xs
xsm
sm
md
lg

ระวังการเลือกตั้งเป็นมลทิน

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง


แม้ว่ารัฐธรรมนูญใหม่ จะทำให้เราทำใจว่า จะต้องเจอกับระบบเลือกตั้งแบบใหม่ การนับคะแนนและการคิดคะแนนแบบใหม่ ซึ่งก็คงต้องยอมรับความขลุกขลักทุลักทุเลได้บ้าง

แต่ไอ้เรื่องที่เลือกตั้งมาแล้วเกือบสองอาทิตย์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าพรรคไหนจะได้ ส.ส.กี่คนกันแน่นั้น มองย้อนไป 20-30 ปีไม่เคยมีเลย

ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือราคาถูกๆ สักเครื่อง ยังอาจจะมีสมรรถนะสูงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเมื่อสัก 20 ปี ก่อนเสียอีก แถมมีเครื่องคิดเลขแถมให้ทุกเครื่องด้วย

เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น “กองเชียร์” ฝ่ายไหน การปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต.ในรอบนี้ อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะพอใจได้

ไม่ว่าจะเรื่องบัตรเขย่ง การนับคะแนนล่าช้า การที่บัตรลงคะแนนของผู้เลือกตั้งล่วงหน้าจากนิวซีแลนด์ทั้งประเทศสูญเปล่าโดยความผิดของใครก็โบ้ยกันไปกันมา แล้วมาสร้างวาทกรรมแก้ตัวว่า เป็น “บัตรไม่เสีย แต่นับคะแนนไม่ได้”

แต่เรื่องที่เห็นว่าแย่ที่สุด ก็คือวิธีการคำนวณ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักข่าวต่างๆ ไปเปิดกฎหมายหาวิธีคำนวณกัน ได้ตัวเลขต่างกันไปคนละทิศละทาง ซึ่ง กกต.ก็ไม่เคยออกมาคอนเฟิร์มหรือชี้แจงว่า การคิดคะแนนแบบไหนจะถูกต้อง

สรุปได้ว่า การคิดคำนวณของสื่อและนักวิเคราะห์การเมือง แบ่งเป็นสองสูตร คือ สูตรที่มีพรรคเล็กกระจายกันได้ ส.ส.คนละหนึ่งที่นั่ง กับสูตรที่ได้ ส.ส.รวม 11 พรรค ไปสุดพรรคสุดท้าย คือพรรคพลังชาติไทยที่ได้คะแนนเสียงไป 73,000 กว่าคะแนน ส่วนพรรคที่ได้ต่ำกว่า 70,000 เป็นอันว่าไม่มี ส.ส.ในระบบนี้เลย

ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า หากใช้สูตรแบบที่มี 11 พรรคแล้ว พรรคพลังประชารัฐก็เรียกว่าลำบาก เพราะอีกฝ่ายเขาจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว ถึงจะเสียงปริ่มน้ำก็ตาม ทางออกตัวช่วยของ พปชร. คืออาจจะต้องลุ้นให้เกิด “งูเห่า” หรือมีพรรคร่วมที่ไปลงชื่อสัตยาบันกันนั้นสักพรรคแหกมติกันออกมา

แถมยังต้องไปง้องอนพรรคประชาธิปัตย์ที่ตอนนี้ก็ยัง “แทงกั๊ก” อยู่ แต่อันนี้พอเข้าใจได้ เพราะเสียงของคนในพรรคก็แตกเป็นสองขั้ว ทั้งฝ่ายที่จะ “หนุนลุงตู่” กับกลุ่มที่ขอไม่ร่วมกับทั้งขั้วเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ขอเป็นฝ่ายค้านอิสระดีกว่า

สูตรคำนวณที่ทำให้เกิดการแตกคะแนนออกเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยนั้น เชื่อกันว่าถ้าใครจะได้ประโยชน์ ก็เห็นจะเป็น พปชร.เพราะพรรคที่เสียเก้าอี้มากที่สุด คืออนาคตใหม่ และเก้าอี้เหล่านั้นไปกระจายลงสู่พรรคเล็กพรรคน้อยที่กล่าวไป

นั่นเท่ากับว่า “สัตยาบัน” ของพรรคร่วมฝ่ายเพื่อไทยที่จับกันได้นั้นก็ต้องถือว่าดีลแตกกันตามสภาพนั่นเอง

แต่การที่ พปชร.จะมีรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคร่วมเป็นสิบกว่าพรรค แถมเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย แค่คิดก็ปวดหัว ไม่ต้องพูดกันถึงเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล

ดังนั้น ความชัดเจนจึงควรจะเป็น กกต.ที่จะประกาศว่า การคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์นั้นทำอย่างไร มีกระบวนการอย่างไร

เมื่อ กกต.มาสารภาพกันดื้อๆ ว่า “ยังไม่ได้ตกลงกัน” ว่าจะคำนวณแบบไหน ก็เป็นอันอึ้งกิมกี่ไปทั้งเมือง

ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญออกมาแล้วตั้งสองปี หรือพระราชบัญญัติประกอบ ก็ออกมาแล้วหลายเดือน แต่ทำไมไม่เตรียมการตกลงกันไว้ก่อนให้เรียบร้อย

เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เข้าใจได้ยาก

แถมถามไปทางไหน ก็โยนกลองกันไปกันมา กกต.บอกให้ไปถาม กรธ. (กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) กรธ.ก็ว่าอ้าว ที่เขียนมาก็ที่ กกต.เสนอมานั่นแหละ จนอาจารย์วิษณุ เครืองาม เสนอว่าควรให้ กกต.กับ กรธ. มาจับนั่งตกลงกันให้เรียบร้อย ให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน

ความ “ไม่เรียบร้อย” ในแต่ละด้าน ที่สาหัสคือเรื่องสูตรคิด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์นั้น จึงทำให้กระแสการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีไปจนถึงการถอดถอนออกจากตำแหน่งที่ประชาชนกลุ่มหนึ่งกำลังรณรงค์กันนั้นมีเหตุผลและเข้าทางขึ้น

ทั้งยังทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หรือกำลังหาสูตรอะไรบางอย่างเพื่อ “เกลี่ย” เก้าอี้กันให้ลงตัวหรือเปล่า หรือบางคนไปไกลถึงกับว่า สูตรน่ะมีอยู่แล้ว แต่พอเห็นว่าบางฝ่ายเสียเปรียบอีกฝ่ายได้เปรียบ ก็เลยต้องหาสูตรใหม่

ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องมันมีพิรุธให้คนเขาคิดกันไปได้จริงๆ

นอกจากนี้ กกต.ก็ยังมีกับดักสำคัญรออยู่ คือข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่จะต้องจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยภายในเวลา 150 วัน นับแต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ มีผลใช้บังคับ

ตามกำหนดของ กกต.คือจะต้องพยายามประกาศผลอย่างเป็นทางการให้ได้ ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม นี้

แต่ก็มีความเห็นของอาจารย์วิษณุเช่นกันว่า จริงๆ ให้ยึดวันที่มีการเลือกตั้ง แล้วนับไปอีก 90 วันก็ได้

ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าตกลงมันนับอย่างไร จนกระทั่งมีการฟ้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น แปลว่าการเลือกตั้งก็เสี่ยงเป็นโมฆะ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งที่มีปัญหานี้ก็จะถือเป็น “มลทิน” ต่อรัฐบาลที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ก็จะถูกตั้งข้อครหาว่ามาจากการเลือกตั้งสีเทา แต่ก็ไม่น่ากลัวเท่าอาจจะถูกยกเอาความบกพร่องนี้ขึ้นมาขยายผลได้

หรือถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ รับรองว่าแต่ละฝ่ายนั้นไม่ยอมอยู่เฉยๆ แน่ๆ เพราะตอนนี้คนบางกลุ่มเริ่มพูดเรื่องการ “ลงถนน” กันบ้างแล้ว

และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ก็อาจจะส่งผลให้รัฐธรรมนูญต้องอายุสั้นกว่าที่คิด.


กำลังโหลดความคิดเห็น...