xs
xsm
sm
md
lg

อุทธรณ์ไม่ขึ้น ศาลพิพากษายืนจำคุก 10 เดือน “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ร่ำรวยผิดปกติ ห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR online - องค์คณะอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายืน จำคุก 10 เดือน ห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ปี “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดฯคมนาคม ฐานร่ำรวยผิดปกติ

เมื่อเวลา 10.45 น. วันนี้ (18 ต.ค.) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 9 คน ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้พิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อม.27/2560 ที่นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 65 ปี อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมระหว่างปี 2552-2554 ผู้คัดค้าน ยื่นอุทธรณ์ผลคำพิพากษาองค์คณะศาลฎีกา อม. 9 คนที่มีนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา เป็นเจ้าของสำนวน ซึ่งมีมติเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 พิพากษาให้จำคุกนายสุพจน์ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินและเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงกรณีพ้นจากตำแหน่ง รวม 5 กระทงๆ ละ 2 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 10 เดือน  และมีคำสั่งห้ามนายสุพจน์ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมวันที่ 18 พ.ค. 2555 ด้วย

กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง ยื่นให้ศาลวินิจฉัยข้อกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หลังจากเมื่อปี 2555 ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดข้อกล่าวหานายสุพจน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จเกี่ยวกับเงินจำนวน 17,553,000 บาทเศษ และรถตู้ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน (Volk Swagen) ราคา 3,000,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 20,473,000 บาท โดยกรณีสืบเนื่องจากเหตุคนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ ในซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย. 2554 ซึ่งคนร้ายที่ร่วมทำผิดคดีอาญาได้ให้การเกี่ยวกับทรัพย์สินว่าพบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านบาท โดยนายสุพจน์ ไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงิน 17 ล้านบาทเศษและรถโฟล์คสวาเกนได้

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 195 วรรคสี่ ให้สิทธิจำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกา อม. ได้อีกครั้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย นายสุพจน์จึงได้ใช้สิทธิยื่นประกันตัวไปในชั้นอุทธรณ์ ด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล วันนี้นายสุพจน์พร้อมทนายความ ครอบครัวและคนใกล้ชิดเดินทางมาศาล

โดยองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คน พิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านายสุพจน์ ผู้คัดค้าน เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย กรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และปลัดกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2554 ผู้คัดค้านอยู่ในงานแต่งงานของบุตรสาว มีคนร้ายบุกปล้นบ้านผู้คัดค้านเอาทรัพย์สินไป ต่อมาตำรวจจับกลุ่มคนร้ายดังกล่าวได้และยึดเงินสดจำนวน 18,121,000 บาท กับทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท ที่คนร้ายนำเงินสดที่ปล้นไปส่วนหนึ่งไปซื้อมาเป็นของกลาง ป.ป.ช. ผู้ร้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีมีเหตุสงสัยว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติ ทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านผู้คัดค้าน พบรถตู้ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน ต่อมาผู้ร้องมีมติว่าเงินของกลาง 17 ล้านบาท และรถยนต์ตู้ดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้าน ส่วนเงินของกลางอีก 568,000 บาท เป็นเงินที่ได้รับมอบในงานสมรสของบุตรสาวผู้คัดค้าน ผู้ร้องมีมติว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติ และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ขอให้มีคำสั่งให้เงินสดและรถยนต์ตู้ดังกล่าวพร้อมทรัพย์สินอื่นของผู้คัดค้าน รวมจำนวน 64,998,587.52 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน

ส่วนในคดีนี้ผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3, กรรมการบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3 มาแล้ว 1 ปี และกรณีพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม และพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมมาแล้ว 1 ปี รวม 5 บัญชี ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่พ้นตำแหน่ง กับขอให้ลงโทษตามกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์แล้วระหว่างการพิจารณา มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ไม่ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐแสดงบัญชีทรัพย์สินหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ซึ่งมีเนื้อหาต่างกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่ผู้คัดค้านยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดหลังพ้นตำแหน่ง 1 ปี ตามคำร้อง ยังเป็นความผิดอาญาหรือไม่ เห็นว่าแม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 บัญญัติให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่มีบทบัญญัติกรณี ป.ป.ช.มีมติก่อน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ใช้บังคับเป็นอันใช้ได้ สำหรับคดีที่ฟ้องก่อนแล้วก็ให้ถือว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงต้องถือว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ยังมีผลบังคับใช้ในคดีนี้ การกระทำของผู้คัดค้านยังเป็นความผิดอาญา ต้องห้ามดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเวลา 5 ปี

ส่วนที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอรับสารภาพ อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษ เนื่องจากผู้คัดค้านรับราชการด้วยความสุจริต ยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ธรรมาภิบาลมาโดยตลอด เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบหรือทำความผิดอาญา รักษาผลประโยชน์ราชการนั้น องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์มีมติเสียงข้างมาก เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กำหนดหลักการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไปแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยสมควร ซึ่งเป็นมาตรการในการควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของรัฐเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้คัดค้านเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะปลัดกระทรวงคมนาคม มีหน้าที่รับผิดชอบในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านมูลค่าทั้งสิ้น 64,998,587.52 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นให้ตกเป็นของแผ่นดินเพราะเหตุร่ำรวยผิดปกติ การที่ผู้คัดค้านปกปิดไม่แสดงรายการทรัพย์สินตามคำร้องทั้งสองรายการมีมูลค่าสูงถึง 20,473,000 บาท ทั้งที่ผู้คัดค้านเป็นผู้บริหารระดับสูง ควรที่จะต้องยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม อยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม แต่กลับมากระทำความผิดเสียเองนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้ผู้คัดค้านไม่เคยกระทำความผิด และเคยประกอบคุณงามความดีมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่ผู้คัดค้าน เห็นว่าที่ศาลฎีกาฯ อม. ลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้ออกหมายขังผู้คัดค้านตามคำพิพากษาถึงที่สุด และให้คืนหลักประกัน 2 ล้านบาทกับผู้คัดค้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ทางครอบครัวและคนใกล้ชิดที่เดินทางมาให้กำลังใจได้ร่ำไห้เข้าไปกอดนายสุพจน์พร้อมพูดคุย ขณะที่นายสุพจน์ก็มีสีหน้าเศร้าน้ำตาซึม พูดปลอบใจครอบครัวด้วยว่าแป๊บเดียว ก่อนถอดสิ่งของมีค่าฝากให้ครอบครัว โดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมราชทัณฑ์ ได้คุมตัวนายสุพจน์ขึ้นรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 11.30 น. ไปคุมขังรับโทษยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว

สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกา อม. ในครั้งแรกนั้น นายสุพจน์ต่อสู้ว่าเงิน 17 ล้านบาทเศษและรถโฟล์คสวาเกนนั้นไม่ใช่ของตน โดยรถโฟล์คสวาเกนเป็นของนายเอนก จงเสถียร นักธุรกิจฟิล์มถนอมอาหาร และได้คืนให้กับนายเอนกไปแล้ว ต่อมาภายหลังนายเอนกได้มอบรถคันดังกล่าวให้กับวัดแห่งหนึ่งเพื่อใช้ประกอบกิจของสงฆ์ ส่วนเงินจำนวน 17 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นของกลางที่คนร้ายอ้างว่าปล้นมาจากบ้าน หลังเกิดเหตุตนได้แจ้งความว่าเงินหาย 5,068,000 บาทโดยเป็นเงินสินสอดในงานแต่งบุตรสาว และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีก็ได้คืนให้กับบุตรสาวและบุตรเขย จึงไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน 2 รายการนี้ นอกจากนี้ การไต่สวนของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ชี้มูลความผิดให้ตนได้แก้ข้อกล่าวหา แต่มาดำเนินการภายหลัง

ซึ่งศาลฎีกา อม. เห็นว่าเงินที่เกิดเหตุปล้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2554 นั้น ตามคำให้การของคนร้ายฟังได้ว่า นำไปแต่เงินสดจำนวนมากที่นายสุพจน์เก็บไว้เท่านั้น ไม่ได้นำเงินสินสอดไปด้วย จึงเชื่อว่าจำนวนเงินที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จฯ จำนวน 17,553,000 บาทนั้นเป็นเงินก้อนเดียวกับที่ถูกปล้นบ้าน ไม่ใช่เงินสินสอด ซึ่งนายสุพจน์จะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินในส่วนนี้ ส่วนรถโฟล์คสวาเกน มูลค่า 3 ล้านบาท ที่นางนฤมล ภรรยานายสุพจน์ อ้างว่าเป็นรถที่นายเอนก จงเสถียร มอบให้เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลืองานสอนเด็กและเผยแพร่ศาสนานั้น  เห็นว่าระยะเวลาการไปช่วยงานเพียง 2 เดือนและเป็นการช่วยงานเพียงครั้งคราว แต่กลับได้รถมูลค่าถึง 3 ล้านบาท แตกต่างจากพนักงานบริษัทที่ทำงานประจำได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน 30,000 -50,000 บาท และยังมีหลักฐานว่าในการชำระเงินซื้อรถ นายอเนกได้มอบเงินให้กับนางนฤมลหลายครั้ง ซึ่งมีพิรุธและเสี่ยงต่อการสูญหาย อีกทั้งการจดทะเบียนเลขทะเบียน ก็เป็นเลขกลุ่มเดียวกับเลขทะเบียนรถของบุตรสาวนายสุพจน์ แต่ไม่ใกล้เคียงกับกลุ่มรถของนายอเนกที่มีอยู่หลายคัน ขณะที่ความสัมพันธ์นายเอนกกับนายสุพจน์ ก็ปรากฏว่าระหว่างที่นายสุพจน์เป็นกรรมการ (บอร์ด) การบินไทย นายเอนกก็ได้ทำสัญญาทางธุรกิจกับกลุ่มคิงพาวเวอร์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารถเป็นทรัพย์สินของนายสุพจน์ในชื่อผู้อื่น โดยมีวัดเป็นผู้ครอบครองชั่วคราว และเป็นทรัพย์สินที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน

แม้จะมีทรัพย์สินเพียง 2 รายการ แต่พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่านายสุพจน์ไม่ประสงค์ที่จะให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบทรัพย์สินหลังจากการพ้นตำแหน่ง ประธานบอร์ด รฟท., บอร์ดการบินไทย, ประธานบอร์ด รฟม. ครั้งที่ 3 และการพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม กับการพ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมมาแล้ว 1 ปี ซึ่งเป็นการจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ รวม 5 ครั้ง ในทรัพย์สินชุดเดียวกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...