xs
xsm
sm
md
lg

อุทธรณ์พิพากษากลับ “เอเอสทีวี” แพร่ภาพผ่านดาวเทียมผิด พ.ร.บ.กระจายเสียงฯ 2495

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


MGR Online - ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม พร้อม 2 ผู้บริหารมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ 2495 กรณี “เอเอสทีวี” แพร่ภาพผ่านระบบดาวเทียมช่วงปี 48-49 ให้จำคุกผู้บริหารคนละ 1 ปี 4 เดือน พร้อมปรับเงิน 6 หมื่น และปรับเป็นรายวันอีกวันละ 2 พันบาท


วันนี้ (18 ก.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 805 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.1870/2558 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล และนายพชร สมุทวณิช ผู้บริหารบริษัทฯ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการสาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากเดือนกันยายน 2548 ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ โดยร่วมกันทำการบันทึกรายการภาพและเสียงหรือทำการถ่ายทอดสดรายการตามที่มีกำหนดไว้ในผังรายการแล้วส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงผ่านทางสายเคเบิลใยแก้วซึ่งเช่าจากบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งต่อไปที่เกาะฮ่องกง ประเทศจีน จากนั้นมีการส่งสัญญาณภาพและเสียงต่อไปยังดาวเทียม NSS6 แล้วดาวเทียมส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงกลับมาที่ประเทศไทยทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เอเอสทีวี ช่องนิวส์วัน ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถซื้อจานรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อดูรายการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันเป็นการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2559 โดยเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำมาเบิกความ รวม 4 ปาก ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้ศาลเห็นว่าการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยการส่งภาพและเสียง กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498, พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

โดยจำเลยทั้งสามรับว่า ขั้นตอนในการส่งสัญญาณภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเป็นไปตามผัง แต่บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม จำกัด รับจ้างบริษัท เอเชียทามออนไลน์ จำกัด ผลิตรายการ และรายการที่ผลิตก็เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เอเชียทามออนไลน์ โดยที่บริษัท ไทยเดย์ ด็อทคอม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งโจทก์ก็ไม่สามารถนำนายอานนท์ ลอยกุลนันท์ ผู้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มาร้องทุกข์และตรวจสอบการกระทำผิดมาเบิกความในชั้นศาล และจำเลยทั้งสามก็ไม่มีโอกาสถามค้านพยานปากนายอานนท์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนได้ ลำพังเพียงคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนของโจทก์ปากอื่นๆ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานต่อศาลยังไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามอีก พิพากษายกฟ้อง

ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์นำพยานมาเบิกความในชั้นศาลรวม 4 ปาก ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้เห็นว่า การประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยการส่งภาพและเสียงของจำเลยทั้งสามในขั้นตอนใดที่จะถือได้ว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 แต่โจทก์มีคำให้การในชั้นสอบสวนของ นายอานนท์ ลอยกุลนันท์ เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ พยานโจทก์สรุปได้ความว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ของจำเลยที่ 1 มีการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านสายเคเบิลใยแก้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 เช่าสายเคเบิล จากบริษัท กสท. และเป็นการส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงในประเทศไทย จากนั้นส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังสายเคเบิลใต้น้ำจากประเทศไทย ไปที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน จากนั้นส่งสัญญาณภาพและเสียงไปยังดาวเทียม NSS-6 และส่งสัญญาณจากดาวเทียวดังกล่าวกลับมายังประเทศไทย แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟัง แต่ก็มิได้ห้ามโดยเด็ดขาด และเหตุที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ดังกล่าวมาเบิกความได้ เป็นเพราะอาการป่วยต้องให้ออกซิเจน อันเป็นเหตุจำเป็น เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 226/3 (2) พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์หรือประกอบกิจการโทรทัศน์โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2495 มาตรา 3,5,17 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 2 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันๆ ละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2548 - 23 ม.ค. 2549

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตามคดีนี้ยังไม่ถือเป็นที่สุด โจทก์หรือจำเลยสามารถยื่นฎีกาได้อีกภายในเวลา 30 วัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...