xs
xsm
sm
md
lg

พยาน “ครูปรีชา”ส่อโดนให้การเท็จ กองปราบฯ ชี้คำให้การขัดแย้งหลักฐานนิติวิทยาฯ

เผยแพร่:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


 
จับพิรุธหวย 30 ล้าน กองปราบฯเผยผลวิเคราะห์สำนวน ตร.ภาค 7 สอบปากคำพยานเมียตำรวจ อ้างเห็นสลากที่ถูกรางวัลโผล่จากกระเป๋าเสื้อครูปรีชาก่อนขอแบ่งซื้อ ชี้ขัดแย้งกับหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี "คลิปเสียง"ครูปรีชาคุยแม่ค้าขายหวยถูกรางวัลที่ 1  เวลาดังกล่าวครูปรีชาไม่อยู่ที่ตลาดเตรียมดำเนินคดี 4 ข้อหาหนัก

ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้นำใจความสำคัญของสำนวนการสอบสวนที่รวบรวมโดยตำรวจภูธรภาค 7 มาวิเคราะห์พบว่า สำนวนดังกล่าวให้ความสำคัญกับปากคำของพยานที่เกิดขึ้นมาใหม่ในคดีจำนวน 2 ปาก ที่ยืนยันว่าเห็นสลากใบที่ถูกรางวัลพกอยู่ในกระเป๋าเสื้อของ นายปรีชา ส่วนพยานอีกปากก็ให้การว่าเป็นคนเห็น ร.ต.ท.จรูญ ก้มเก็บสิ่งของตกหล่นบนพื้น ซึ่งหลักฐานของตำรวจภาค 7 นั้นไม่ได้ให้หนักน้ำหนักหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบทางเทคโนโลยีที่ชุดสืบสวนกองปราบปราม ตรวจสอบและส่งเป็นสรุปรายงานการสืบสวนไปให้ก่อนหน้านี้ ทำให้สำนวนดังกล่าวมีทิศทางที่มุ่งไปที่ นายปรีชา ว่าเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง

นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับ ร.ต.ท.จรูญ ในฐานความผิดเกี่ยวกับการยักยอกสิ่งของตกหล่น และข้อหารับของโจร โดยไม่ได้พิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบและรัดกุมเพียงพอทั้งที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่าหากทรัพย์สินอยู่กับผู้ใดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ ซึ่งสอดคล้องกับข้อความที่ปรากฏอยู่ด้านหลักสลากฯที่ระบุว่าเงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ที่ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับเท่านั้น ดังนั้นกระบวนการที่จะหาความเป็นเจ้าของสลากฯได้คือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า นายปรีชา เป็นเจ้าของตัวจริงและสั่งซื้อจาก นางรัตนาภรณ์ แม่ค้าขายลอตเตอรี่เท่านั้น

มีรายงานอีกว่าหากนำหลักฐานและพยานที่ได้จากสำนวนของตำรวจภูธรภาค 7 มาเปรียบเทียบกับหลักฐานทางเทคโนโลยีที่ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้มา จะพบว่าปากคำของพยานที่ให้การไว้มีความคลาดเคลื่อนกับข้อเท็จจริงทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจนโดยเฉพาะพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาตำรวจนายหนึ่งที่ให้การว่าพบเห็นสลากฯที่ถูกรางวัลโผล่ขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อของ นายปรีชา โดยจำเลขได้ทั้ง 6 หลัก จึงเอ่ยปากขอซื้อต่อครึ่งหนึ่งแต่ นายปรีชา ปฏิเสธที่จะขาย กรณีนี้เมื่อดูจากกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้จากการใช้โทรศัพท์ของ นางรัตนาภรณ์ ที่โทรหา นายปรีชา หลังจากประกาศผลสลากฯตามคลิปเสียงที่ชุดสืบสวนกองปราบปรามใช้เป็นหลักฐานสำคัญ จะพบว่าในเวลาดังกล่าวที่พยานซึ่งอ้างว่าพบ นายปรีชา ที่ตลาดนั้นไม่ตรงกับความจริง เพราะจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปรากฏอย่างชัดเจนว่า นายปรีชา อยู่ในสถานที่อื่น นั่นจึงเป็นประเด็นสำคัญที่กองปราบปรามอาจจะต้องสอบปากคำเพื่อยืนยันคำให้การของพยานอีกครั้ง

ทั้งนี้ยังมีรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.ฐิติราช หนองการพิทักษ์ ผบช.ก. ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนของกองปราบปรามที่สืบสวนร่วมกับตำรวจ บช.ก. ดำเนินคดีนี้ด้วยความเป็นธรรมและหากพบว่าพยานในคดีหรือผู้เกี่ยวข้องกับคดีมีความพยายามบิดเบือนหรือให้การที่จะทำให้คดีและสังคมเกิดความสับสนก็ให้พิจารณาดำเนินคดีได้ทันที ซึ่งทางพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้พิจารณาแล้วว่า หากพบผู้ที่เข้าข่ายกระทำความผิดดังกล่าวพนักงานสอบสวนก็สามารถที่จะดำเนินคดีได้ตามฐานความผิด 4 ข้อหา ประกอบไปด้วย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 ผู้ใดแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จสำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 137 ร่วมกันให้การอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับ 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, มาตรา 172 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาทำให้ผู้อื่นเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ มาตรา 173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะได้พิจารณาต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...