กิตตินันท์ นาคทอง Facebook.com/kittinanlive
1 กรกฎาคม 2564 เป็นวันแรกที่ใช้มาตรการเปิดพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต หรือที่เรียกว่า “ภูเก็ตแซนด์บอกซ์” (Phuket Sandbox) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จากการระบาดของโควิด-19
เที่ยวบินแรกเป็นของของสายการบินเอทิฮัด แอร์เวย์ เที่ยวบินที่ EY 430 จากเมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาถึงท่าอากาศยานภูเก็ตเมื่อเวลา 11.00 น. มีผู้โดยสาร 25 คน ทางสนามบินได้จัดอุโมงค์น้ำ (Water Salute) ต้อนรับ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ airportia.com ระบุว่า เที่ยวบินที่ EY 430 ลงจอดท่าอากาศยานภูเก็ตเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2563 ก่อนที่จะยกเลิกเที่ยวบินยาวนานกว่า 1 ปี กระทั่งครั้งนี้ได้กลับมาบินอีกครั้ง
แม้การเปิดตัวภูเก็ตแซนด์บอกซ์ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ในไทย ที่ผู้ติดเชื้อในวันนั้นสูงถึง 5,533 ราย เสียชีวิต 57 คน ที่ผ่านมาประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า หยุดกิจการ กิจกรรม หยุดการเรียนการสอน
รวมทั้งภาพที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ โดยเฉพาะภาพและคลิปที่นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ นั่งรับประทานอาหารร่วมกันริมทะเล ถูกโจมตีว่าไม่เห็นหัวประชาชน
เพราะก่อนหน้านี้คำสั่งห้ามรับประทานอาหารในร้านซ้ำไปซ้ำมา เสมือนเป็นการเรียกแขกให้รัฐบาลถูกโจมตี ถึงขนาดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เรียกร้องให้ยุบ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) และเตือนว่าระวังน้ำตาตกถึงพื้นลุกเป็นไฟ
ถือเป็นการเปิดตัวภูเก็ตแซนด์บอกซ์แบบ “จังหวะนรก” ชัดๆ
คนที่น่าเห็นใจที่สุด คือ ภาคเอกชนและประชาชนชาวภูเก็ต ที่ช่วยกันผลักดันแนวคิดนี้มาตลอดเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา แต่เพราะภาพลักษณ์รัฐบาลที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง กลับทำให้โครงการนี้ถูกมองแง่ลบในบัดดล
ภูเก็ตแซนด์บอกซ์ เป็นแนวทางที่ภาคเอกชนผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี 2564 เพราะหลายประเทศทั่วโลกเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 กันแล้ว อีกทั้งช่วงนั้นสถานการณ์ยังทรงตัว ไม่หนักหนาสาหัสเหมือนเช่นทุกวันนี้
ที่ผ่านมาชาวต่างชาติที่จะเข้ามาประเทศไทย จะต้องเป็นบุคคลตามข้อยกเว้น 11 ประเภท ตัวอย่างเช่น ต้องมีคู่สมรส บิดามารดาหรือบุตรของผู้มีสัญชาติไทย ผู้มีถิ่นที่อยู่อาศัย ผู้มีใบอนุญาตทำงาน นักเรียน นักศึกษา ฯลฯ ซึ่งจะต้องกักตัว 14 วัน
ภาคเอกชนเห็นว่า การท่องเที่ยวเป็นภาคธุรกิจหลักที่จะนำเศรษฐกิจไทยฟื้นฟูได้เร็วที่สุด จึงจำเป็นต้องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเพื่อให้มีความปลอดภัย รัฐบาลต้องมีมาตรการป้องกันที่กำหนดได้
จึงเสนอแนวคิดที่เรียกว่า “แซนด์บอกซ์” กำหนดให้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่ทดสอบรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศต้นทาง การแสดงหลักฐานการตรวจเชื้อโควิด-19 ผลเป็นลบภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง การซื้อประกันสุขภาพ ฯลฯ
แนวคิดนี้ผ่านการหารือระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นเจ้ากระทรวง เดิมจะทำ 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะเต่า เกาะพะงัน) และชลบุรี (พัทยา)
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอโมเดลนี้แก่ที่ประชุม ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจฯ (ศบศ.) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2564 และได้รับการอนุมัติ โดยเริ่มต้นที่ภูเก็ตจังหวัดเดียว กำหนดวันที่ 1 กรกฎาคม 2564
ที่นำร่องจังหวัดภูเก็ตก่อน ทราบมาว่าเพราะเป็นจังหวัดที่เป็นเกาะ มีช่องทางเข้าจังหวัดทางบกทางเดียว คือท่าฉัตรไชย และทางอากาศที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ทำให้ควบคุมพื้นที่ได้ง่าย ขณะที่จังหวัดอื่นมีรอยต่อระหว่างกันมากเกินไป
นับจากนั้นเป็นต้นมา จังหวัดภูเก็ตจึงดำเนินยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ภูเก็ตต้องชนะ” ทยอยฉีดวัคซีนแบบปูพรมมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นมา โดยมีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 70% ของจำนวนประชากร
ขณะที่ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ได้ขอให้ ททท. อนุมัติตราสัญลักษณ์ “ชาพลัส” (SHA PLUS) โดยเพิ่มให้สถานประกอบการ เช่น โรงแรม ต้องมีพนักงานได้รับวัคซีน 2 เข็ม มากกว่า 70% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด
ซึ่งมาตรฐาน SHA PLUS นั้นเอง ได้ถูกกำหนดให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาตามมาตรการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ต้องเป็นโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน SHA PLUS เท่านั้น และห้ามพนักงานที่ไม่ได้รับวัคซีน ปฏิบัติงานที่สัมผัสใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว
แต่กว่าภูเก็ตแซนด์บอกซ์จะลงตัว ก็ถูกปรับแก้มาตรการไปพอสมควร
หนึ่งในนั้นคือ เดิมกำหนดให้นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ภูเก็ต 7 วัน แต่ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข ยังคงกำหนดไม่น้อยกว่า 14 วัน ทำเอานักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ยกเลิกการเดินทางไปมากกว่าครึ่ง
ไม่นับรวมการออกราชกิจจานุเบกษาล่าช้า ตีพิมพ์ก่อนเปิดเกาะภูเก็ต 2 วัน นักท่องเที่ยวที่ต้องรอทำหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (COE) จองตั๋วเครื่องบินและที่พักเพื่อเข้าประเทศวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ต้องยกเลิกไปด้วย
แม้มาตรการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ กังวลกันว่าจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนครบโดส เที่ยวภูเก็ตโดยไม่ต้องกักตัว บางคนเข้าใจผิดคิดว่า “เปิดเกาะโดยเสรี” แต่เมื่อดูรายละเอียดจริงๆ พบว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด
เปรียบได้กับจากเดิมต้องกักตัวในสถานกักกัน SQ หรือ ASQ แต่คราวนี้เป็นการกักตัวในจังหวัดแทน ซึ่งจังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร เป็นอันดับที่ 76 ของประเทศ ขนาดเล็กรองจากสมุทรสงครามเท่านั้น
เริ่มจากนักท่องเที่ยวต้องมาจากประเทศที่กำหนด ซึ่งมี 64 ประเทศ 3 เขตปกครองพิเศษ ต้องฉีดวัคซีนที่กำหนด 7 ยี่ห้อครบโดส และต้องไปขอ หนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (COE) ผ่านเว็บไซต์ ใช้เวลาอนุมัติ 3 วันทำการ
เมื่อเดินทางมาถึงภูเก็ต หลังวัดอุณหภูมิแล้ว ต้องรับซิมการ์ด ติดตั้งแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” เวอร์ชันภาษาอังกฤษ ต้องมีเอกสารวัคซีนพาสปอร์ต กรมธรรม์ประกันภัย วงเงิน 1 แสนเหรียญสหรัฐฯ ผลตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR
รวมทั้งต้องยื่นหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (COE) เอกสารการจองที่พัก SHA PLUS แล้วต้องไปสวอป (SWAB) ตรวจหาเชื้อโควิด-19 แล้วขึ้นรถที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ ก่อนรอฟังผลตรวจโควิด-19 ที่ห้องพัก ถ้าผลเป็นลบจึงจะออกไปข้างนอกได้
กว่าจะได้ออกไปเปิดหูเปิดตา ก็ต้องอยู่ในสนามบิน อยู่ในรถของโรงแรม แล้วเข้าห้องพัก รอลุ้นผลว่าจะรอดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าออกจากสนามบินแล้วขึ้นรถลิมูซีน แท็กซี่ หรือรถตู้ปะปนกับคนทั่วไปแบบที่เคยเป็นมา
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อชาวต่างชาติจะต้องอยู่ปะปนกับคนไทย บางครั้งภาพการหย่อนยานมาตรการ DHMTT โดยเฉพาะการถอดหน้ากากอนามัย ก็ทำให้สังคมเกิดความเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือไม่
ขณะเดียวกัน ยังต้องลุ้นว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จะราบรื่นหรือไม่ เพราะหากเปิดเกาะไปแล้วพบว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 90 รายต่อสัปดาห์ กระจายทั้ง 3 อำเภอและมากกว่า 6 ตำบล ระบาดเกิน 3 คลัสเตอร์ และเตียงผู้ป่วยมากกว่า 80%
หากเป็นเช่นนั้น ตามแผนจะต้องปรับเปลี่ยนมาตรการ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ไล่ตั้งแต่ปรับลดกิจกรรม, การทำแผนปฏิบัติการ Sealed Route, การกักตัวภายในสถานที่พัก (Hotel Quarantine)
ถ้าไม่เป็นผล สุดท้ายอาจต้องทบทวนยุติโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ถือเป็นจุด Cut Loss ที่ไม่ให้เกิดความสูญเสียมากขึ้นไปอีก เท่ากับว่าแนวคิดการรับนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัดภูเก็ตในครั้งนี้ล้มเหลว
แถมดีไม่ดี อาจมีผลต่อเนื่องไปถึงการเปิดประเทศภายใน 120 วันของรัฐบาล
ปฏิกิริยาสังคมหลังเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ส่วนหนึ่งสนับสนุนและสนใจเดินทางเข้ามาเที่ยว อีกส่วนหนึ่งเกิดความไม่มั่นใจ หลังการระบาดในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ ทำให้บางจังหวัดต้องงัดมาตรการ “กักตัว 14 วัน” อีกรอบ
ปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตยังคงเปิดให้คนที่มาจากจังหวัดอื่นเข้าจังหวัด โดยต้องฉีดวัคซีนครบโดส ยกเว้นแอสตร้าเซนเนก้า 1 เข็ม หากยังไม่ฉีดวัคซีนต้องมีผลตรวจโควิด-19 ไม่เกิน 7 วัน หรือผู้ที่หายจากอาการป่วยด้วยโควิด-19 มาแล้วไม่เกิน 90 วัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังถูกวิจารณ์ถึงการเปิดภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ท่ามกลางยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบเศรษฐกิจ ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว พร้อมตั้งคำถามถึงการจัดหาวัคซีน ที่เชื่อกันว่าเป็นวัคซีนคุณภาพ
ที่น่าสงสารก็คือ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งส่วนราชการที่ช่วยกันผลักดัน ซึ่งควรให้เครดิตมากกว่ารัฐบาลที่ยกโขยงมาทำพิธีเปิดด้วยซ้ำ กลับถูกหางเลข ถูกวิจารณ์ด้วยความไม่เข้าใจ และด่าทอด้วยอารมณ์ซ้ำเติมไปอีก
ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดใหม่ๆ เมื่อปีที่แล้ว ภูเก็ตถูกล็อกดาวน์ทั้งจังหวัดยันตำบล สนามบินปิด ด่านท่าฉัตรไชยปิด เหมือนอยู่ในกรงขังไปไหนไม่ได้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกระทบหนัก ร้านค้าปิดกิจการ ทั้งชั่วคราวและถาวรจำนวนมาก
เมื่อค้นพบหนทางที่จะฟื้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดเกิดขึ้นอีกครั้ง เสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการและชาวภูเก็ตเกือบครึ่งปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นได้จริงแล้ว ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้พิสูจน์ตัวเอง กำหนดอนาคตตัวเอง
ไม่มีคำพูดใดที่ดีไปกว่า “ให้กำลังใจชาวภูเก็ต” ภาคเอกชนและประชาชนช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ร่วมกันฟื้นฟูการท่องเที่ยว พร้อมกับทุกภาคส่วนในจังหวัดควบคุมมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดไปพร้อมกันให้ได้
แม้สถานการณ์ทั่วประเทศในยามนี้ จะดูโหดร้ายกว่าที่เคยเป็นมา และไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงโดยเร็วก็ตาม



