"เกริกเกียรติ ชาลีจันทร์"ถูกโทษจำคุกคดียักยอกทรัพย์ บีบีซี แล้วรวม 20 ปี หลังศาลพิพากษาให้จำคุก 2 คดี คดีละ 10 ปี และให้บวกโทษ ส่วนคดีแรก พิพากษายกฟ้อง
วันนี้ (20 ม.ค.)ที่ห้องพิจารณาคดี 7 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์พิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ จำกัด(บีบีซี) จำเลยที่ 1 และนายเอกชัย อธิคมนันทะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฯ รับผิดชอบการดำเนินการด้านสินเชื่อ จำเลยที่ 2 กระทำผิด พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ฐานเป็นผู้แทนนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงาน ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีที่ได้ปรากฏหลักฐานต่อ ธปท.ว่า ธนาคารบีบีซี มีฐานะและดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ธปท.จึงออกคำสั่งให้ธนาคารบีบีซี ฉบับลงวันที่ 18 เม.ย.2538 เรื่องแก้ไขฐานะและการดำเนินงานหลายประการ แต่ธนาคารบีบีซีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ธปท. โดยให้สินเชื่อกับบุคคลและนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้รายเดิมที่ธนาคารบีบีซีให้สินเชื่อไว้แล้วเพิ่มเติมรวมเป็นเงินกว่า 9,000 ล้านบาท
ศาลเห็นว่าคดีนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพพาณิชยการจำกัด ทราบถึงการกระทำผิดตามพ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ฐานเป็นผู้แทนนิติบุคคลมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงาน ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2539 แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำคดีนี้ มาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2541 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ อีกทั้งการอนุมัติสินเชื่อของจำเลยที่ 1และ 2 ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยและการซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศจำนวน 18 ราย ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติ จึงไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหาของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงสั่งยกฟ้อง
คดีที่ 2 จำคุก"เกริกเกียรติ" 10 ปี ปรับ 2.2พันล.
ส่วนที่คดี 2 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร และ ธ.กรุงเทพพาณิชยการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพิเศษ พานิชสมบัติ , นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีต กก. ผจก.ใหญ่ บีบีซี , บริษัท ซิตี้ เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด , น.ส.สุนันทา หาญวรเกียรติ กรรมการบริษัทซิตี้ฯ , นายเอกชัย อธิคมนันทะ และนายเทอร์รี่ อีสเตอร์ กรรมการบริษัทซิตี้ฯ เป็นจำเลย 1-6 ตามคดีหมายเลขดำที่ 4714/2539 , 5449/2539 , 1604/2540 ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์จำนวน 1,650,000,000 บาท และเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่หรือรับของโจร สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ประเมินราคาที่ดินที่เป็นหลักทรัพย์ขอค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยที่ 3-5 สูงเกินจริง โดยจำเลยที่ 2 ใช้โอกาสที่มีอนุมัติสินเชื่อ ได้อนุมัติสินเชื่อแก่จำเลยที่ 3 จำนวน 1,650,000,000 บาท ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุมัติวงเงินสินเชื่อเพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น
ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานโจทก์ จำเลยแล้วเห็นว่าคดีฟ้องโจทก์ ไม่ขาดอายุความ และพยานโจทก์รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น กก.ผจก.ใหญ่ บีบีซี ได้อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งฝ่าฝืนคำสั่ง ธปท. ให้กับจำเลยที่ 3 จริง ให้จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 10 ปี และปรับ 2,264,000,000 บาท และให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 1 ล้านบาท สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ให้จำคุกคนละ 7 ปี ปรับคนละ 1 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 8 ปี ปรับ 1 ล้านบาท และให้จำเลยที่ 2,3 ,4 และ 6 ร่วมกันชดใช้เงินต้น คืนให้ในจำนวน 1,132,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 17.25 / ปี ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ชำระเงินต้นเป็นเงิน 75 ล้านพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 17.25 / ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ยกฟ้อง
"เกริกเกียรติ"ถูกจำคุกคดีที่ 3 อีก 10 ปี ศาลบวกโทษรวม 20 ปี
คดีที่ 3 ที่พนักงานอัยการ และ ธ.กรุงเทพพาณิชยการ จำกัด ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ จำเลยที่ 1 , น.ส.สุนันทา หาญวรเกียรติ กก.ผู้มีอำนาจบริษัท สมประสงค์ อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ที่ 2 , บริษัทอเมริกันสแตนดาร์ด แอ๊พเพรซัล จำกัด ที่ 3 , นายไพโรจน์ ซึ่งศิลป์ ที่ 4 กก.ผู้มีอำนาจบริษัทอเมริกันสแตนดาร์ดฯ , นายวีระชัย คงแก้ว เจ้าหน้าที่ประเมิน บริษัทอเมริกันสแตนดาร์ดฯ ที่ 5 , บริษัท สมประสงค์ อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ที่ 6 ในความผิดฐานฝ่าฝืนร่วมกันยักยอกทรัพย์ ให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 353,363,966 บาท เหตุเกิดระหว่างวันที่ 12 ก.ย. - ก.ค.39 จำเลยที่ 1 และที่ 6 ร่วมกับนายจรัญ โพธิเรืองรอง กก.บริษัท สมประสงค์ฯ และนายราเกซ สักเสนา ที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 ร่วมกันยักยอกเงิน 647,953,425 บาท ของบีบีซีไป โดยวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำ ซึ่งจำเลยที่ 6 ไม่ได้ประกอบกิจการใดที่มีจำเลยที่ 2 นายราเกซและนายจรัญมีส่วนได้เสีย ได้ยื่นคำขอสินเชื่อต่อบีบีซีจำนวน 660 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปซื้อหุ้นครอบกิจการของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลคอนโซลิเดเต็ด เอ็นยิเนียริ่ง จำกัด จำนวน 6,670,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 75 บาท รวมมูลค่า 500,250,000 บาท และได้นำที่ดิน จ.สระแก้วที่จำเลยที่ 1-2 และที่ 6 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้ประเมินหลักทรัพย์ทำหลักฐานว่าที่ดินดังกล่าวมีราคาประเมินถึง 826,000,000 บาท ทั้งที่จริงแล้วมีราคาไม่เกิน 55,000,000 บาท แล้วนำมาเป็นหลักประกันขอสินเชื่อ โดยนายราเกซและจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการติดต่อและสั่งงานให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเงินและวิเทศกิจของบีบีซีจัดทำเอกสาร ซึ่งจำเลยที่ 1 อาศัยโอกาสตำแหน่งหน้าที่อนุมัติเงินกู้ดังกล่าวไปอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทย
ศาลพิเคราห์ะแล้วให้จำคุก นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ จำเลยที่ 1 เป็นเวลา10 ปีและสั่งปรับเป็นเงินกว่า 706,700,000 บาท และสั่งจำคุกน.ส.สุนันทา หาญวรเกียรติ กก.ผู้มีอำนาจบริษัท สมประสงค์ อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัดเป็นเวลา 7 ปีและ ปรับ 1 ล้าน ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกันสแตนดาร์ด แอ๊พเพรซัล จำกัด ชดใช้ค่าปรับ 1 ล้านบาท ส่วงนข้อหาอื่นสั่งพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3,4,5 และให้จำเลยที่ 1,2และ 6 คือบริษัท สมประสงค์ อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนกว่า 353 ล้านบาท โดยให้จำเลยที่ 1และ 2 ในคดีนี้ซึ่งถูกพิพากษาจำคุกในคดีที่ 2 บวกโทษจำคุกรวมในคดีนี้ด้วย
สำหรับคดีที่ 4 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ อดีต กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบีบีซี , นายวันชัย ธรรมธิติวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารเงินและวิเทศกิจ ธนาคารบีบีซี , บริษทแอตแพค จำกัด โดยนายถาวรสวัสดิ์ ชวะโนทัย กรรมการ เป็นจำเลยที่ 1-3 ตามลำดับ ในความผิดฐานใช้ตำแหน่งหน้าที่ยักยอกทรัพย์ เรียกคืนเงินจำนวน 362 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างวันที่ 28 ม.ค.37 - 11 พ.ค.38 นายเกริกเกียรติ นายวันชัย และนายพราวประยูร อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา อดีต รอง ผอ.ฝ่ายวิเทศธนกิจ ธนาคารบีบีซี ที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินงานและได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินและหนี้สินของธนาคารบีบีซี ซึ่งร่วมกันกระทำการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่โดยร่วมกับบริษทแอตแพค จำกัด , นายถาวรสวัสดิ์ และนายราเกซ สักเสนา ที่ปรึกษาธนาคารบีบีซีที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ให้บริษทแอตแพคฯ กู้ยืมเงินจำนวน 100 ล้านบาท โดยเอาหุ้นของบริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 ล้านหุ้น มูลค่า 262 ล้านบาทที่เป็นชื่อของบริษทแอตแพคฯ มาเป็นหลักประกันโดยมิชอบ ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาเวลา 13.30 น.


