xs
xsm
sm
md
lg

“ปลัด ยธ.” ยันไม่มีแทรกแซงคดี “โอ๊ค” ฟอกเงินธนาคารกรุงไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม

พานทองแท้ ชินวัตร (ภาพจากแฟ้ม)
“ปลัด ยธ.” ยันไม่มีการแทรกแซงคดี “โอ๊ค” ฟอกเงินธนาคารกรุงไทย ชี้ อยู่ระหว่างการสอบสวนและยังมิได้มีการแจ้งข้อหา

วันนี้ (8 ก.ย.) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณีจากข่าวที่นำเสนอเกี่ยวกับการกล่าวหามีการแทรกแซงการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นั้น กระทรวงยุติธรรมได้ตรวจสอบแล้ว ว่า การดำเนินคดีของ ดีเอสไอ มีกลไกในการดำเนินคดีกำหนดไว้ตามกฎหมาย โดยมีพนักงานอัยการเข้าร่วมทำการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้คำแนะนำและตรวจสอบทุกคดี จึงเป็นกลไกที่โปร่งใส และไม่สามารถแทรกแซงได้ ซึ่งคดีตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปนั้น ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ ดีเอสไอ ซึ่งมีการดูแลโดยอธิบดีดีเอสไอ

“สำหรับการให้ข่าวของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ว่า ถูกโอนย้ายเกิดจากการไม่ได้ดำเนินการคดีให้นั้น จึงเป็นการย้ายที่ไม่ชอบนั้น ในเรื่องนี้ พ.ต.ท.สมบูรณ์ ได้โต้แย้งร้องทุกข์ไปยังคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) และปัจจุบัน ก.พ.ค. ได้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นว่าการโอนย้ายเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ขณะนี้ พ.ต.ท.สมบูรณ์ ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ด้วยการฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดแล้วเช่นกัน” ปลัด ยธ. กล่าว

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงกรณี คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย เผยแพร่เอกสารร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เพื่อร้องทุกข์คำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่สั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า สาเหตุที่ถูกสั่งย้ายเป็นเพราะไม่ยอมแจ้งข้อหารับของโจรและฟอกเงินต่อ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเห็นว่าตรวจสอบแล้วพยานหลักฐานไม่เพียงพอ อีกทั้งคดีได้หมดอายุความแล้ว แต่ข้าราชการระดับสูงของดีเอสไอไม่ยินยอม และสั่งการให้ฟ้องคดีไปก่อน แล้วค่อยให้ผู้ต้องหาแก้ต่างเอาเองนั้น

พ.ต.อ.ไพสิฐ เปิดเผยว่า ข้อเท็จจริงมีสาระสำคัญมูลแห่งเรื่องนี้ เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติให้รับคดีความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) เป็นคดีพิเศษ ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ร้องขอ โดยรับเป็นคดีพิเศษที่ 36/2550 และมีการสอบสวนเรื่อยมา ซึ่งการสอบสวนดังกล่าวมีการดำเนินการร่วมกันกับพนักงานอัยการ ซึ่งมีความผิดมูลฐานจากกรณีที่ คตส. ดำเนินการและต่อมาส่งมอบให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งปี 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษในคดีดังกล่าว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการจึงได้นำผลคำพิพากษาและเส้นทางการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวมไว้มาเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีพิเศษที่ 36/2550

“ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ทางคดีมีการสอบสวนต่อเนื่องมา จนประมาณเดือน ต.ค. 2559 ได้มีการขอโอนย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ ไปยังสํานักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีคำสั่งโอนย้ายเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2559 อธิบดีดีเอสไอ จึงเข้าทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนแทนเพื่อดำเนินการต่อไป และจากการสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวม 13 ราย และสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2560”

​พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า ในช่วงเวลาที่อยู่ระหว่างการสอบสวนคดีพิเศษที่ 36/2550 และเป็นเวลาภายหลังจากที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ ได้โอนย้ายไปสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ธ.ค. 2559 ถึงอธิบดีดีเอสไอ ให้ ดีเอสไอ พิจารณาดำเนินคดี ในส่วนที่เกี่ยวกับ นายพานทองแท้ กับพวก รวม 4 คน ในความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แยกการดำเนินการดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งเพื่อมิให้มีผลกระทบต่อคดีพิเศษที่ 36/2550 ที่สอบสวนใกล้เสร็จสิ้นโดยแยกเป็นสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 25/2560 ซึ่งมีอธิบดีดีเอสไอเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนและมีพนักงานอัยการมาสอบสวนร่วมด้วย

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและยังมิได้มีการแจ้งข้อหากับผู้ใด เนื่องจากอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาพยานหลักฐานร่วมกันของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการ รวมทั้งได้เชิญผู้แทนของสำนักงาน ปปง. มาร่วมหารือและพิจารณาด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินการสอบสวนอย่างอิสระในรูปของคณะกรรมการและจะมีมติร่วมกันในการดำเนินการใดๆโดยไม่มีการแทรกแซงจากบุคคลหรือหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น กรณีดังกล่าว จึงไม่สอดคล้องกับข้อร้องเรียนที่ว่ามีการบังคับให้ผู้ใดแจ้งข้อหาต่อนายพานทองแท้ ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อกล่าวหาและพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามบทกฎหมายต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...