xs
xsm
sm
md
lg

ลากกันไปจะไหวหรือ

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


ผ่านการเลือกตั้งไปแล้วราว 3 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ ซึ่งนับว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งที่มีความชัดเจนและรู้ผลช้าที่สุด

เนื่องจากหลายเหตุผล เช่นทาง กกต.มีอำนาจที่อาจจะสั่งให้มีการเลือกตั้งและนับคะแนนใหม่ในบางเขต และเมื่ออาจจะมีการเลือกตั้งหรือลงคะแนนใหม่ คะแนนรวมของ ส.ส.เขตทั้งหมดที่จะนำมาคำนวณเป็นจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่นิ่งไปด้วย

แต่ที่ไม่นิ่งยิ่งกว่า คือสูตรการคำนวณของทาง กกต.

ซึ่งแม้จะมีการแย้มออกมาในเบื้องต้นแล้วว่า “อาจ” จะใช้การคำนวณที่ทำให้ได้ ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า 25 พรรค และจะมีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนหนึ่งได้ ส.ส. กันไปคนละที่นั่งด้วย

การคิดด้วยสูตรหรือสมการแบบ กกต.ได้รับการโต้แย้งจากหลายฝ่าย มีการเปิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไล่กันทีละบรรทัดทีละมาตรา เพื่อคำนวณออกมาตอบโต้ ซึ่งส่วนใหญ่จะคิดได้ตรงกัน คือตามสูตรเดิมที่ได้ 14 พรรคเท่านั้น

คนหนึ่งที่ออกมา “เล่นใหญ่” ในเรื่องนี้ คือ คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. และอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถึงกับเปิดที่ทำการพรรคเป็น “ห้องเรียน” สอนคำนวณกันเลย

เรื่องนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าอยู่เหนือ “การเมือง” แบบพรรคขึ้นไปสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่แล้ว พรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางได้รับผลกระทบมาก คือ จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อหายไปที 3-5 ที่นั่ง อย่างพรรคอนาคตใหม่ หายไปถึง 8 ที่นั่ง

ดังนั้น จึงเรียกได้ว่า กกต.อาจจะถูกผลักให้กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคการเมืองเกือบทุกพรรค ยกเว้นฝ่ายที่เชื่อกันว่า อาจจะได้รับประโยชน์ที่สุดจากการคิดปาร์ตี้ลิสต์แบบนี้

แต่เหนืออื่นใด คือความสุ่มเสี่ยงนั้นจะไปตกแก่ทาง กกต.เอง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 91 ว่า ในการคำนวณหาที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์นั้น ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี ส.ส.เกินจำนวนที่จะพึงมีได้

การตีความกฎหมาย ผสมกับการปัดเศษในทางคณิตศาสตร์ จะอธิบายได้หรือไม่แค่ไหน เพราะข้อเท็จจริงในทางคณิตศาสตร์นั้นมัดอยู่ว่า บรรดาพรรคเล็กที่จะได้รับเก้าอี้แบบ “ส้มหล่น” นั้น ผลหารคะแนนเสียงรวมทั้งประเทศของพรรคการเมืองกับ 500 นั้นได้ราวๆ 7.1 หมื่น ซึ่งตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเมื่อนำคะแนนของแต่ละพรรคไปหาร พรรคเล็กที่ผลการหารได้ไม่ถึง 1 ก็ไม่น่าจะได้ ส.ส.

เว้นแต่จะหาทางอธิบายเรื่องการ “ปัดเศษ” ซึ่งก็ต้องรอฟังกันว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่แค่ไหน

แว่วๆ ว่าทาง กกต.อาจจะโยน “เผือกร้อน” ชิ้นนี้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้มีหลังพิงว่า การคำนวณของตัวเองนั้นถูกต้องแล้ว จะได้ไม่สามารถโต้แย้งกันได้ในภายหลัง

แต่ก็ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยอมลงมารับเผือกร้อนไปปอกให้หรือไม่ เพราะแรงกดดันทางการเมืองจากผลของการเลือกตั้งนั้นก็มี การที่จะไป “ตัดเสียง” ของคนที่เลือกพรรคใหญ่ๆ ให้ทอนลงนั้นก็มีราคาสูงในทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ก็ล่วงเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดยาวระดับชาติ ที่คาดว่าคงจะไม่มีใครมีแก่ใจทำอะไร และถึงจะไปทวงถามก็มีเหตุผลข้ออ้างได้ว่าเป็นวันหยุดราชการ

ส่วนเปิดสงกรานต์มา ก็ล่วงเข้ากลางเดือน ซึ่งใกล้พระราชพิธีสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งพสกนิกรชาวไทยสมควรที่จะพักหยุดความขัดแย้งทั้งหลายไว้ก่อนในระยะนี้

จึงอาจจะนับว่ามีเวลาให้ทาง กกต. หายใจหายคออยู่บ้าง แต่ในที่สุด เมื่อผ่านพ้นช่วงพระราชพิธีไป ก็จะพอดีกับเวลาที่ กกต. จะต้องประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการไม่เกินวันที่ 10 พฤษภาคม ไม่งั้นก็สุ่มเสี่ยงจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

เป็นเรื่องที่ทาง กกต.จะต้องรับมือกับเผือกร้อนเรื่องนี้ให้ออกมาอย่างปลอดภัยที่สุด

แต่ถ้าคิดกันแบบมองข้ามช็อต หลายคนก็เชื่อไปครึ่งหนึ่งแล้วว่า ในที่สุด ผลการคำนวณ ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ ก็คงจะออกมาเป็นสูตรที่ได้ ส.ส.พรรคเล็กพรรคน้อยกระจายไปเต็มสภาแน่ๆ

ซึ่งก็เป็นเรื่องลำบากสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม

เพราะถ้าเสียงของพรรคเล็กจับกันได้เป็นเอกภาพ สนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายเดียว ก็เหมือนจะหมดปัญหาในตอนแรก ในเรื่องการสรรหาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

แต่หลังจากนั้นไปเห็นจะยุ่งแน่ เพราะรัฐบาลผสมจากพรรคการเมืองเกินกว่า 10 พรรคนั้นท่าจะดูไม่จืด จะแบ่งสันปันส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีหรือตำแหน่งทางการเมืองกันอย่างไร

และไม่ว่าข้างไหนจะได้เป็นรัฐบาล ก็เชื่อว่าเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การอยู่หรือการไป การยกมือหรือไม่ยกมือของ ส.ส.แม้แต่คนเดียวก็ถือว่าอาจจะทำรัฐบาลพังได้ง่ายๆ

เช่นนี้พรรคการเมืองเล็กๆ มี ส.ส. เพียงคนเดียว ก็อาจจะต่อรองกดดันรัฐบาลผสมได้อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการออกเสียงในเรื่องสำคัญๆ เช่น การผ่านกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี หรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

หรือถ้า ส.ส.พรรคเล็กที่ได้มานั้นไม่เป็นเอกภาพอย่างที่คิด มีการแบ่งฝักฝ่ายกันสนับสนุนคนละฝั่งคนละข้าง ก็ยิ่งจะชวนปวดหัวไปอีกแบบหนึ่ง รับรองว่ารอบนี้ “งูเห่า” เลื้อยกันเต็มสภาแน่นอน

แม้ว่าสภาพวุ่นวายทางการเมืองนี้ ฝ่ายที่เหมือนจะไม่เดือดร้อนเลย คือ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ก็จะสามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ ไปเรื่อยๆ จนกว่าเรื่องจะตกตะกอนลงตัวได้

แต่ก็ต้องถูกกดดันจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากต่างชาติ เพราะนี่คือสัญญาของฝ่ายผู้ทำรัฐประหาร คือ คสช.ว่าจะกลับไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ด้วยการเลือกตั้ง

ถ้าเลือกตั้งแล้วก็ยังไม่มีวี่แววจะได้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาตามระบบรัฐธรรมนูญเสียที ยิ่งนานไป ความกดดันก็จะเพิ่มขึ้น พร้อมกับความชอบธรรมที่ลดลงไปสวนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อในสายตาของต่างชาติแล้ว ผู้ชนะการเลือกตั้ง “ไม่ใช่” พรรคหรือฝ่ายที่สนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในตำแหน่งนายกฯ ต่อไป.


กำลังโหลดความคิดเห็น...