก็จะได้รับการแบ่งส่วนเติมเต็มให้

ด้วยความมหัศจรรย์ของระบบคิดนี้ เป็นหลักกฎหมายจึงคาดว่า ประชาธิปัตย์จะเป็นผู้ชนะในการขิงส. ส. ระบบบัญชีรายชื่อแน่ โดยชนะแบบเทคนิคัลน็อคเอาท์ ทำใหผลการเลือกตั้งจะชนะคนละแบบ

นี่แหละ ที่จะเป็นเรื่องใหม่ต้องบันทึกว่า ประเทศกูมี. และเพราะแพ้อย่างหนึ่ง ชนะอย่างหนึ่งจะถือว่าอภิสิทธิ์แพ้เลือกตั้งหรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่จะต้องว่ากันต่อไป

กลับมาที่พรรคสีฟ้าในวันนี้ หากดูองคาพยพ ในกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่พรรค ก็จะเห็นได้ว่า แกนนำ-อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์สาย อภิสิทธิ์ สามารถเข้าไปมีตำแหน่ง มีบทบาทในกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นส่วนใหญ่

ส่วนสายของหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม และถาวร เสนเนียม พบว่า ไม่ได้เข้ามามีบทบาทอะไรในพรรค แม้ก่อนหน้านี้จะมีคนพยายามเสนอชื่อ ศุภชัย ศรีหล้า อดีตส.ส.อุบลราชธานี ที่อยู่ทีมหมอวรงค์ ในการสู้กับอภิสิทธิ์ เพื่อให้ ไปเป็นรองหัวหน้าพรรค ภาคอีสาน

เพื่อแข่งกับ วิทูร นามบุตร อดีตรมว.พัฒนาสังคม คนสนิทของสเทพ เทือกสุบรรณ  แต่ นายศุภชัย ศรีหล้า ได้ขอถอนตัวเสียก่อน ทำให้ไม่มีการแข่งขัน จนทำให้ วิฑูรย์ ได้รับเลือกจากที่ประชุมไป

ถ้านายศุภชัย ที่ออกตัวแรง หนุนหมอวรงค์สุดตัว ไม่ถอนตัว เสียก่อน ก็น่าคิดว่าหากนายศุภชัย ไม่ได้รับเลือกจากที่ประชุม คงเป็นประเด็นการเมืองให้พูดถึงในพรรคประชาธิปัตย์ตามมา

อาจจะมองได้ว่า ยังมีร่องรอย ปริร้าวอะไรบางอย่างที่ไม่จบหรือไม่ แม้ศึกเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะจบไปแล้ว

สำหรับกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในสายอภิสิทธิ์ นอกจาก จุติ ไกรฤกษ์ ที่กลับมาเป็นเลขาธิการพรรคอีกครั้ง ตามการเสนอชื่อของอภิสิทธิ์ นอกนั้น ก็มีรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ชนะการโหวตต่อ วิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช อดีตแนร่วมและแกนนำ กปปส.

รวมถึงรองหัวหน้าพรรคคนอื่นๆ เช่น สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคภาคกลาง สรรเสริฐ สมะลาภา รองหัวหน้าพรรคภาคกทม. และยังมี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นิพนธ์ บุญญามณี กรณ์ จาติกวนิช พนิช วิกิตเศรษฐ์ อัศวิน วิภูศิริ ก็ล้วนอยู่ใต้ปีกของอภิสิทธิ์ทุกคน

ขณะที่สายอำนาจเก่า ที่มีภาพถูกมองว่าใกล้ชิด เป็นคนของสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์หลายคน โดยบางคน ภาพจะมีทั้งสนิทกับทั้งสุเทพและอภิสิทธิ์

เช่น นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ อิสระ สมชัย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ วิทูร นามบุตร เอกนัฎฐ์ พร้อมพันธุ์ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร เป็นต้น

โดยหากเทียบชื่อต่อชื่อ แบ็คกราวด์แต่ละคน ที่เข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรค และกรรมการคัดเลือกส.ส.ของประชาธิปัตย์ ก็ต้องบอกว่า สายมาร์ค เข้ามาในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก และเกือบหมด

อาจจะมองว่า คนอย่าง อิสระ สมชัย ,ชินวรณ์ บุณยเกียรติ  ,เอกนัฎฐ์ พร้อมพันธุ์ ,จิตภัสร์ กฤดากร แม้เป็นคนของอดีต กปปส. แต่หลังจากที่ สุเทพ ไปตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย กลุ่มนี้ ก็กลับมาซบอภิสิทธิ์ ไม่หนีไปไหน อยู่ประชาธิปัตย์เอาชัวร์แน่ๆ เพราะอยากเป็นส. ส. จะไปเสี่ยงกับสุเทพทำไม

เรียกได้ว่า การเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ ดูไปแล้ว คลื่นใต้น้ำ ความขัดแย้งใดๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ หลังเสร็จศึกเลือกหัวหน้าพรรค คงจบไปแล้ว ไม่น่าจะเกิดอะไรตามมา

ตอนนี้ ส่วนใหญ่ก็ต้องจับมือกัน สู้กับ คนนอกพรรค ในการเลือกตั้ง ที่อภิสิทธิ์จะต้องเจองานหินที่สุดในชีวิตการเมือง ภายใต้แรงกดดันที่หนักหน่วงที่สุด และเดิมพันที่สูงที่สุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...